- หน้าแรก
- ลูกสาวตัวปลอมเป็นมหาเศรษฐีด้วยระบบวิทยาศาสตร์สุดล้ำ
- บทที่ 50 กินอาหารหนูหน่อยก็พอแล้ว
บทที่ 50 กินอาหารหนูหน่อยก็พอแล้ว
บทที่ 50 กินอาหารหนูหน่อยก็พอแล้ว
บทที่ 50 กินอาหารหนูหน่อยก็พอแล้ว
เมื่อเผชิญหน้ากับคำพูดของเหยียนเสี่ยว เจียงไหวหนิงเพียงแต่ยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็เลื่อนตั๋วใบหนึ่งออกไปข้างหน้า
เธอต้องการพนักงานที่มีความหวังในชีวิตมากกว่านี้ เพราะคนที่สามารถมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ อย่างไรเสียก็ต้องมีความหวังต่อชีวิตไม่ใช่หรือ
ทว่าเธอไม่รีบร้อน กาลเวลาจะทำให้เหยียนเสี่ยวเข้าใจเองว่า การยินยอมให้เธอจ้างงาน คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของตนเอง
ตั๋วที่เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายวิทยาศาสตร์ล้ำยุคใบนี้สะท้อนเข้าสู่สายตาของเหยียนเสี่ยว
เจียงไหวหนิงเอ่ยว่า "งานนิทรรศการเทคโนโลยีนานาชาติของปีนี้จะจัดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า เธอไปดูแทนฉันหน่อยก็แล้วกัน ไปสัมผัสกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเหล่านี้ ไปรับรู้ถึงพลังของเทคโนโลยีอัจฉริยะเหล่านั้น จากนั้นค่อยมาบอกฉันว่า เทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมเหล่านี้ยังจะสามารถสมบูรณ์แบบและแข็งแกร่งขึ้นได้มากกว่านี้อีกไหม"
"สิ่งที่ฉันต้องการให้เธอทำ ก็คือเรื่องนี้แหละ"
งานนิทรรศการเทคโนโลยีงั้นหรือ?
เหยียนเสี่ยวคิดไม่ถึงเลยว่า สิ่งแรกที่เจียงไหวหนิงต้องการให้ตนเองทำกลับเป็นเรื่องนี้
ยิ่งไปกว่านั้น การได้ไปร่วมงานนิทรรศการเทคโนโลยี และยังสามารถสัมผัสกับผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดได้อีก นี่นับว่าเป็นงานประเภทไหนกัน?
ต่อให้เธอจะใช้ชีวิตอยู่ในชนชั้นล่างสุดของสังคม ก็ยังรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ผู้คนมากมายต่างปรารถนาแต่ไม่ได้มาครอบครอง
เธอเงยหน้าขึ้น เห็นเจียงไหวหนิงยังคงประดับรอยยิ้มพลางเอ่ยปากต่อว่า "ถึงแม้ว่าปัจจุบันช่วงเสี่ยงจะมีเพียงแค่ครีมลดรอยแผลเป็นอย่างเดียว ทว่าอย่างไรเสียบนชื่อก็มีคำว่าเทคโนโลยีอยู่ การได้จินตนาการสร้างสรรค์อนาคตไปพร้อมกับโลกใบนี้มันย่อมดูเท่กว่านิดหน่อยอยู่แล้ว"
"ฉันหวังว่าเทคโนโลยีของโลกใบนี้ จะไม่ได้ถูกจารึกไว้โดยเทคโนโลยีที่เข้าร่วมจัดแสดงเหล่านั้นเพียงอย่างเดียว ทว่าถูกจารึกโดยช่วงเสี่ยง และช่วงเสี่ยงยังสามารถนำสิ่งของเหล่านี้มามอบให้แก่สาธารณชนได้อีกด้วย"
เพราะอย่างไรเสีย เป้าหมายของเธอก็มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก จะมีสิ่งใดที่สามารถเปิดกระเป๋าเงินของผู้คนได้ดีไปกว่าเทคโนโลยีชั้นแนวหน้าเหล่านี้อีกล่ะ?
แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายนี้ค่อนข้างทำลายบรรยากาศ และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์นักธุรกิจผู้โอบอุ้มโลกใบนี้ของเธอ เจียงไหวหนิงจึงไม่ได้เอ่ยมันออกมา
เจียงไหวหนิงยื่นบัตรอีกใบหนึ่งให้แก่เหยียนเสี่ยว
"ในนี้มีเงินหนึ่งหมื่นหยวน เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ของเธอ โดยบริษัทจะเป็นผู้รับผิดชอบ"
"นอกจากนี้ ฉันยังมีของสิ่งหนึ่งจะมอบให้เธอด้วย"
หลัวหยวนหยวนยื่นกล่องสีดำสามกล่องเข้ามาได้ประจวบเหมาะเวลาพอดี โดยวางซ้อนกันจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่
เจียงไหวหนิงเลื่อนกล่องเหล่านี้ไปตรงหน้าเหยียนเสี่ยว "นี่คือของขวัญต้อนรับเข้าทำงานของเธอ โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์"
ในเมื่อต้องการให้เหยียนเสี่ยวทำงานให้ตนเอง เรื่องอุปกรณ์ย่อมต้องจัดเตรียมไว้ให้ครบครันอยู่แล้ว มิฉะนั้นยังจะหวังให้พนักงานใช้จอบมาช่วยตนเองขุดกำแพงเมืองขึ้นมางั้นหรือ?
ต่อให้พนักงานยินยอม เจียงไหวหนิงก็ไม่สามารถยอมรับความเร็วที่เชื่องช้าถึงเพียงนี้ได้หรอก
เธอเกรงว่าผ่านไปอีกร้อยปี กำแพงเมืองนี้ก็คงยังขุดไม่เสร็จสิ้น และเธอยังคงหวังพึ่งให้เหยียนเสี่ยวไปขุดเจาะไฟร์วอลล์ของบ้านคนอื่นอยู่นะ
เหยียนเสี่ยวมองดูสิ่งของเหล่านี้ แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยถามว่า "คุณไม่กลัวฉันหอบเงินหนีไปเหรอคะ?"
"ฉันคิดว่าอนาคตของเธอ มีค่ามากกว่าสิ่งของเหล่านี้มากมายนัก การทำลายชื่อเสียงของตนเองเพื่อสิ่งของเพียงเท่านี้ มันไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด ในอนาคตเธอจะได้ครอบครองสิ่งของที่มากกว่านี้อีกตั้งเยอะแยะ"
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนเสี่ยวได้ยินคนบอกว่าอนาคตของตนเองมีค่ามาก
"...ฉันทราบแล้วค่ะ"
เจียงไหวหนิงยื่นรายการอาหารให้แก่เธอ "อยากดื่มอะไรก็สั่งได้ตามสบายเลยนะ ฉันเลี้ยงเอง เธอไม่ต้องจ่ายเงินหรอก"
ประโยคนี้แฝงความขบขันจนเหยียนเสี่ยวอดไม่ได้ที่จะหลุดยิ้มออกมา
ต่อให้เป็นเจ้านายที่ขี้เหนียวมากเพียงใด ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้พนักงานเป็นคนเลี้ยงในตอนที่พูดคุยเรื่องการเข้าทำงานหรอกมั้ง
เธอสั่งคาปูชิโน่มาแก้วหนึ่ง
นี่เป็นครั้งแรกที่เหยียนเสี่ยวได้ดื่มกาแฟ ที่แท้กลิ่นหอมของกาแฟที่ตนเองเคยได้กลิ่นมานับครั้งไม่ถ้วนในยามที่ทำงานพาร์ตไทม์ มันช่างอร่อยมากจริงๆ
ความหอมหวานชนิดนี้ คือสิ่งที่เธอไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนเลยในอดีต
เพียงแต่... ร้านกาแฟของเจ้านายค่อนข้างดูถูกความยากจนในวัยเยาว์ไปสักหน่อย ราคาแพงลิบลิ่ว แก้วละสองร้อยแปดสิบแปดหยวน ค่อนข้างดื่มไม่ไหว
รอวันข้างหน้า ได้รับเงินเดือนแล้ว ค่อยหาโอกาสกลับมาดื่มอีกก็แล้วกัน
หลังจากได้รับอิทธิพลจากเจียงไหวหนิง ภายในใจที่มักจะมืดครึ้มเหมือนมีฝนตกชุกอยู่ตลอดเวลาของเหยียนเสี่ยวพลันบังเกิดความคาดหวังต่ออนาคตขึ้นมาเป็นครั้งแรก
ช่างน่าอัศจรรย์ใจจริงเชียว ทั้งที่เจียงไหวหนิงก็เป็นเพียงแค่เด็กมัธยมปลายคนหนึ่งแท้ๆ ทว่ากลิ่นอายรอบกายและน้ำเสียงในการพูดจาต่างทำให้ผู้คนเชื่อถือได้ง่ายดายถึงเพียงนี้ คนที่นั่งอยู่ข้างกายเธอ ประหนึ่งเป็นประธานบริษัทที่เติบโตและเจนโลกแล้วคนหนึ่ง ไม่ใช่เด็กสาวที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนเองเลยสักนิด
เธอเหลือบมองหลัวหยวนหยวนแวบหนึ่ง หลัวหยวนหยวนสัมผัสได้ถึงสายตาของเหยียนเสี่ยว จึงส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรกลับไปให้เธอ
ดื่มกาแฟอยู่ไม่นานเท่าไหร่ สัญญาก็เซ็นเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว คนกลุ่มหนึ่งจึงแยกย้ายกันไปที่บริเวณหน้าประตูร้านกาแฟอย่างรวดเร็ว
หลัวหยวนหยวนพาเหยียนเสี่ยวไปที่บริษัทเพื่อดำเนินขั้นตอนการขอเบิกเงินเดือนล่วงหน้า ส่วนเจียงไหวหนิงก็เดินทางกลับบ้าน
เธอใช้เวลาอยู่ในห้องหนังสือของตนเองสักพักหนึ่ง แล้วเริ่มศึกษาวิจัยผลิตภัณฑ์ที่เครื่องสำอางตระกูลหลิ่วตั้งใจจะเปิดตัววางจำหน่าย
ระบบมองดูการกระทำของเจียงไหวหนิง
[โฮสต์ตั้งใจจะเปิดศึกท้าประชันกับบริษัทของบ้านพระเอกหรือ?]
ในชาติก่อน ผลิตภัณฑ์ตัวใหม่นี้ของตระกูลหลิ่วเพิ่งจะถูกเปิดตัวออกมา ก็ได้เชื้อเชิญดาราดังระดับแถวหน้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ อีกทั้งยังเชื้อเชิญบล็อกเกอร์จำนวนมากมาร่วมแนะนำรีวิว
พากันบอกเล่าว่าเอสเซนส์ที่มีชื่อว่าหลิ่วเหยียนขวดนี้ใช้งานได้ดีมากเพียงใด หลังจากใช้แล้วสภาพผิวพรรณจะเปลี่ยนเป็นดีขึ้นมากไหน และมีประโยชน์ต่อการกระชับรูขุมขนมหาศาลเพียงใด
ประกอบกับรัศมีพระเอกที่แผลงฤทธิ์อยู่บ้าง รวมถึงการเกื้อหนุนจากรัศมีสุดยอดเด็กเรียนเก่งขั้นเทพที่พระเอกเพิ่งจะคว้าแชมป์ IChO มาครอง ยอดขายของหลิ่วเหยียนจึงเคยพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์เอสเซนส์ช่วงหนึ่ง ถึงขั้นแซงหน้าองค์กรเครื่องสำางแบรนด์เก่าแก่ของต่างประเทศไปตั้งมากมายหลายแห่ง
ทว่าในปัจจุบัน พระเอกได้สูญเสียการเกื้อหนุนจาก "รัศมีสุดยอดเด็กเรียนเก่งขั้นเทพ" นี้ไปตั้งนานแล้ว
แม้กระทั่งที่ดินผืนที่สลักสำคัญอย่างยิ่งยวดผืนนั้น เขาก็ไม่ได้ซื้อมันมาครอง
ต่อให้เขายังคงมีรัศมีพระเอกหลงเหลืออยู่ จะสามารถสำแดงฤทธิ์เดชของรัศมีนั้นออกมาได้มากน้อยเพียงใดกันเชียว?
เมื่อเผชิญหน้ากับความเคลือบแคลงสงสัยของระบบ ปากกาในมือของเจียงไหวหนิงยังคงขยับไม่หยุด "นายไม่รู้สึกว่าคุณประโยชน์ของเอสเซนส์มันคล้ายคลึงกับโปรตีนหลินซือมากเลยงั้นเหรอ? เพียงแต่ประสิทธิภาพของเอสเซนส์เหล่านี้ มีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของโปรตีนหลินซือด้วยซ้ำไป"
โปรตีนหลินซือที่สามารถทำให้เซลล์กลับมาเยาว์วัยขึ้นได้อย่างแท้จริง ต่อให้ตระกูลหลิ่วจะเชิญดาราทั่วทั้งวงการบันเทิงมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก
"ขอเพียงฉันศึกษาวิจัยโปรตีนหลินซือโมเลกุลขนาดเล็กออกมาได้สำเร็จ เขาก็จะไม่มีโอกาสอีกต่อไปแล้ว"
เงินลงทุนของตระกูลหลิ่วในโครงการเอสเซนส์ตัวนี้ จะต้องพังทลายลงจนสูญเปล่าทั้งหมดอย่างแน่นอน
เจียงไหวหนิงยิ้มออกมา "อีกอย่าง ฉันมีแนวคิดเรียบร้อยแล้วด้วย"
[โฮสต์หาอุณหภูมิในการแยกตัวที่เหมาะสมพบแล้วหรือ?]
ระบบล่วงรู้ดีว่านับตั้งแต่เจียงไหวหนิงศึกษาวิจัยโปรตีนหลินซือออกมาได้สำเร็จ เธอก็ยังคงทำการศึกษาวิจัยเรื่องการแยกตัวของโปรตีนหลินซือมาโดยตลอด
เวลาที่เจียงไหวหนิงทุ่มเทลงไปกับสิ่งนี้ มันมากกว่าการสังเคราะห์โปรตีนหลินซือตั้งเยอะแยะเลยทีเดียว
"ก็เกือบแล้วล่ะ เดินเข้าไปดูหน่อยก็รู้ผลแล้ว คราวที่แล้วก็ประสบความสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาฉันได้ทำการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปอีกหน่อย น่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ค่อนข้างเป็นไปตามอุดมคติ"
เมื่อเปรียบเทียบกับโปรตีนหลินซือโมเลกุลขนาดใหญ่แล้ว โปรตีนหลินซือโมเลกุลขนาดเล็กจะมีความบอบบางและดูแลยากกว่าตั้งเยอะ มันมีข้อกำหนดที่เข้มงวดต่ออุณหภูมิและสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างยิ่งยวด
หากอุณหภูมิต่ำเกินไป โปรตีนหลินซือจะตกอยู่ในสภาวะหลับใหล ไม่สามารถสำแดงประสิทธิภาพออกมาได้ ทว่าหากอุณหภูมิสูงเกินไป โปรตีนหลินซือจะสูญเสียการทำงานไปในทันที แดดิ้นสิ้นชีพให้คุณดูตรงนั้นเลย
ที่ผ่านมาเธอประสบความล้มเหลวอยู่ตลอด ก็เป็นเพราะยังไม่กระจ่างแจ้งว่าอุณหภูมิไหนกันแน่ที่เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดในการแยกตัวของโปรตีนหลินซือ
ในบทเรียนของยุคอวกาศดูเหมือนจะคิดว่าการควบคุมอุณหภูมิของโปรตีนหลินซือเป็นเรื่องที่ทุกคนล่วงรู้กันดีอยู่แล้ว ดังนั้นเจียงไหวหนิงจึงพลิกค้นบทเรียนเหล่านั้นที่เดิมทีควรจะหันหน้าเข้าหาผู้คนในยุคอวกาศจนทั่ว ทว่ากลับไม่พบว่ามีที่ใดเลยที่เอ่ยถึงเรื่องอุณหภูมิสักแห่งเดียว
ทว่ายังนับว่าโชคดีที่เธอมีเงินทอง เธอสามารถซื้ออุปกรณ์การทดลองมาลงมือทำการทดลองด้วยตนเองอย่างช้าๆ ได้
เจียงไหวหนิงผลักประตูเปิดประตูลับในห้องหนังสือออก แล้วเดินก้าวเข้าสู่ห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาอีกห้องหนึ่ง ด้านในมีอุปกรณ์และเครื่องมือตั้งวางอยู่มากมาย แม้กระทั่งอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิอย่างละเอียดขนาดเล็กก็ยังมีอยู่สองเครื่อง
เธอเดินไปที่หน้าอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ จากนั้นก็หยิบหลอดโปรตีนหลินซือหลอดหนึ่งที่ปล่อยให้แยกตัวอยู่ด้านในมาตั้งแต่วันก่อนๆ ออกมา
มันถูกบรรจุไว้ในหลอดทดลองโปร่งใส เป็นของเหลวสีขาวน้ำนมที่มีลักษณะเป็นปุยครึ่งโปร่งใส
หลอดเล็กๆ เพียงเท่านี้ ก็สามารถทำให้เซลล์ในร่างกายมนุษย์กลับมาเยาว์วัยขึ้นได้ตั้งหลายปีเลยทีเดียว
เมื่อนำไปวางส่องดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์สักพักหนึ่ง ก็พบว่าการแยกตัวประสบความสำเร็จมาก อีกทั้งยังไม่ได้รับความเสียหายจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมและมีความบริสุทธิ์ยิ่งนัก
เจียงไหวหนิงป้อนให้หนูตะเภาตัวหนึ่งกินคำหนึ่ง หนูตะเภาผู้น่ารักตัวนี้พลันส่งเสียงร้องจี๊ดๆ ออกมาทันควันประหนึ่งได้กินของอร่อยชั้นเลิศ หวังอยากจะให้ตนเองได้กินอีกสักคำ
เจียงไหวหนิงแกว่งหลอดโปรตีนครึ่งหลอดในมือไปมา พลางปรายตามองหนูที่แปรสภาพกลายเป็นหนูประจบสอพลอตัวน้อยแวบหนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจว่า "สัมผัสที่หกของสัตว์ ในบางครั้งมันช่างเฉียบคมจนน่ากลัวจริงเชียว"
ทว่าของสิ่งนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีพิษและสามารถรับประทานเข้าไปได้ ทว่าผลลัพธ์ในการทาภายนอกย่อมดีกว่าอยู่ดี
"เด็กดี บนตัวของเธอมีแต่ขนเต็มไปหมด ทาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ดูดซึมไม่ได้เท่าไหร่หรอกนะ กินอาหารหนูหน่อยก็พอแล้วล่ะ"