- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2211 ทุกสิ่งสรรพนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ (1)
บทที่ 2211 ทุกสิ่งสรรพนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ (1)
บทที่ 2211 ทุกสิ่งสรรพนำมาใช้เป็นประโยชน์ได้ (1)
เพียงชั่วพริบตา กลิ่นอายของเจียงเทียนชิงก็แตกซ่านจางหายไปอย่างรวดเร็ว ส่วน 'หยวนเจิ้น' ที่หลับตาพริ้มอยู่ด้านบน เวลานี้ก็ลืมตาที่คล้ายกับกำลังหลับใหลขึ้นมาเช่นกัน
ทว่ายามนี้ภายในแววตาของเขาไหนเลยจะมีความง่วงงุนหลงเหลืออยู่ กลับเผยให้เห็นแต่ความตื่นตระหนกตกใจ
หากไม่ได้เห็นกับตา เขาคงไม่เชื่อว่าผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าคนหนึ่งจะสิ้นลมหายใจตายตกไปอย่างง่ายดายปานนี้ นี่ใช่ผู้ฝึกตนของสำนักหยินหยางบรรพกาลแน่หรือ?
"ศิษย์พี่จ้าวกับศิษย์พี่หญิงหลิงอย่าเพิ่งขยับ ปล่อยให้ข้าจัดการเก็บกวาดก่อน!"
ยามนี้น้ำเสียงของเจิ้งโย่วหลินแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นเสียงของหลี่เหยียนดังขึ้น เขารีบออกปากห้ามปราม 'หยวนเจิ้น' ที่ทำท่าจะเข้ามาตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็โบกมือห้ามชายหนุ่มที่กลับเข้ามาในลานกว้างอีกครั้ง!
หลี่เหยียนล่วงรู้ข้อมูลของเจียงเทียนชิงมากมายจากความทรงจำของเจิ้งโย่วหลิน เพียงแต่ตอนแรกเขามัวแต่ขบคิดหาวิธีเข้าประชิดตัวเจียงเทียนชิง ทว่าการทำเช่นนั้นถือว่าเสี่ยงอันตราย
แต่เมื่อจ้าวจื่อหมิงและหลิงเหยาปรากฏตัวขึ้น แผนการของหลี่เหยียนก็เปลี่ยนไปทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เขาที่ต้องเข้าไปหาเจียงเทียนชิง ทว่าต้องหลอกล่อให้อีกฝ่ายเดินเข้ามาหาเอง
ขอเพียงไม่ใช้พลังปราณสุ่มสี่สุ่มห้าและรักษาสภาพให้คงที่ อีกฝ่ายก็มีโอกาสเกินเจ็ดส่วนที่จะมองไม่ออกว่าตนคือตัวปลอม
อันดับแรกให้หลิงเหยาที่มีระดับการฝึกตนต่ำที่สุดออกไปก่อน นางจะจำแลงกายเป็นชายหนุ่มไปหาเจียงเทียนชิง เจียงเทียนชิงย่อมไม่รู้จักผู้ฝึกตนทุกคนใน 'สำนักลั่วกูเฉิง'
ด้วยนิสัยหยิ่งยโสของเขากับเจิ้งโย่วหลิน แม้จะสืบเรื่องของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' มาบ้าง ทว่าเป้าหมายหลักกลับพุ่งความสนใจไปที่ผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาทั้งสามคนเท่านั้น
ในมุมมองของพวกเขา มีเพียงคนระดับนี้เท่านั้นที่สามารถคุกคามพวกตนได้ ส่วนคนอื่นก็แค่รู้ข้อมูลไว้พอสังเขปก็พอ
ดังนั้นต่อให้เจียงเทียนชิงมองออกว่าหลิงเหยาเป็นสตรีปลอมตัวมา เอาเข้าจริงก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร มีสตรีบางคนที่ชื่นชอบแต่งกายเป็นบุรุษเวลาออกท่องโลกภายนอก เรื่องนี้พบเห็นได้ทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเซียน
ขอเพียงหลิงเหยาแสดงระดับการฝึกตนที่แท้จริงออกมา แล้วเลียนแบบปราณกระบี่ให้วนเวียนอยู่รอบตัวก็เพียงพอ การส่งผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าไปเชิญเขา ย่อมแสดงให้เห็นถึงความจริงใจของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' ได้เป็นอย่างดี
ส่วนจ้าวจื่อหมิงก็จำแลงกายตามแบบใบหน้าของหยวนเจิ้นที่หลี่เหยียนจำลองออกมา บนตัวเขามีสมบัติวิเศษซ่อนเร้นกลิ่นอายที่ทรงพลังมาก นี่คือข้อดีของการมีสำนักใหญ่โตคอยหนุนหลัง ตลอดจนการมีศิษย์จำนวนน้อย
ไม่เช่นนั้นหากห้าสำนักเซียนมีศิษย์เยอะ ผู้อาวุโสอย่างเทพธิดาหนิงเคอกับคนอื่น คงไม่มีของดีมากมายมาแจกจ่ายให้ศิษย์ได้ขนาดนี้
ลำพังแค่การหลอมสมบัติวิเศษที่สามารถรับมือผู้ฝึกตนขอบเขตรวมกายาได้สักชิ้น ก็ต้องทุ่มเททั้งแรงกายและเวลาอย่างมหาศาล สำหรับห้าสำนักเซียนแล้ว นี่คือเรื่องน่าเศร้าที่แฝงไปด้วยข้อดี
ผู้อาวุโสในสำนักแต่ละคนยอมสละเวลามากมาย เพื่อฟูมฟักดูแลศิษย์รุ่นหลังให้เติบโต แตกต่างจากสำนักหยินหยางบรรพกาลที่ต่อให้เป็นศิษย์แกนนำระดับหัวกะทิก็ยังไม่ได้รับสิทธิ์เช่นนี้
ต่อให้มีฐานะเทียบเท่าเยี่ยนชิงเฉิน ก็ยังไม่มีทางที่ยอดฝีมือระดับขอบเขตรวมกายาหรือขอบเขตฝ่าทัณฑ์ จะยอมลดตัวมาหลอมสร้างสมบัติล้ำค่าให้โดยเฉพาะ...
ส่วนจ้าวจื่อหมิงก็ทำแค่สะกดกลิ่นอายให้ดูเหมือนปุถุชนเช่นเดียวกับหลี่เหยียนก่อนหน้านี้ เจียงเทียนชิงย่อมคิดได้เพียงว่าระดับการฝึกตนของอีกฝ่ายกลับคืนสู่สามัญไร้การปรุงแต่งแล้ว โดยไม่ทันคิดฟุ้งซ่านไปไกล
นี่ไม่ใช่ว่าสมบัติวิเศษของพวกหลี่เหยียนไร้เทียมทานในใต้หล้าจริงหรอก ทว่าคนเหล่านี้ที่เผชิญหน้าอยู่ ไม่มีปัญญามองทะลุสมบัติวิเศษที่หลอมสร้างขึ้นโดยคนระดับซื่อหลี่กุยต่างหาก
ส่วนหลี่เหยียนที่จำแลงกายเป็นเจิ้งโย่วหลิน ก็ทำเพียงแค่นั่งนิ่งรอคอยอยู่ที่นั่นอย่างสบายใจ รอจนเจียงเทียนชิงมาถึงค่อยหันไปพูดคุยด้วยก็พอ
อย่างมากเขาก็ใช้เพียงการส่งเสียงทางจิตสำนึก เพื่อให้โอกาสเผยพิรุธลดลงเหลือน้อยที่สุด ทว่าที่นี่กลับมีช่องโหว่ร้ายแรงจุดหนึ่ง ซึ่งก็ต้องรอดูว่าหลี่เหยียนจะใช้ไหวพริบกลบเกลื่อนรอยรั่วนี้ได้แนบเนียนแค่ไหน
จากความทรงจำของเจิ้งโย่วหลิน เจียงเทียนชิงผู้นี้มีนิสัยสุขุมรอบคอบ อีกทั้งยังขี้ระแวงเป็นที่สุด ของแทนตัวธรรมดาชิ้นเดียวไม่มีทางทำให้เขาปักใจเชื่อได้
อย่างเช่นเจิ้งโย่วหลินกับเขารู้จักกันตั้งแต่ตอนอยู่ขอบเขตรวมลมปราณ ทว่าหลังจากคบค้าสมาคมกันภายในสำนักนานหลายสิบปี เจียงเทียนชิงถึงยอมเปิดใจคบหากับเจิ้งโย่วหลินอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน แผนการล่อลวงสังหารของหลี่เหยียนก็ไม่อาจลงมือภายใน 'สำนักลั่วกูเฉิง' ได้ หากกลับไปตอนนี้อาจเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงได้ทุกเมื่อ ถ้าเป็นเช่นนั้น แผนการที่หลี่เหยียนอุตส่าห์ปูทางมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลี่เหยียนก็นับว่ามีกำลังพลเพียงพอ ทว่าความยากกลับไม่ได้ลดลงไปสักเท่าไหร่ เขาพาทั้งสองคนตระเวนหาสถานที่บริเวณใกล้เคียง 'สำนักลั่วกูเฉิง' อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเวลาจวนตัว เขาจึงทำได้เพียงควานหาสถานที่อันเหมาะสมไปพร้อมกับการปรับปรุงแผนการของตนให้รัดกุมขึ้นเดี๋ยวนั้นเลย
