- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเปิดกล่องเทพ อัญเชิญยอดคนสยบยุทธจักร
- บทที่ 101 ผู้คลั่งไคล้มัจฉา
บทที่ 101 ผู้คลั่งไคล้มัจฉา
บทที่ 101 ผู้คลั่งไคล้มัจฉา
เซวียอีเหรินได้ฉายาว่าเป็นกระบี่อันดับหนึ่งในใต้หล้า แม้แต่ชอลิ้วเฮียงในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา มีเพียงสุยมู่อินจีแห่งตำหนักเสินสุ่ยเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับเขาได้
เซวียอีเหรินคือยอดฝีมือแห่งวิถีกระบี่ พอดีกับที่ฉินฉางเซิงตั้งใจจะก่อตั้งสิบสองเทวะกระบี่ขึ้นในสมาคมมังกรเขียว โดยกำหนดพื้นฐานพลังฝีมือเริ่มต้นที่ระดับปรมาจารย์ใหญ่
เซวียอีเหรินสามารถเป็นหนึ่งในนั้นได้!
"เปิดหีบสุ่มสี่ใบ!"
"ได้รับพลังฝึกปรือเฉพาะของม่อฉีหลินสิบปี!"
"ได้รับพลังฝึกปรือเฉพาะของผู้เฒ่าดาบโลหิตสิบปี!"
"ได้รับอาวุธลับสำนักถัง เข็มพายุแพรดอกสาลี่"
(หมายเหตุ: ภายในเข็มพายุแพรดอกสาลี่ซุกซ่อนเข็มเงินอาบยาพิษร้ายแรงที่หลอมสร้างจากเงินจมใต้ทะเลลึกจำนวน 99 เล่ม ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์ใหญ่หากโดนเข้าไปต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ภายในระยะสามจั้ง หากปรมาจารย์ใหญ่ไม่ระวังตัวก็อาจสิ้นชีพได้เช่นกัน ไม่มีผลกับผู้ฝึกตนระดับเทียนเหริน สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้)
"ได้รับหน้ากากพันแปลง!"
(หมายเหตุ: สามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตนเองได้ตลอดเวลา ผู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับเทียนเหรินจะมองไม่ออก)
"แม้จะไม่ได้สุ่มตัวละครออกมา แต่ของที่ได้ก็นับว่าไม่เลว โดยเฉพาะของสองชิ้นหลัง เรียกได้ว่าเป็นของวิเศษช่วยชีวิตเลยทีเดียว"
ชิงโจว ท่าข้ามหลิงเฟิง
ที่นี่คือหนึ่งในสี่ท่าเรือใหญ่แห่งชิงโจว เปรียบดั่งศูนย์กลางการคมนาคมอันพลุกพล่าน เรือที่สัญจรไปมาขวักไขว่ราวกับฝูงปลาแหวกว่ายข้ามแม่น้ำ ล้วนต้องมาแวะพักจอดที่แห่งนี้
เวลานี้ บนผืนน้ำซางสุ่ย เรือใบยักษ์ลำหนึ่งที่แขวนธงของหอสี่ทิศ กำลังแล่นฉิวด้วยความเร็วราวกับสัตว์อสูรยักษ์อันดุร้าย
นี่คือเรือสินค้าของหอสี่ทิศ หนึ่งในห้าหอแห่งจงหยวน ซึ่งมักจะเดินทางผ่านไปมาได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ไม่มีใครกล้าขัดขวาง
บนดาดฟ้าเรือ ร่างสี่ร่างยืนต้านลมอยู่
มีชายชราสองคน ชายวัยกลางคนสองคน ชายชราทั้งสองยืนอยู่ด้านหน้า ส่วนชายวัยกลางคนทั้งสองยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา
ชายชราที่เป็นผู้นำอยู่ด้านซ้ายสวมชุดผ้าไหมสีขาว รูปร่างสันทัด ใบหน้ามืดครึ้ม แววตาดุดันราวกับเหยี่ยว มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะไปตอแยได้ง่ายๆ
ชายชราอีกคนหนึ่งทางซ้ายมือสวมชุดยาวสีทอง ร่างกายค่อมโค้ง ในมือถือลูกคิดทองแดงม่วง ใบหน้ายิ้มแย้มใจดี แววตาเป็นประกายสดใส ดูราวกับพ่อค้าที่ปราดเปรื่อง
ชายวัยกลางคนทั้งสองที่อยู่ด้านหลังแต่งกายเหมือนองครักษ์ คนหนึ่งสวมชุดผ้าไหมสีขาว อีกคนสวมชุดยาวสีชิง กลิ่นอายบนร่างไม่ธรรมดา มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นยอดฝีมือ
"ข้างหน้ามีคน!" ชายชราชุดผ้าไหมสีขาวเอ่ยเตือน
เมื่อได้ยินคำเตือนของเขา ทั้งสามคนบนดาดฟ้าเรือต่างมองออกไปแต่ไกล เห็นเพียงบนผืนน้ำห่างออกไปหลายสิบจั้ง มีเรือลำเล็กๆ ลำหนึ่งลอยนิ่งอยู่บนผิวน้ำราวกับใบไม้ร่วง
บนเรือลำเล็กนั้น มีเงาร่างหนึ่งสวมหมวกฟาง ใส่เสื้อคลุมกันฝน ในมือถือคันเบ็ดกำลังนั่งตกปลาอยู่
ช่างดูผิดแผกไปจากปกติอย่างยิ่งยวด!
ฉากนี้ช่างดูแปลกประหลาดยิ่งนัก บนผืนน้ำที่มีคลื่นลมแรงเช่นนี้ จะมีคนมานั่งตกปลาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่าตาเฒ่าตกปลาคนนี้จะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว
"สหายที่อยู่ด้านหน้า เหตุใดจึงมาขวางทางพวกเรา!" ชายชราร่างค่อมที่ถือลูกคิดทองแดงม่วงเอ่ยถาม เสียงของเขาดังกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ สะท้อนกึกก้องไปทั่วผืนน้ำ
ทว่า เมื่อเผชิญกับคำถาม ชายชราตกปลาผู้นั้นกลับไม่สนใจพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
"เร่งความเร็วพุ่งเข้าไป ชนให้ตาย!" ชายชราชุดผ้าไหมออกคำสั่ง
"ขอรับ!"
เรือใบยักษ์พุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับลูกธนูที่หลุดจากแล่ง แล่นตรงเข้าหาชายชราตกปลาด้วยความเร็วสูง เห็นได้ชัดว่าต้องการจะชนเขาให้แหลกเป็นจุณ
ทว่า เมื่อเรือลำใหญ่แล่นมาถึงระยะห่างจากชายชราตกปลาประมาณสามจั้ง กลับคล้ายกับถูกพลังไร้สภาพขุมหนึ่งขวางกั้นเอาไว้้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่อาจแล่นต่อไปได้
"ดูเหมือนจะเป็นยอดฝีมือเสียด้วย เจ้าสองคนไปสังหารเขาซะ!" ชายชราชุดผ้าไหมสีขาวออกคำสั่ง
"ขอรับ!"
เงาร่างสีชิงและสีขาวสองสายกระโดดลงมาจากดาดฟ้าเรือใบยักษ์ ดาบที่พกติดตัวในมือส่องประกายเย็นเยียบ ราวกับมังกรยักษ์ดุร้ายสองตัว ฟันตรงไปยังชายชราตกปลาบนเรือลำเล็ก
ขณะที่ปราณดาบอยู่ห่างจากชายชราเพียงหนึ่งจั้ง ชายชราก็ขยับตัว คันเบ็ดในมือเขาราวกับมีชีวิต ตวัดเพียงเบาๆ บนผิวน้ำก็เกิดม่านน้ำพุ่งทะยานขึ้นมาราวกับกำแพงเมืองที่ยากจะทำลาย สลายปราณดาบของพวกเขาทิ้งไปในพริบตา ในขณะเดียวกัน ประกายสีเงินสายหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในม่านน้ำก็พาดผ่านลำคอของทั้งสองอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า ร่างของทั้งสองร่วงหล่นลงสู่แม่น้ำราวกับว่าวที่สายป่านขาด กระจายเป็นเกลียวคลื่นขนาดใหญ่
เป็นสายเบ็ดที่ทำจากไหมสวรรค์!
"ตาเฒ่าตกปลาผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก!" ชายชราทั้งสองสบตากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ต้องรู้ก่อนว่า องครักษ์ทั้งสองของพวกเขาคือยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ใหญ่ขั้นหนึ่งชั้นฟ้า เป็นคนที่ขุมกำลังเบื้องหลังส่งมาคุ้มครองพวกเขา ทว่าเพียงแค่เผชิญหน้ากันครั้งเดียวกลับต้องจบชีวิตลงเสียแล้ว
"ข้ารู้แล้วว่าเขาคือใคร!" ชายชราร่างค่อมผู้นั้นมีใบหน้าหวาดผวา น้ำเสียงสั่นเทา
"เขาคือใคร?"
"หากข้าคาดเดาไม่ผิด ชายชราผู้นี้ควรจะเป็นผู้อาวุโสหกของตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย ฉินไท่เหิง ผู้มีฉายาในยุทธภพว่าผู้คลั่งไคล้มัจฉา"
"ผู้ดูแลทองแดงแห่งหอสี่ทิศชิงโจว เจี่ยซาน หอสี่ทิศของพวกเจ้ากล้าสมคบคิดกับคนของนิกายบัวขาว วันนี้ตาเฒ่าอย่างข้าจะต้องเอาชีวิตพวกเจ้าให้ได้!" น้ำเสียงของชายชราตกปลาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง ราวกับดังมาจากนรกเก้าขุม ในเวลาเดียวกันเขาก็ถอดหมวกฟางบนศีรษะออกแล้วสะบัดอย่างแรง หมวกฟางพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับใบมีดอันแหลมคม พุ่งตรงเข้าหาคนทั้งสองบนเรือด้วยแรงกดดันอันดุดัน
"ฟิ้ว!" ได้ยินเพียงเสียงกระบี่ดังกังวานใส กระบี่ยาวในมือของชายชราชุดผ้าไหมสีขาวก็ถูกชักออกจากฝักในพริบตาราวกับสายฟ้า ฟันหมวกฟางจนแหลกละเอียดด้วยพลังอันมหาศาลดั่งสายฟ้าฟาด
"เจ้าคือหัวหน้าหอคนใดของนิกายบัวขาว?" สายตาของฉินไท่เหิงสว่างวาบดุจคบเพลิง จ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา
"ไป๋อวิ๋นเซิง!" น้ำเสียงของชายชราเย็นชาดุจน้ำแข็ง ราวกับปราศจากความรู้สึกใดๆ
"ที่แท้ก็คือกระบี่ฉางเซิง ไป๋อวิ๋นเซิง!"
ฝีมือของไป๋อวิ๋นเซิงในบรรดาหัวหน้าหอทั้งหมดของนิกายบัวขาว สามารถติดอันดับหนึ่งในห้าได้อย่างแน่นอน
"วันนี้ข้าในฐานะหัวหน้าหอ ขอประลองดูหน่อยเถอะว่าตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยจะแน่สักแค่ไหน!"
"เข้ามา!" ไป๋อวิ๋นเซิงถือกระบี่ฉางเซิงในมือ พุ่งตัวทะยานลงมาบนผิวน้ำราวกับดาวตกที่พาดผ่านท้องฟ้า
ทั้งสองเข้าปะทะกันในพริบตา เงากระบี่และสายเบ็ดพันพัวกันไปมา ก่อให้เกิดเสียงดังกึกก้องเหนือผิวน้ำ กระบี่ฉางเซิงของไป๋อวิ๋นเซิงร้ายกาจไร้เทียมทาน ทุกกระบี่ล้วนแฝงไปด้วยพลังที่สามารถผ่าขุนเขา ทลายก้อนหินได้ ส่วนสายเบ็ดของฉินไท่เหิงก็พลิ้วไหวราวกับอสรพิษ ทั้งรัดพันและตัดเฉือน ทุกกระบวนท่าล้วนหมายเอาชีวิต
ผ่านไปหลายกระบวนท่า ทั้งสองฝ่ายก็ยังไม่อาจรู้ผลแพ้ชนะ ทันใดนั้น ฉินไท่เหิงก็เบี่ยงตัวหลบ สายเบ็ดพันรัดกระบี่ของไป๋อวิ๋นเซิงราวกับสายฟ้า จากนั้นก็ออกแรงกระตุก ร่างของไป๋อวิ๋นเซิงเสียหลัก ฉินไท่เหิงฉวยโอกาสนี้ตวัดสายเบ็ดราวกับแส้ ฟาดใส่เขาอย่างแรง
ไป๋อวิ๋นเซิงหลบไม่ทัน หน้าอกราวกับถูกค้อนเหล็กทุบอย่างแรงจนเสื้อผ้าฉีกขาด ทว่าอาการบาดเจ็บสาหัสที่คาดไว้้กลับไม่เกิดขึ้น ที่แท้บนร่างของเขากลับสวมเกราะอ่อนไหมทองเอาไว้้ เพียงแต่เกราะอ่อนไหมทองนี้ได้แตกสลายไปแล้วภายใต้การโจมตีอันรุนแรงของฉินไท่เหิง
"ยอดเยี่ยมมาก ผู้คลั่งไคล้มัจฉา ฉินไท่เหิง วันนี้ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของข้า!"
"หนึ่งกระบี่ฉางเซิง!" ปราณกระบี่ยักษ์ยาวสิบจั้งราวกับรุ้งกินน้ำพาดผ่านดวงอาทิตย์ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ และฟันลงมาที่ฉินไท่เหิงอย่างดุดันด้วยพลังมหาศาลดั่งสายฟ้าฟาด
"เพลงคันเบ็ด—สร้างสรรค์จากความว่างเปล่า!" ประกายแสงสีเงินอันน่าสะพรึงกลัวซัดสาดออกมาราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม เข้าไปพันรัดปราณกระบี่ยักษ์สีขาวราวกับงูวิเศษ
แรงกดดันอันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นทั้งสองสายผสานเข้าด้วยกัน ราวกับจะฉีกกระชากฟ้าดิน พลังงานอันน่าหวั่นเกรงแผ่ขยายออกมาราวกับภูเขาไฟระเบิด ซัดสาดจนเกิดคลื่นยักษ์กลืนกินท้องฟ้าลูกแล้วลูกเล่า