- หน้าแรก
- เมื่อผมสุ่มได้คีย์เวิร์ดเทพ สำนักฮาเร็มหญิงล้วนต้องรอด
- บทที่ 2: มหาเซียนทองคำ: หลิวหรูเยียน
บทที่ 2: มหาเซียนทองคำ: หลิวหรูเยียน
บทที่ 2: มหาเซียนทองคำ: หลิวหรูเยียน
บทที่ 2: มหาเซียนทองคำ: หลิวหรูเยียน
"หะ...หนึ่ง... ศิษย์หนึ่งคนต้องใช้หินวิญญาณตั้งสิบล้านก้อนเลยงั้นเหรอ?" เย่เฉินลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะเพ่งมองให้ชัดเจนขึ้น "ยังดีนะที่ช่วงมือใหม่ใช้หินวิญญาณแค่ก้อนเดียว"
เขาก้มลงมองโมเดลยอดเขาสีดำอมแดงในมือ
ภายในโมเดลนั้น ปรากฏภาพตำหนักและหอคอยให้เห็นลางๆ อาคารทุกหลังล้วนถูกประดับประดาด้วยโทนสีดำตัดแดง แผ่กลิ่นอายความงดงามอันแสนเย้ายวนทว่าดูลี้ลับ
บริเวณกึ่งกลางยอดเขา ปรากฏวิหารหลังหนึ่งให้เห็นเลือนราง บริเวณซุ้มประตูมีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวสลักเอาไว้
ตำหนักรับศิษย์
หัวใจของเย่เฉินเต้นรัวกระหน่ำ
"สำนักระดับ 10... ศิษย์ระดับวีรชน... ความภักดีเต็มร้อย..."
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มองหาพื้นที่ราบเรียบ แล้ววางโมเดลในมือลงไป
ตู้ม!
ทันทีที่โมเดลสัมผัสกับพื้นดิน มันก็ขยายตัวใหญ่ขึ้นรับกับสายลมอย่างรวดเร็ว!
เพียงชั่วพริบตา ยอดเขารองที่สูงตระหง่านนับร้อยจั้งก็ผุดทะยานขึ้นจากพื้นดิน ตั้งตระหง่านอยู่ลึกเข้าไปในหุบเขา ยอดเขาแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก มีถ้ำบำเพ็ญเพียรและตำหนักน้อยใหญ่ตั้งเรียงรายซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ โทนสีดำและแดงอันเป็นเอกลักษณ์ทอประกายแสงอันลี้ลับภายใต้แสงอาทิตย์
เย่เฉินเดินผ่านซุ้มประตูเขาและก้าวขึ้นไปตามบันไดหินศิลาเขียว
ตลอดสองข้างทาง เขาพบเห็นตำหนักและหอคอยมากมาย อาคารทุกหลังล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรบรรจงจนแทบไม่น่าเชื่อ ทว่าภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังที่เป็นรูปผู้ฝึกตนหญิงในชุดที่แสนจะวาบหวิวนั้น กลับทำให้เขาเผลอลอบมองไปหลายตา ก่อนจะรีบหันหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
"นี่มัน... สำนักที่คนปกติเขาอยู่กันจริงๆ งั้นเหรอ?"
ในที่สุด เขาก็มาหยุดยืนอยู่หน้าตำหนักรับศิษย์บริเวณกึ่งกลางยอดเขา
เขาผลักบานประตูตำหนักให้เปิดออก
พื้นที่ภายในตำหนักนั้นกว้างขวางและลึกเข้าไปอย่างมาก ตรงกลางมีค่ายกลเวทมนตร์ขนาดมหึมาตั้งอยู่ รายล้อมไปด้วยอักขระโบราณที่ยากจะทำความเข้าใจ ผนังรอบด้านถูกแกะสลักเป็นภาพของผู้ฝึกตนหญิงจำนวนนับไม่ถ้วนที่กำลังยืนหรือเอนกายในท่วงท่าที่หลากหลาย
เพียงแค่ปรายตามอง เย่เฉินก็รู้สึกร้อนผ่าวที่โพรงจมูกขึ้นมาทันที
"ให้ตายเถอะ!"
เขารีบเบือนหน้าหนี และท่องมนต์ชำระจิตใจในใจอย่างเงียบๆ
เมื่อเขาเดินไปถึงใจกลางของค่ายกล เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้น:
【ท่านต้องการใช้หินวิญญาณ 10 ก้อน เพื่อเปิดรับศิษย์สำนักเหอฮวนจำนวน 10 คนหรือไม่?】
เย่เฉินกดยืนยัน
【หักหินวิญญาณ 10 ก้อน เริ่มต้นการรับศิษย์!】
วูบ!
ค่ายกลพลันเปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมาทันที!
ลำแสงสีทองหลายสายพุ่งทะยานขึ้นจากขอบค่ายกล ไปรวมตัวกันกลายเป็นห้วงทะเลแสงอยู่ที่โดมหลังคาของตำหนัก
ทันใดนั้น ลำแสงสีทองทั้งเก้าสายก็สาดส่องลงมาจากใจกลางของห้วงทะเลแสงพร้อมๆ กัน!
เมื่อแสงนั้นจางหายไป
ร่างอันอรชรอ่อนช้อยทั้งเก้าร่างก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายในค่ายกล
แต่ก่อนที่เย่เฉินจะได้มองเห็นใบหน้าของพวกนางอย่างชัดเจน ลำแสงที่เจิดจ้ายิ่งกว่าก็ระเบิดออกมาจากใจกลางของค่ายกล—
ลำแสงเจ็ดสี!
แสงนี้สว่างไสวยิ่งกว่าลำแสงสีทองทั้งเก้าสายก่อนหน้ารวมกันเสียอีก มันพุ่งตรงขึ้นไปยังโดมหลังคาและส่องสว่างอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน!
เมื่อแสงค่อยๆ ดับมอดลง
ร่างของผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้น ณ ใจกลางค่ายกลแห่งนั้น
ศิษย์หญิงทั้งเก้าคนคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง พวกนางก้มศีรษะลงด้วยท่วงท่าที่แสดงออกถึงความเคารพอย่างสูงสุด
และร่างนั้นก็ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพวกนาง ราวกับดวงจันทราที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยหมู่ดาว
เย่เฉินถึงกับเบิกตากว้าง
นางคือสตรีผู้หนึ่ง
สตรีที่งดงามเสียจนทำให้เขาลืมหายใจ
นางสวมชุดอาภรณ์ไหมเซียนสีดำแดง เนื้อผ้าบางเบาแนบลู่ไปกับทรวดทรง เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าที่ชวนให้แทบหยุดหายใจ เอวของนางคอดกิ่วราวกับจะหักสะบั้นลงได้เพียงแค่สัมผัส และสะโพกผายที่อยู่ต่ำลงไปนั้นก็อวบอิ่มเสียจนไม่อาจละสายตาได้เลย
เมื่อไล่สายตาขึ้นไป
ยอดเขาทั้งสองลูกก็ดันเสื้อท่อนบนจนดูราวกับพร้อมจะทะลักทลายออกมา
เมื่อมองสูงขึ้นไปอีก
ก็พบกับใบหน้าที่งดงามสมบูรณ์แบบจนดูราวกับไม่มีอยู่จริง
คิ้วของนางดุจดั่งทิวเขาไกลตาที่ถูกแต้มด้วยหมึกดำ ดวงตากลมโตสุกใสราวกับระลอกคลื่นแห่งผืนน้ำในฤดูใบไม้ร่วง นัยน์ตาคู่นั้นจ้องมองมาที่เย่เฉินราวกับซ่อนเบ็ดเกี่ยวเอาไว้ข้างใน เพียงแค่กระตุกเบาๆ ก็สามารถฉกชิงวิญญาณของผู้คนไปได้อย่างง่ายดาย
ทว่ายังไม่ทันที่เย่เฉินจะตั้งสติได้ ร่างนั้นก็ขยับตัวเสียแล้ว
นางเยื้องย่างเข้ามาหาอย่างอ่อนช้อยงดงาม ทุกจังหวะที่บั้นเอวโยกย้าย เผยให้เห็นเรียวขาหยกอันขาวเนียนและตรงยาววับๆ แวมๆ อยู่ใต้ชายกระโปรง
จากนั้น!
นางก็โถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเย่เฉินโดยตรง!
เย่เฉินสัมผัสได้ถึงเรือนร่างอันอ่อนนุ่มและอบอุ่นที่แนบชิดติดตัวเขา พร้อมกับความนุ่มหยุ่นสองก้อนที่เบียดชิดเข้ากับแผงอกจนเสียรูปทรง กลิ่นหอมจางๆ โชยเข้าแตะจมูก ชวนให้ลุ่มหลงเสียจนสมองของเขาขาวโพลนไปถึงสามวินาที
"ท่านเจ้าสำนักเจ้าขา~"
น้ำเสียงนั้นช่างเนิบนาบและเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน แฝงไปด้วยเสียงขึ้นจมูกเล็กน้อย ฟังดูราวกับกำลังออดอ้อน ทว่าก็คล้ายกับกำลังยั่วยวนอยู่กลายๆ
เย่เฉินก้มหน้าลงมองด้วยร่างกายที่แข็งทื่อ
สตรีในอ้อมกอดกำลังช้อนตามองเขา นัยน์ตาของนางฉ่ำเยิ้ม ริมฝีปากสีแดงสดเผยอขึ้นเล็กน้อย ดูราวกับดอกไม้ที่กำลังรอคอยให้คนมาเด็ดดม
"จ-เจ้าคือ..."
เสียงของเย่เฉินตะกุกตะกัก
หญิงสาวหัวเราะคิกคัก นางซุกตัวเข้าหาอ้อมกอดของเขาให้แนบแน่นยิ่งขึ้น และทิ้งน้ำหนักทั้งร่างโอบรัดเขาเอาไว้
"ผู้น้อยหลิวหรูเยียน และนับจากนี้... ข้าคือคนของท่านเจ้าสำนักแล้วเจ้าค่ะ..."
เบื้องหลังของนาง ศิษย์หญิงทั้งเก้าที่กำลังคุกเข่าอยู่ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง:
"ศิษย์ขอน้อมคารวะท่านเจ้าสำนัก!"
เย่เฉินลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ กวาดสายตามองเรือนร่างทั้งเก้า
ล้วนเป็นสตรี
ล้วนเป็นโฉมงามที่สะคราญตาทั้งสิ้น
พวกนางทั้งหมดล้วนสวมใส่ชุดพระราชวังโทนสีดำตัดแดง รูปแบบอาจจะดูมิดชิดกว่าชุดของหลิวหรูเยียนอยู่บ้าง แต่ก็เพียงแค่ "อยู่บ้าง" เท่านั้น
"พ-พวกเจ้า ลุกขึ้นเถอะ"
เย่เฉินพยายามอย่างหนักในการข่มอารมณ์ให้สงบ ก่อนจะก้มลงมองหลิวหรูเยียนที่อยู่ในอ้อมกอด
【ชื่อ: หลิวหรูเยียน】
【ค่าความภักดี: 100 (คงที่)】
【ระดับพลังบำเพ็ญ: ขั้นขัดเกลาลมปราณ ระดับ 1】
【ระดับชั้น: มหาเซียนทองคำ (ระดับวีรชน)】
【เผ่าพันธุ์: มนุษย์】
【พรสวรรค์: กายาหยินสวรรค์】
【วิชาลับ: มนต์ลุ่มหลง】
【ของวิเศษ: หยกผูกใจ】
【คำอธิบาย: เจ้าสำนักรุ่นที่ 14 แห่งสำนักเหอฮวน ผู้ครอบครองรูปโฉมที่งดงามเหนือผู้ใดในหล้า】
มหาเซียนทองคำ?
เปลือกตาของเย่เฉินกระตุกยิกๆ
นี่มันคือระดับพลังแบบไหนกันวะเนี่ย?
เขารู้จักเพียงแค่ ขั้นขัดเกลาลมปราณ, ก่อตั้งรากฐาน, แก่นทองคำ, วิญญาณก่อกำเนิด... และเหนือขึ้นไปกว่านั้นก็คือ ขั้นตัดวิญญาณ, หลอมสุญตา, ประสานกายา, มหายาน, และ ก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์
แล้วระดับที่อยู่เหนือกว่าระดับ 9 มันคืออะไรกันล่ะ?
เขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่ตัวอักษรคำว่า "มหาเซียนทองคำ" แค่ได้เห็นก็ทำเอาเขาถึงกับขนลุกซู่ไปทั้งหนังศีรษะแล้ว
เขาหันไปมองศิษย์อีกเก้าคนที่เหลืออีกครั้ง
【ชื่อ: ศิษย์สำนักเหอฮวน】
【ค่าความภักดี: 100 (คงที่)】
【ระดับพลังบำเพ็ญ: ขั้นขัดเกลาลมปราณ ระดับ 1】
【ระดับชั้น: เซียนแท้จริง (ระดับทั่วไป)】
【เผ่าพันธุ์: มนุษย์】
【พรสวรรค์: กระดูกเสน่ห์แต่กำเนิด】
【วิชาลับ: วิชาลวงใจ】
【ของวิเศษ: สายคาดเอวหยกแพรพรรณ】
เซียนแท้จริง
นี่ก็เป็นระดับที่อยู่เหนือระดับ 9 เช่นกัน
เย่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ยอดเขาศิษย์ระดับ 10
สมาชิกทุกคนล้วนมีศักยภาพระดับ 9 ขึ้นไป
ค่าความภักดีคงที่ไม่มีวันลด
ศิษย์ระดับวีรชนจะถูกปลูกฝังความทรงจำและเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรมาให้โดยอัตโนมัติ
การเริ่มต้นแบบนี้...
"ท่านเจ้าสำนักเจ้าขา"
เสียงของหลิวหรูเยียนดังขัดจังหวะห้วงความคิดของเขา
นางยกมือขึ้น นิ้วหยกเรียวยาวแตะเบาๆ ที่ปลายจมูกของเย่เฉิน นัยน์ตาแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"ผู้น้อยงดงามหรือไม่เจ้าคะ?"
เย่เฉินพยักหน้า
"เช่นนั้น ท่านเจ้าสำนักชอบผู้น้อยหรือเปล่า?"
เย่เฉินพยักหน้าอีกครั้ง
หลิวหรูเยียนแย้มยิ้ม ดวงตาคู่สวยหยีโค้งราวกับจันทร์เสี้ยว นางซุกใบหน้าแนบชิดกับแผงอกของเย่เฉินแล้วเอ่ยเสียงกระซิบ:
"ถ้าเช่นนั้น ผู้น้อยก็จะเป็นคนของท่านเจ้าสำนักตลอดไปนะเจ้าคะ"
"แล้วก็พวกนางด้วย~"
นางเหลียวหลังกลับไปมองศิษย์ทั้งเก้าคนเบื้องหลัง ซึ่งพวกนางต่างก็ก้มศีรษะลงอย่างพร้อมเพรียง
"พวกนางเองก็เป็นคนของท่านเจ้าสำนักเช่นกัน"
"ท่านเจ้าสำนักจะเชยชมพวกนางเมื่อใดก็ได้ตามที่ท่านต้องการเลยเจ้าค่ะ"
เย่เฉินรู้สึกราวกับหัวใจของเขาเต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกลำคอ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
"เรื่องนี้... เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ"
หลิวหรูเยียนยกมือขึ้นป้องปากหัวเราะคิกคัก ประกายความซุกซนพาดผ่านดวงตาของนาง
"เอาล่ะเจ้าค่ะ ทุกสิ่งย่อมเป็นไปตามที่ท่านเจ้าสำนักบัญชา"
"ทว่า..."
นางเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ริมหูของเย่เฉิน ลมหายใจอุ่นๆ รินรดลงบนใบหูของเขา
"ค่ำคืนนี้... จะรับผู้น้อยไว้ปรนนิบัติท่านเพียงลำพังดีหรือไม่เจ้าคะ?"
ร่างของเย่เฉินถึงกับแข็งทื่อไปชั่วขณะ
และในตอนนั้นเอง!
เสียงสัญญาณเตือนภัยอันแหลมบาดแก้วหูก็ดังระเบิดขึ้นในหัวของเขา!
【คำเตือน!】
【การทดสอบโลหิตจะเริ่มต้นขึ้นโดยอัตโนมัติในอีก 3 วัน ขอให้เจ้าสำนักหน้าใหม่ทุกท่านโปรดเตรียมตัวให้พร้อม】
สามวันงั้นเหรอ?
ตอนนี้เขายังเป็นแค่มือใหม่ที่เป็นปุถุชนคนธรรมดาแท้ๆ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับการทดสอบโลหิตในอีก 3 วันเนี่ยนะ เขหันไปมองตำหนักเจ้าสำนักอันทรุดโทรมที่อยู่ด้านนอก ก่อนจะก้มลงมองหลิวหรูเยียนผู้แสนเย้ายวนใจที่อยู่ในอ้อมกอด
"มีพวกเจ้าอยู่ทั้งที จะต้องรอไปถึงสามวันทำไมกันเล่า?"
หลิวหรูเยียนสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของเขา นางเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาที่ฉายแววประหลาดใจ
"ท่านเจ้าสำนัก... มองผู้น้อยด้วยสายตาเช่นนั้น... ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ?"