การวางแผนอย่างฉุกละหุกเช่นนี้ หลี่เหยียนรู้ดีว่าไม่อาจวางแผนให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติได้ทั้งหมด ทว่าต้องลงมือทำไปก่อน แล้วค่อยปรับเปลี่ยนแผนการตามสถานการณ์หน้างาน...
ไม่นานพวกเขาก็พบเรือนพักแห่งหนึ่ง ที่นี่มีเพียงคู่สามีภรรยาขอบเขตผสานสรรพสิ่งอยู่คู่หนึ่ง ดูจากเครื่องแต่งกายบนร่าง ทั้งสองคือผู้ฝึกตนกระบี่ของ 'สำนักลั่วกูเฉิง'
ทว่าอีกฝ่ายน่าจะมีเบื้องหลังไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นคงไม่มีปัญญาครอบครองเรือนพักในทำเลทองเช่นนี้ได้
หลี่เหยียนไม่มีเวลาให้มัวโอ้เอ้ จึงตัดสินใจลงมือกับทั้งสองคนทันที จากนั้นก็ใช้วิชาค้นวิญญาณเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ของที่นี่
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้หลี่เหยียนรู้สึกว่าตัวเองดวงดีไม่น้อย ฝ่ายหญิงในคู่สามีภรรยามีภูมิหลังลึกซึ้งจริง นางเป็นถึงหลานสาวของผู้อาวุโสขอบเขตผสานว่างเปล่าคนหนึ่งใน 'สำนักลั่วกูเฉิง' และเป็นที่โปรดปรานของผู้อาวุโสท่านนั้นมาก
จึงประเคนทรัพยากรบำเพ็ญเพียรให้คู่ชีวิตเต๋าคู่นี้มากมาย และเรือนพักแห่งนี้ผู้อาวุโสขอบเขตผสานว่างเปล่าก็เป็นคนมอบให้ ซึ่งราคาค่างวดใน 'สำนักลั่วกูเฉิง' นั้นไม่เบาเลย
เรือนพักแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสำนักมากนัก และเพื่อความสะดวกในการเดินทางไปมา คู่ชีวิตเต๋าคู่นี้จึงใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่นี่
แถมพวกเขายังไม่มีทายาทสืบสกุล ทำให้ยามปกติไม่ค่อยมีใครแวะเวียนมา หลี่เหยียนจึงเลือกที่นี่เป็นจุดซุ่มโจมตีเจียงเทียนชิงทันที
เขาจับคู่สามีภรรยาที่สลบไสลเข้าไปไว้ใน 'รอยปฐพี' โดยไม่คิดจะสังหารอีกฝ่าย หลี่เหยียนต้องการจัดการแค่คนที่รู้สถานะการเป็นศิษย์ห้าสำนักเซียนของตนเท่านั้น
เขาไม่คิดจะเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นหลังจากใช้สถานที่แห่งนี้เสร็จ เขาจะปล่อยตัวอีกฝ่ายออกมา คู่สามีภรรยานี้ถูกเขาจับตัวมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรเลย
ดังนั้นอีกฝ่ายจะไม่มีความทรงจำที่เกี่ยวข้องหลงเหลืออยู่ ในความรู้สึกของพวกเขาอาจเป็นเพียงแค่อาการวูบไปชั่วขณะ อีกทั้งหากคู่สามีภรรยาไม่ตาย ก็จะไม่ทิ้งเบาะแสใดให้สาวมาถึงแผนการของหลี่เหยียนได้
เวลานี้หลี่เหยียนอาศัยความทรงจำของเจิ้งโย่วหลิน รวมถึงความเข้าใจที่ตนมีต่อ 'สำนักลั่วกูเฉิง' วางกับดักล่อหลอกทีละก้าว
และความยากในการสังหารเจียงเทียนชิงในแผนการนี้ ไม่ใช่คำถามที่ว่าทำอย่างไรถึงจะสังหารอีกฝ่ายได้?
ขอเพียงอีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในกับดัก ฝั่งพวกเขามีผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าถึงสามคน โอกาสรอดของอีกฝ่ายย่อมเป็นศูนย์
ทว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือต้องไม่ทำให้เจียงเทียนชิงจับสังเกตได้ ไม่เช่นนั้นขอเพียงเขาสร้างความวุ่นวายขึ้นในเมืองแม้แต่น้อย พวกหลี่เหยียนก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือสังหารอย่างอุกอาจ
และหากเป็นเช่นนั้น เมื่อผู้ฝึกตนขอบเขตผสานว่างเปล่าเปิดฉากต่อสู้กันในเมือง ค่ายกลกระบี่คุ้มครองสำนักของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' ย่อมต้องถูกเปิดใช้งานอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันแผนการช่วงแรกของหลี่เหยียนก็คงพังทลายไม่เป็นท่า
ดังนั้นหัวใจสำคัญในการสังหารเจียงเทียนชิง จึงไปตกอยู่ที่ช่วงแรกและช่วงกลางของแผนการทั้งหมด ขอเพียงสองขั้นตอนนี้สำเร็จลุล่วง เรื่องหลังจากนั้นสำหรับหลี่เหยียนก็ง่ายดายดั่งพลิกฝ่ามือ
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ตอนที่หลิงเหยาไปส่งข่าว อีกฝ่ายก็ไม่ได้แตะต้องหยกประดับทรงกลมนั้นเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เพื่อความราบรื่นของแผนการในขั้นถัดไป หลี่เหยียนก็ไม่ได้เล่นตุกติกอะไรกับหยกประดับทรงกลมนั้นเลย เขาไม่ยอมทำเรื่องสูญเปล่าที่จะส่งผลเสียต่อแผนการของตน เพียงเพื่อเพิ่มโอกาสให้อีกฝ่ายติดกับดักหรอก
หลี่เหยียนศึกษาความทรงจำบางส่วนของเจิ้งโย่วหลินอย่างละเอียด เขาเน้นวิเคราะห์บทสนทนาระหว่างเจียงเทียนชิงกับเจิ้งโย่วหลินในอดีต
และสิ่งที่เขาต้องการดู ไม่ใช่เนื้อหาของบทสนทนาใดบทสนทนาหนึ่ง ทว่าสุ่มเลือกบทสนทนาของคนทั้งสองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อศึกษาอุปนิสัยและพฤติกรรมความเคยชินของเจียงเทียนชิง
มีเพียงการสุ่มหาความทรงจำที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีนี้เท่านั้น ถึงจะสามารถสรุปพฤติกรรมความเคยชินที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดของคนผู้นี้ได้ แล้วเขาก็พบว่าเจียงเทียนชิงเป็นพวกขี้ระแวงอย่างหนัก
ความจริงข้อนี้ เขาประจักษ์ชัดจากความทรงจำของเจิ้งโย่วหลินตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว เพียงแต่หลี่เหยียนมองในมุมกลับกัน
ประเด็นสำคัญคือต้องใช้ประโยชน์จากจุดนี้ เพื่อบีบให้เจียงเทียนชิงยอมก้าวเท้าออกมาเป็นก้าวแรก
หลี่เหยียนนัดแนะกับหลิงเหยาว่าไปถึงจะต้องพูดอย่างไร อีกฝ่ายอาจจะมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบไหน และสิ่งที่นางต้องทำก็คือหลังจากทิ้งท้ายไว้สองสามประโยค ให้ใช้ข้ออ้างว่าอีกฝ่ายขี้ระแวงและเสียมารยาทกับตน แล้วเดินหนีออกมาได้เลย
