- หน้าแรก
- ตัวประกอบขอเป็นซูเปอร์สตาร์
- บทที่ 206 ชายหนึ่งคนควงสาวสี่คน ต้องกดรัว 666...
บทที่ 206 ชายหนึ่งคนควงสาวสี่คน ต้องกดรัว 666...
บทที่ 206 ชายหนึ่งคนควงสาวสี่คน ต้องกดรัว 666...
จีน
"หา?"
"ซินจื่อเหล่ย?"
"ทำไมคุณถึง..."
เมื่อเห็นซินจื่อเหล่ยปรากฏตัว เฉินผิงก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
"เอ่อ... คือว่า เพิ่งมาถึงน่ะค่ะ กลัวไม่ทันก็เลยรีบวิ่งพุ่งพรวดเข้ามา"
ซินจื่อเหล่ยเอ่ยอธิบายกับเฉินผิง
จากนั้นก็หันไปมองนักแสดงหญิงอีกสามคน แล้วพูดต่อว่า "ฉันเห็นพวกเธอเดินกันเป็นกลุ่มดูครึกครื้นดี ก็เลยขอมาแจมด้วยน่ะค่ะ เอ่อ... ทุกคนคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมคะ"
"ไม่เป็นไรค่ะ แน่นอนว่าไม่ถืออยู่แล้ว"
นักแสดงหญิงหลายคนต่างพากันส่ายหน้าปฏิเสธ
แต่ถึงจะปากบอกอย่างนั้นก็เถอะ
นักแสดงสาวทั้งสี่คนต่างพากันหันไปมองเฉินผิง
แววตาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
หยวนปิงเหยียนฉายแววขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองเอาไว้
ตี๋ลี่จ้องเขม็งใส่เฉินผิงอย่างเอาเรื่อง
จินซายักไหล่แบมือ ทำท่าทางประมาณว่า 'ไม่เกี่ยวกับฉันนะ'
ส่วนซินจื่อเหล่ยกลับอมยิ้มกริ่ม ทำท่าทางเหมือนกำลังเจอเรื่องสนุก
"งั้น... งั้นก็เดินไปด้วยกันนี่แหละครับ"
ในเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้ เฉินผิงทำได้เพียงพาทุกคนเดินพรมแดงไปด้วยกันอย่างกระอักกระอ่วน
แต่จะว่าไป
แม้เฉินผิงจะรู้สึกอึดอัดและทำตัวไม่ถูกขั้นสุด
ทว่าทันทีที่เฉินผิงควงเหล่านักแสดงสาวทั้งสี่คนเดินขึ้นพรมแดงพร้อมกันรวมเป็นห้าคน เสียงฮือฮาก็ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งบริเวณในพริบตา
"เชี่ย ดูนั่นดิ"
"เดินพรมแดงพร้อมกันห้าคนเลยว่ะ ผู้ชายหนึ่ง ผู้หญิงสี่"
"โคตรสุดยอด..."
ต้องยอมรับเลยว่า
การเดินพรมแดงถือเป็นไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้ของงานประเภทนี้
ตามปกติแล้ว การเดินพรมแดงมักจะจับคู่ชายหญิงซึ่งเป็นรูปแบบที่คุ้นตาที่สุด
แน่นอนว่ามีบางคนที่เดินฉายเดี่ยว
หรือบางทีก็เดินกันเป็นกลุ่ม
แต่คนที่เดินเป็นกลุ่มมักมาจากกองถ่ายเดียวกัน เป็นเพศเดียวกัน หรือไม่ก็เป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่สนิทกันมากๆ
แต่ทว่า
การที่ผู้ชายหนึ่งคนจูงมือสาวๆ ถึงสี่คนเดินพรมแดงพร้อมกันแบบนี้ ถือเป็นการสร้างสถิติใหม่ให้กับการเดินพรมแดงเลยทีเดียว
หากมองย้อนไปในงานประกาศรางวัลใหญ่ๆ ทั่วประเทศ การที่ผู้ชายคนเดียวควงผู้หญิงสี่คนออกมาเฉิดฉายพร้อมกันแบบนี้ ถือเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
"เฮ้ย ข่าวใหญ่ ข่าวใหญ่เลยเว้ย"
"เดินพรมแดงแบบนี้แปลกใหม่ชะมัด"
"แชะ! แชะ!"
บรรดาสื่อมวลชนและนักข่าวมีหรือจะปล่อยให้ฉากเด็ดแบบนี้หลุดมือ ต่างพากันรัวชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปกันอย่างบ้าคลั่ง
"หยวนปิงเหยียน ตี๋ลี่ จินซา ซินจื่อเหล่ย โอ้โห สวยกันทุกคนเลยว่ะ"
"แล้วคนตรงกลางนั่นใครกันน่ะ"
"ไม่ใช่เฉินผิงคนที่เล่นเป็นเกาเย่าหรอกเหรอ"
"เชี่ย หมอนี่เล่นเป็นขันทีไม่ใช่เหรอวะ ทำไมถึงควงสาวสวยได้เยอะขนาดนี้เนี่ย"
"โธ่พี่ เขาก็แค่รับบทเป็นขันที พี่คิดว่าเขาเป็นขันทีจริงๆ หรือไงล่ะ"
ท่ามกลางความตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ ในที่สุดทุกคนก็จำได้ว่าคนตรงกลางคือเฉินผิง
ทว่าพอจำได้ว่าเป็นเฉินผิง พวกเขากลับยิ่งตกตะลึงหนักขึ้นไปอีก
เพราะต้องเข้าใจก่อนว่า
แม้ตอนนี้ชื่อเสียงของเฉินผิงจะถือว่าพอใช้ได้ แต่จริงๆ แล้วก็ยังจัดอยู่ในระดับทั่วไปเท่านั้น
ยังห่างไกลจากดาราระดับแถวหน้าอยู่มาก
ขนาดดาราระดับแถวหน้ายังไม่มีโอกาสได้ควงสาวสวยพร้อมกันสี่คนแบบนี้เลย แต่เฉินผิงกลับได้สิทธิ์นั้นไปครองคนเดียวเต็มๆ
ฉากแบบนี้ต่อให้เป็นดาราระดับแนวหน้าคนอื่นๆ เห็นแล้วก็ยังต้องอิจฉา
"ดูนั่นสิ เฉินผิง..."
"โอ้โห หมอนี่เปิดตัวได้โคตรเหนือเลยว่ะ"
"ฉันล่ะอิจฉาจนตาร้อนผ่าวไปหมดแล้ว"
บรรดาดารานักแสดงคนอื่นๆ ต่างพากันส่งสายตาอิจฉามาที่เฉินผิง
แน่นอนว่า
คนที่ตื่นเต้นที่สุดย่อมเป็นผู้ชมที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์
ในฐานะงานประกาศรางวัลอินทรีทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามรางวัลโทรทัศน์ใหญ่ระดับประเทศ สถานีโทรทัศน์หูหนานจึงได้ทำการถ่ายทอดสดตลอดทั้งงาน
และแน่นอนว่าการเดินพรมแดงซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงาน ก็เป็นช่วงเวลาที่ผู้ชมตั้งตารอคอยมากที่สุดเสมอมา
ผู้ชมจำนวนมากต่างพากันมานั่งเฝ้าหน้าจอเพื่อรอคอยดาราที่ตัวเองชื่นชอบปรากฏตัว
ถึงดาราที่ตัวเองชอบจะเดินผ่านไปแล้ว แต่การได้นั่งดูดาราคนอื่นๆ ต่อก็เพลินไม่แพ้กัน
เพราะดาราส่วนใหญ่ต่างก็หน้าตาดีและมีชื่อเสียงโด่งดังกันทั้งนั้น
ขณะเดียวกัน ชาวเน็ตหลายคนก็ชอบคอมเมนต์วิพากษ์วิจารณ์ดาราแต่ละคนระหว่างดูถ่ายทอดสดไปด้วย
จนกระทั่งเมื่อพวกเขาเห็นเฉินผิงเดินจับมือควงเหล่านักแสดงสาวสวยทั้งสี่คนเข้างาน ชาวเน็ตทุกคนต่างพากันอึ้งจนตาค้าง
"เชี่ย นี่ใครวะ"
"เฉินผิง หมอนี่มันจะหล่อเกินไปแล้ว"
"นี่มันการเปิดตัวระดับซูเปอร์สตาร์ชัดๆ"
สถานการณ์แบบนี้ทำเอาพวกเขาถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
แต่ทว่า
คนที่ตื่นเต้นยิ่งกว่าไม่ใช่พวกเขา
แต่เป็นบรรดาแฟนคลับของเฉินผิงที่กำลังนั่งเฝ้าหน้าจออยู่ต่างหาก
ถึงชื่อเสียงของเฉินผิงจะยังเทียบกับระดับแนวหน้าไม่ได้ แต่แฟนคลับที่ชอบเขาต่างก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ที่เหนียวแน่นสุดๆ
พอเฉินผิงปรากฏตัวพร้อมกับกลุ่มสาวสวย แฟนคลับของเขาก็จ้องมองกันตาค้าง
"คุณพระ ไม่อยากจะเชื่อเลย แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง"
"นี่คือเฉินผิงของเราจริงๆ เหรอเนี่ย"
"ให้ตายเถอะ ตอนนี้ฉันพูดได้คำเดียวว่า 666..."
หลังจากนั้น
ข้อความ 6666 เริ่มถูกส่งขึ้นมาเต็มหน้าจออย่างบ้าคลั่ง
ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับของเฉินผิงหรือไม่ พอเห็นฉากนี้ก็ต้องกดส่ง 666 ให้รัวๆ...
……
...
หลังจากเดินพรมแดงเสร็จ ทุกคนก็ทยอยไปนั่งตามที่นั่งของตัวเอง
ทว่าเนื่องจากที่นั่งถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าโดยผู้จัดงานแล้ว เฉินผิงจึงต้องแยกย้ายกับเหล่านักแสดงสาวทั้งสี่คน
เรื่องนี้ทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกเสียดายไม่น้อย
"เฮ้อ นึกว่าเฉินผิงจะได้นั่งรวมกับสาวสวยทั้งสี่คนซะอีกนะ"
"ไม่มีทางหรอก ผู้จัดงานเขาจัดลำดับที่นั่งตามระดับชื่อเสียงของนักแสดงอยู่แล้ว"
"ฝีมือการแสดงของเฉินผิงถึงจะดีมาก แต่ชื่อเสียงตอนนี้ยังไม่ถึงขั้น ก็เลยต้องนั่งอยู่โซนกลางๆ"
สำหรับเรื่องนี้เฉินผิงไม่ได้คิดอะไรมาก
เมื่อเทียบกับตอนที่เขาไปร่วมงานประกาศรางวัลเพลงฮ่องกงแล้ว ชื่อเสียงของเขาในตอนนี้พัฒนาขึ้นมากเลยทีเดียว
ตอนนั้นเขาทำได้แค่นั่งแถวหลังสุด และแทบไม่มีใครสนใจเลยด้วยซ้ำ
ถึงตอนนี้เฉินผิงจะไม่ได้นั่งอยู่แถวหน้าสุด แต่การได้นั่งโซนกลางๆ ก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน
อีกอย่าง กล้องจับภาพก็แพนมาจับภาพกลุ่มนักแสดงในโซนของเฉินผิงอยู่บ่อยๆ
เพราะถึงพวกเขาจะไม่ใช่ระดับแนวหน้า แต่ก็มีกระแสความนิยมอยู่ไม่น้อย
ทางผู้จัดงานเองก็ต้องคอยดูแลเอาใจใส่นักแสดงกลุ่มนี้ด้วยเหมือนกัน
ไมอย่างนั้น วันข้างหน้าใครจะอยากมาร่วมงานประกาศรางวัลอินทรีทองคำอีก
คิดว่าทุกคนแห่กันมารับรางวัลจริงๆ เหรอ
เป็นไปไม่ได้หรอก
รางวัลมีอยู่แค่ไม่กี่รางวัล แบ่งกันแป๊บเดียวก็หมดแล้ว
คนที่ไม่ได้รับรางวัล อย่างน้อยก็ต้องได้มีโอกาสออกกล้องโชว์หน้าบ้างสิ
"เอ๊ะ เทียนอวี่ นายก็นั่งข้างๆ ผมเหรอ"
เฉินผิงนั่งลง พอเห็นหม่าเทียนอวี่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยทักทายอย่างอารมณ์ดี "มีพรหมลิขิตต่อกันนะเนี่ย"
"พี่ผิง ผมเห็นพี่ตั้งนานแล้วล่ะ พี่ควงสาวสวยตั้งสี่คนมาเดินพรมแดง กลายเป็นจุดสนใจของงานไปเลยนะเนี่ย ผมเชื่อเลยว่าพองานประกาศรางวัลจบลง พี่จะต้องกลายเป็นราชาข่าวซุบซิบประจำงานแน่ๆ แหม ทีมโปรโมตของบริษัทพี่นี่เก่งสุดยอดไปเลยนะ"
พอได้ยินคำพูดของหม่าเทียนอวี่ เฉินผิงก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังเข้าใจผิด
หม่าเทียนอวี่เข้าใจว่านี่เป็นกระแสที่บริษัทเซิ่งเถิงจงใจสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างข่าวโปรโมต
แต่ความจริงแล้ว มันไม่ได้มีการจัดฉากอะไรแบบนั้นเลยสักนิด
แต่เรื่องแบบนี้เฉินผิงก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกัน
ข่าวซุบซิบในวงการบันเทิงมันก็มีทั้งจริงและเท็จปะปนกันไป อย่าไปคิดจริงจังกับมันมากนักเลย
จากนั้นเฉินผิงจึงเอ่ยตอบว่า "ก็แค่ขำๆ น่ะครับ เอาจริงๆ ผมแค่มาเป็นไม้ประดับเฉยๆ"
"ผมก็เหมือนกันครับ"
หม่าเทียนอวี่พยักหน้าเห็นด้วย แต่ก็พูดเสริมว่า "พี่ผิง พี่มีซีรีส์อีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้ออนแอร์นี่นา ถ้าซีรีส์พวกนั้นออนแอร์เมื่อไหร่ พี่ต้องได้รางวัลแน่ๆ"
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย เอาแค่มหัศจรรย์กระบี่เจ้าพิภพก็พอ
บทโอวหยางเส้ากงที่เฉินผิงรับบท มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน
"เรื่องแบบนี้ ใครจะไปรู้ล่ะครับ"
ตอนนี้เฉินผิงยังไม่ได้คาดหวังเรื่องรางวัลเลยสักนิด
"ก็จริง การจะคว้ารางวัลมาได้มันค่อนข้างพึ่งดวงด้วย ฝีมือดีอย่างเดียวใช่ว่าจะได้รางวัลเสมอไป"
หม่าเทียนอวี่เป็นคนมองโลกในแง่ดี
เขาเองก็มาแค่เพื่อโชว์ตัวออกกล้องเหมือนกับเฉินผิงนั่นแหละ สภาพจิตใจก็เลยค่อนข้างชิล
ระหว่างที่คุยกับเฉินผิง หม่าเทียนอวี่ก็เหลือบไปมองหน้าจอ LED ยักษ์ด้านหน้าเวที
หน้าจอกำลังแสดงผลคะแนนโหวตจากผู้ชมของนักแสดง 10 อันดับแรก
ในเทศกาลศิลปะอินทรีทองคำมีการมอบรางวัลสองประเภท
โดยรางวัลอินทรีทองคำเป็นรางวัลเฉพาะทางที่ตัดสินโดยคณะกรรมการ
แต่นอกเหนือจากรางวัลอินทรีทองคำแล้ว ยังมีอีกหนึ่งรางวัลใหญ่ นั่นก็คือรางวัล [นักแสดงชายยอดนิยมที่ผู้ชมชื่นชอบ] และ [นักแสดงหญิงยอดนิยมที่ผู้ชมชื่นชอบ]
จริงๆ แล้วรางวัลนี้ก็เทียบเท่ากับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมนั่นแหละ
แต่เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับรางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมของฝั่งกรรมการ เลยต้องเปลี่ยนชื่อนิดหน่อย
กลายเป็นรางวัลนักแสดงยอดนิยมที่ผู้ชมชื่นชอบ
เพื่อให้เห็นความแตกต่าง
ถ้วยรางวัลที่ได้รับก็เลยต่างกันไปด้วย
รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยมจะได้ถ้วยทองคำ ซึ่งจะถูกเรียกว่าราชาและราชินีจอแก้ว
ส่วนรางวัลนักแสดงยอดนิยมที่ผู้ชมชื่นชอบจะได้ถ้วยคริสตัล
เนื่องจากรางวัลนี้เป็นตัวแทนของกระแสความนิยม การตัดสินจึงไม่ได้มาจากคณะกรรมการ แต่มาจากผลโหวตของผู้ชมล้วนๆ
ตอนนี้บนหน้าจอยักษ์กำลังแสดงอันดับนักแสดงยอดนิยมสิบอันดับแรก
คนที่ได้คะแนนติดท็อปห้าจะผ่านเข้ารอบชิง
และคนที่มีคะแนนสูงสุดจะได้รับรางวัลไปครอง
ตอนแรกหม่าเทียนอวี่ก็แค่ดูขำๆ แต่พอมองดูให้ชัดเจน เขาก็ถึงกับสะดุ้งโหยง
"เฉินผิง... เชี่ย มีชื่อพี่อยู่บนนั้นด้วยว่ะ"
"หา?"
เฉินผิงชะงักไป "ไม่จริงมั้งครับ"
"ไม่จริงได้ไง ลองดูสิ อยู่อันดับสามนู่น..."
เรื่องนี้ทำเอาหม่าเทียนอวี่ช็อกไปเลยจริงๆ
ชื่อเสียงของเฉินผิงก็พอๆ กับเขา เผลอๆ อาจจะน้อยกว่าเขาซะด้วยซ้ำ
แต่หม่าเทียนอวี่รู้ระดับกระแสความนิยมของตัวเองดี อย่าว่าแต่จะติดท็อปเทนเลย ท็อป 50 ก็อาจจะยังเข้าไม่ถึงด้วยซ้ำ
เพราะหม่าเทียนอวี่ไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ เขาเดบิวต์มาจากการเป็นนักร้อง แล้วค่อยเข้าวงการการแสดงทีหลัง
แต่ทำไมเฉินผิงที่นั่งอยู่ข้างๆ เขา ถึงมีกระแสความนิยมพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่อันดับสามได้ในพริบตา
"เฮ้ย อันดับสามจริงๆ ด้วย"
เฉินผิงเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
เขาตั้งใจมาเป็นแค่ไม้ประดับ ไม่ได้คิดคาดหวังอะไรเลยจริงๆ
แต่พอหันมาดูตอนนี้ เฉินผิงกวาดคะแนนโหวตไปได้ถึงห้าแสนโหวตแล้ว ซึ่งห่างจากอันดับสองและอันดับหนึ่งไม่มากนัก
"เอ่อ ระบบไม่ได้มีปัญหาใช่ไหมครับ"
เฉินผิงรู้สึกแปลกใจ
เขาจะไปติดอันดับได้ยังไงกัน
มันไม่น่าเป็นไปได้เลย
ถึงเฉินผิงจะรู้ว่าตัวเองแสดงดี
แต่เขาก็รู้ดีกว่าใครว่า กระแสความนิยมหรือความชื่นชอบจากผู้ชมมันไม่ได้เกี่ยวกับฝีมือการแสดงมากมายนัก
ถ้ามันเกี่ยวกับฝีมือการแสดงจริงๆ แล้วจะเปิดโหวตเอากระแสไปทำไม สู้ให้กรรมการตัดสินไปเลยไม่ดีกว่าเหรอ
หรือถ้าจะวัดกันที่ฝีมือการแสดงจริงๆ พวกดาราหน้าใหม่สายไอดอลจะเอาตัวรอดกันยังไงล่ะ
การจะดึงดูดความสนใจจากมหาชนได้ อย่างแรกเลยคือต้องรับบทนำเป็นพระเอกนางเอก
แถมซีรีส์ที่นำแสดงก็ต้องมีเรตติ้งที่พุ่งสูงกว่าซีรีส์แนวเดียวกันเรื่องอื่นๆ ด้วย
นอกจากนี้ ภาพลักษณ์และนิสัยใจคอก็ต้องดีไร้ที่ติอีกต่างหาก
อย่างเช่นหูเกอที่รั้งอันดับหนึ่งอยู่ในตอนนี้
แม้ฝีมือการแสดงของหูเกอในเรื่องผ่าทะลุฟ้า รักทะลุมิติ จะไม่ได้โดดเด่นที่สุด แต่เขาเป็นพระเอกของเรื่อง
แถมก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองว่าอี้เสี่ยวชวนที่หูเกอแสดงเป็นผู้ชายเฮงซวยด้วย
ผู้ชมหลายคนอาจจะยังไม่ได้คิดลึกขนาดนั้นและค่อนข้างมองโลกในแง่ดี จึงมีคนเทใจโหวตให้หูเกอกันเยอะแยะ
แต่ไม่ว่าจะคำนวณยังไง
ไม่ว่าจะโหวตยังไง เฉินผิงก็ไม่น่าจะติดหนึ่งในสามอันดับแรกได้
ทว่า...
แล้วคะแนนโหวตท็อปทรีตอนนี้มันมาได้ยังไงกัน
"ปิงเหยียน ดูสิ เฉินผิงอยู่อันดับสามแล้ว"
"ไม่จริงมั้ง อันดับสามจริงๆ ด้วยอ่ะ"
"หมอนี่กระแสนิยมสูงขนาดนี้เลยเหรอ"
ไม่ใช่แค่เฉินผิงเท่านั้น
ตอนนี้นักแสดงคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นสถานการณ์นี้เหมือนกัน
คนที่ได้อันดับหนึ่งและอันดับสอง ทุกคนต่างก็ไม่มีใครคัดค้านอะไร
อันดับหนึ่งคือหูเกอ
ดาราดังอย่างหูเกอ ใครจะกล้ามีข้อกังขากับกระแสความนิยมของเขากันล่ะ
อันดับสองคือเฉินคุน
ชื่อเสียงของเฉินคุนน่ะยิ่งใหญ่กว่าหูเกอเสียด้วยซ้ำ
แต่ช่วงนี้เขาเบนเข็มไปทุ่มเทให้กับการถ่ายภาพยนตร์เป็นหลัก การที่เขาได้อันดับสองทุกคนจึงเข้าใจได้
แต่อันดับสามอย่างเฉินผิงนี่สิ... มันช่างน่าประหลาดใจเกินไปจริงๆ
เฉินผิงคือใครกันล่ะ
คนในวงการส่วนใหญ่ต่างก็รู้จักเขาดี
แต่ก็เพราะรู้จักนี่แหละ พวกเขาถึงยิ่งรู้สึกว่าเฉินผิงไม่มีทางขึ้นมาอยู่อันดับสามได้เลย
เหตุผลก็ชัดเจนอยู่แล้ว
เขาเคยรับบทนำในซีรีส์ดังระดับพลุแตกเรื่องไหนบ้างล่ะ
ไม่มีเลยสักเรื่อง
ส่วนใหญ่ก็เล่นแต่บทสมทบทั้งนั้น
บทสมทบถึงจะเล่นได้ดีแค่ไหน แต่จะไปเจิดจรัสสู้บทพระเอกนำได้ยังไงกัน
"ข้อมูลมีปัญหาหรือเปล่าครับ"
"ไม่มีครับ"
"คะแนนโหวตของเฉินผิงไม่มีปัญหาแน่นะครับ"
"หัวหน้าครับ พวกเราเช็กหลายรอบแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ"
ในตอนนี้ทางฝั่งของสถานีโทรทัศน์หูหนานเองก็กำลังตรวจสอบข้อมูลกันอย่างเข้มงวด
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม
ถึงรางวัลนักแสดงยอดนิยมที่ผู้ชมชื่นชอบจะไม่ใช่รางวัลเฉพาะทางจากกรรมการ
แต่ต่อให้ไม่ใช่รางวัลสายหลัก อิทธิพลของมันก็มหาศาลอยู่ดี
ถ้านี่กลายเป็นกระแสดราม่าวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมา วันข้างหน้าพวกเขาจะจัดงานประกาศรางวัลอินทรีทองคำต่อไปได้ยังไงกันล่ะ
ทว่าหลังจากตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า คะแนนโหวตก็ไม่มีปัญหาอะไรเลยแม้แต่น้อย
"พวกคุณคอยจับตาดูข้อมูลให้ดีนะ มีอะไรคืบหน้าก็รีบแจ้งผมทันที"
ถึงจะยังไม่อยากเชื่อ แต่ในเมื่อข้อมูลไม่ได้ทำปลอมขึ้นมา
และในเมื่อมันเป็นข้อมูลจริง ทางสถานีโทรทัศน์หูหนานก็ไม่มีทางไปปรับแก้คะแนนแน่นอน
ตอนนี้สิ่งที่ควรโฟกัสที่สุดคือรางวัลเฉพาะทางจากฝั่งกรรมการดีกว่า
เพราะยังไงรางวัลเฉพาะทางจากกรรมการก็เป็นรางวัลที่มีคุณค่าและน่าภาคภูมิใจที่สุด
เมื่อละทิ้งเรื่องคะแนนโหวตไปก่อน พอนักแสดงมากันพร้อมหน้า งานเทศกาลศิลปะอินทรีทองคำก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
ในเมื่อสถานีโทรทัศน์หูหนานเป็นเจ้าภาพ
พิธีกรก็ย่อมเป็นบรรดาพิธีกรตัวท็อปประจำสถานีอยู่แล้ว
วังหาน เหอจ่ง... และมีนักแสดงหนุ่มอย่างหลัวจิ้นมาร่วมดำเนินรายการด้วย
"ลำดับต่อไป พวกเราจะมาประกาศรางวัลแรกกันครับ นั่นก็คือรางวัลสารคดียอดเยี่ยม ผู้เข้าชิงได้แก่..."
หลังจากการแสดงโชว์สุดพิเศษผ่านพ้นไป งานก็เริ่มประกาศรางวัลแรกทันที
รางวัลแรกเป็นเพียงการอุ่นเครื่องเบาๆ แน่นอนว่าไม่ใช่รางวัลใหญ่ระดับท็อป
ดังนั้นรางวัลสารคดียอดเยี่ยมนี้ ทุกคนก็แค่นั่งดูไปงั้นๆ โดยไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรเป็นพิเศษ
ส่วนรางวัลที่สองคือรางวัลรายการวาไรตี้ยอดเยี่ยม
รางวัลที่สามคือรางวัลผลงานแนะนำเป็นพิเศษจากคณะกรรมการ
ผู้จัดงานแจกรางวัลสายรองไปหลายรางวัลติดต่อกัน
เฉินผิงไม่ได้สนใจรางวัลพวกนี้เท่าไหร่นัก
แต่พอหันไปมองคะแนนโหวตบนหน้าจอ LED ยักษ์ เขากลับต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
ก่อนหน้านี้คะแนนโหวตของเฉินผิงอยู่ที่ห้าแสนโหวต รั้งอันดับสาม แต่ตอนนี้มันกลับพุ่งทะยานไปถึงเจ็ดแสนโหวตแล้ว
ใช่แล้ว
ตอนนี้เฉินผิงเบียดเฉินคุนตกลงไป แถมยังเขี่ยหูเกอร่วงจากบัลลังก์ ก้าวขึ้นมาครองอันดับหนึ่งแทนที่เรียบร้อย
"พี่อู๋อวี๋ คะแนนโหวตมันรวนหรือเปล่าครับ"
"ฉันก็กำลังจะถามนายอยู่นี่แหละ"
"ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะครับ"
เฉินผิงรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด จึงส่งข้อความหาอู๋อวี๋อีกครั้งว่า "ทำไมคะแนนมันเยอะขนาดนี้ บริษัทไม่ได้แอบปั่นโหวตให้ผมใช่ไหมครับ"
"มันปั่นโหวตกันง่ายขนาดนั้นซะที่ไหนล่ะ"
ถึงอู๋อวี๋จะไม่ได้ไปร่วมงานด้วย แต่เธอก็นั่งดูถ่ายทอดสดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
ทว่าเธอกลับรู้สึกงุนงงยิ่งกว่าเฉินผิงเสียอีก
ทำไมเฉินผิงถึงได้คะแนนโหวตเยอะขนาดนี้
"รางวัลนักแสดงชายยอดนิยมของงานอินทรีทองคำนับจากผลโหวตของผู้ชม โหวตหนึ่งครั้งเสียค่าส่ง 10 หยวน ถ้าจะปั่นโหวตเจ็ดแสนโหวต ก็ต้องใช้เงินตั้งเจ็ดล้านหยวนเลยนะ"
"ถ้าสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้ การลงทุนแบบนี้ก็ดูคุ้มค่าอยู่หรอก"
"แต่ประเด็นคือมันปั่นโหวตไม่ได้น่ะสิ ผู้จัดงานได้ทำการปรับปรุงระบบโหวตครั้งใหม่ โทรศัพท์หนึ่งเครื่องสามารถโหวตได้แค่ครั้งเดียว แถมทุกครั้งที่โหวตก็ต้องใส่รหัสยืนยันด้วย บอตระบบปั่นไม่ได้ ถ้าจะใช้คนปั่น จะไปหาคนเป็นแสนๆ คนมานั่งปั่นโหวตให้ได้จากไหนกันล่ะ"
"แล้วคะแนนเจ็ดแสนกว่าโหวตนั่นมันมาจากไหนล่ะครับ"
"ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน"
อู๋อวี๋เองก็ทำหน้าแปลกใจไม่ต่างกัน
แน่นอนว่า
ไม่ใช่แค่อู๋อวี๋เท่านั้น บรรดาแฟนคลับของเฉินผิงเองก็รู้สึกอึ้งไปตามๆ กันเช่นกัน
"พี่ผิงได้เจ็ดแสนโหวตแล้ว เชี่ยเอ๊ย เรื่องจริงหรือจ้อจี้วะเนี่ย"
"แซงเฉินคุน แล้วตอนนี้ก็แซงหูเกออีก ทำไมมันรู้สึกเหมือนฝันไปเลยวะ"
"ลำพังแค่พวกเราโหวต อย่างมากก็แค่แสนกว่าโหวตเองนะ"
ในกลุ่มไคว่โต่ว แฟนคลับของเฉินผิงพยายามคิดหาเหตุผลกันยังไงก็คิดไม่ออก
แต่ทว่า
ในขณะที่พวกเขากำลังสับสนงุนงงอยู่นั้น บรรดาเด็กประถมที่เพิ่งเข้าร่วมกลุ่มเมื่อไม่นานมานี้ ต่างก็พากันส่งอีโมจิหน้าตายิ้มเจ้าเล่ห์มาพร้อมกันว่า "ฮี่ๆ ทำไมพวกพี่ไม่ลองถามพวกเราล่ะคะ จะบอกให้เอาบุญนะ ในคะแนนโหวตเจ็ดแสนโหวตของคุณลุงเฉินผิงน่ะ พวกเราเป็นคนโหวตให้ตั้งห้าแสนโหวตเลยนะ..."
(จบตอน)