นี่คือการใช้ประโยชน์จากความขี้ระแวงของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก ทำให้เจียงเทียนชิงมองไม่ออกว่าหลิงเหยาจงใจทำ ทุกอย่างดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
และตอนที่หลิงเหยาทำท่าจะเดินจากไป ขอเพียงโยนประโยคทิ้งท้ายที่ว่า 'เจิ้งโย่วหลิน' จะออกมาต้อนรับที่หน้าประตู ก็จะทำให้เจียงเทียนชิงเบาใจไปได้เปราะใหญ่ ทว่าในตอนนั้นเขาก็ยังคงมีความระแวงหลงเหลืออยู่
จังหวะนี้เองคือการใช้ประโยชน์จากความลังเลใจของเขาเป็นครั้งที่สอง และเวลานี้เจียงเทียนชิงก็กำลังระแวงอยู่ ทว่าก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้างเพราะคำพูดทิ้งท้ายของหลิงเหยา
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาย่อมไม่อาจนั่งรอเจิ้งโย่วหลินอยู่ในโรงเตี๊ยมต่อไปได้ อีกทั้งจุดประสงค์ที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่ออะไร? แน่นอนว่าย่อมต้องอยากไปดู 'ศิษย์พี่เจิ้ง' ของเขาอยู่แล้ว ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลไปหมด
หลี่เหยียนมั่นใจหกส่วนว่าเจียงเทียนชิงจะยอมออกจากโรงเตี๊ยมแล้วตามมา และเมื่อถึงจุดนี้ แผนการก้าวแรกก็สำเร็จลุล่วง
เมื่อหลิงเหยาพาเขามาถึง หลี่เหยียนก็ให้เขาเห็น 'เจิ้งโย่วหลิน' ที่ไม่มีพิรุธใดเลยโดยตรง เจียงเทียนชิงผู้นี้ช่างรอบคอบระแวดระวังตัวเข้ากระดูกดำเสียจริง
ต่อให้เห็นหน้า 'ศิษย์พี่เจิ้ง' แล้ว เขาก็ยังคงก้าวเข้ามาในลานด้วยความระมัดระวังขั้นสุด ความจริงในตอนนั้น หากหลิงเหยาที่อยู่ในลานเปิดใช้งานค่ายกล แล้วปิดประตูตีแมวเจียงเทียนชิงไว้ในลานก็สามารถทำได้
ทว่าในแผนการของหลี่เหยียนไม่มีขั้นตอนนี้ ตอนที่เริ่มแผนการ จ้าวจื่อหมิงเองก็คิดว่านี่คือจังหวะที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ทว่าหลี่เหยียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ เขายังคงไม่เห็นด้วยที่จะลงมือใช้กำลังรุนแรง ขอเพียงลงมือใช้กำลัง ก็ย่อมหมายความว่าจะมีการงัดเคล็ดวิชาออกมาใช้ ซึ่งจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดเดา
ความจริงแล้วในตอนที่เจียงเทียนชิงก้าวเข้ามาในลานกว้าง เขาเตรียมพร้อมที่จะล่าถอยออกไปได้ทุกเมื่อ อีกทั้งเขายังรีดเร้นระดับการฝึกตนขึ้นไปจนถึงขีดสุดแล้ว
ตัวเขาในเวลานั้นคือตอนที่ประสาทสัมผัสเฉียบคมที่สุด ขอเพียงชายหนุ่มที่หลิงเหยาจำแลงกายมามีความเคลื่อนไหวผิดปกติแม้แต่น้อย เขาก็จะชิงลงมือทันที
ทว่าผลลัพธ์คือหลี่เหยียนไม่คิดจะลงมือในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แน่นอนว่าทุกอย่างภายในลานกว้างยังคงเป็นปกติธรรมดา ซึ่งทำให้ความระแวงของเจียงเทียนชิงเริ่มลดระดับลงนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป!