- หน้าแรก
- เตาสรรค์สร้างกลืนสวรรค์กับตำนานราชันย์หมื่นพิภพ
- ตอนที่ 201 ส่งมอบภารกิจ
ตอนที่ 201 ส่งมอบภารกิจ
ตอนที่ 201 ส่งมอบภารกิจ
คลื่นพลังจากการต่อสู้ในที่สุดก็ค่อยๆ สงบลง ทว่าหุบเขาที่เคยถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษแห่งนี้ บัดนี้กลับมีสภาพยับเยินจนจำเค้าเดิมไม่ได้ พื้นดินแตกเป็นเสี่ยงๆ เต็มไปด้วยรอยเหวและหลุมลึกที่ตัดไขว้ไปมา หาร่องรอยของผืนดินที่สมบูรณ์ไม่ได้แม้เพียงนิ้วเดียว
ต้นไม้และโขดหินรูปร่างประหลาดในหุบเขาแทบจะถูกทำลายจนพังพินาศ สิ่งที่หลงเหลือมาแทนที่คือฝุ่นธุลีที่ปลิวว่อนเต็มฟ้าและเศษผุยผงที่ปูลาดไปทั่วพื้นดิน
กระทั่งในอากาศ ก็ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นควันดินปืน คาวเลือด และกลิ่นไหม้เกรียมจากการทำลายล้างของพลังงาน เป็นการบอกเล่าถึงความรุนแรงสะเทือนฟ้าสะเทือนดินของการต่อสู้เมื่อครู่อย่างไร้สุ้มเสียง
ไม่ไกลนัก เจียงอิงอิงและเจียงชิงชิงกำลังประคองกันและกัน หยัดยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง ทว่าสายตาของพวกนางกลับทอดมองไปยังเงาร่างสูงโปร่งในชุดสีชิงเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย หากจะกล่าวให้ถูกคือ... ทอดมองไปยังศีรษะที่เขาหิ้วอยู่ต่างหาก
ซูโค่ว!
คนชั่วช้าที่มีเพลงกระบี่ล้ำเลิศและจิตใจเหี้ยมโหด ผู้เปรียบดั่งฝันร้ายที่ครอบงำจิตใจศิษย์สำนักหลิงเซียวมากมาย ผู้ที่มือทั้งสองข้างอาบย้อมไปด้วยเลือดของศิษย์ร่วมสำนัก บัดนี้ ใบหน้าที่บิดเบี้ยวและหวาดผวาของมัน ได้แข็งค้างอยู่เช่นนั้น ไร้ซึ่งลมหายใจอีกต่อไป
ในใจของหญิงสาวทั้งสองยามนี้ บังเกิดคลื่นอารมณ์ที่โหมกระหน่ำดั่งพายุ พวกนางตื่นตะลึงจนมิอาจหาคำใดมาบรรยายได้
พวกนางเคยสัมผัสถึงความน่าสะพรึงกลัวของซูโค่วด้วยตัวเองมาแล้ว ศิษย์พี่หลีเฮ่อแทบจะถูกทรมานจนตาย ส่วนพวกนางเองก็เกือบจะต้องทนรับความอัปยศและสิ้นชีพ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ามียอดอัจฉริยะศิษย์ในกี่คนแล้วที่ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับสิบสามกระบี่ปลิดชีพของซูโค่ว กระทั่งทางสำนักเองก็ยังรู้สึกรับมือได้ยากยิ่ง ทว่า ใครเล่าจะคาดคิด ว่าผู้ที่ปิดฉากชีวิตของคนถ่อยผู้โหดเหี้ยมนี้ได้ในท้ายที่สุด กลับเป็นศิษย์น้องลู่ผู้ที่ดูอายุยังน้อย และมีตบะเพียงขั้นทัณฑ์มรรคาระดับสามผู้นี้!
ดังนั้น ความรู้สึกสั่นสะท้าน ความซาบซึ้งใจ และความเลื่อมใสศรัทธาที่ก่อตัวขึ้นอย่างสุดแสนจะพรรณนา จึงปะทุและเอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจของสองพี่น้อง
ลู่ฉางเซิงหิ้วศีรษะของซูโค่ว หมุนตัวเดินกลับมาหาสองพี่น้องตระกูลเจียง สีหน้าของเขากลับมาเยือกเย็นเป็นปกติแล้ว เอ่ยถามด้วยความห่วงใยว่า
"ศิษย์พี่หญิงทั้งสอง พวกท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?"
"มะ... ไม่เป็นไร!"
เจียงอิงอิงรีบส่ายหน้า น้ำเสียงยังคงสั่นเครือจากความตื่นเต้น นัยน์ตางามจ้องมองลู่ฉางเซิงเป็นประกาย เอ่ยชมเชยจากใจจริง
"ศิษย์น้องลู่ เจ้า... เจ้าช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว! ถึงกับ... ถึงกับสังหารซูโค่วได้จริงๆ! เจ้าคงไม่รู้ ว่ามีศิษย์พี่ในสำนักที่เก่งกาจตั้งเท่าไหร่ต้องมาตกตายด้วยน้ำมือของมัน!"
ด้านข้าง เจียงชิงชิงก็พยักหน้าอย่างแรง ใบหน้าที่ซีดเซียวเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อยเพราะความตื่นเต้น จากนั้นจึงเอ่ยขอบคุณ
"ศิษย์น้องลู่ ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยชีวิต! หากไม่ได้เจ้ากับศิษย์น้องรุ่ยเอ๋อร์มาช่วยไว้ทันเวลา เกรงว่าพวกเราสองพี่น้องคงจะ..."
ประโยคหลังจากนั้น นางไม่ได้กล่าวต่อ แต่แววตาที่หวาดหวั่นและซาบซึ้งก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว
ลู่ฉางเซิงส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงราบเรียบ
"ศิษย์พี่หญิงทั้งสองกล่าวหนักเกินไปแล้ว ศิษย์ร่วมสำนักช่วยเหลือกันเป็นเรื่องสมควร ไม่ต้องเกรงใจถึงเพียงนี้หรอก"
ขณะที่ทั้งสามกำลังสนทนากันอยู่นั้น ภายในค่ายกลที่เต็มไปด้วยดาราหมุนวนอยู่ไม่ไกล ก็มีเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสมเพชราวกับหมูถูกเชือดดังลอยมา
"โฮๆๆ! ท่านย่า! ท่านบรรพชนน้อย! ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ! ข้ารู้ผิดแล้ว! ได้โปรดเมตตาปล่อยข้าไปสักครั้งเถอะ!"
ทุกคนหันไปมอง จึงเห็นโจวลี่ที่ถูกขังอยู่ในค่ายกลดาราวัฏจักรน้อย บัดนี้มีสภาพดูไม่ได้ถึงขีดสุด
เสื้อผ้าบนร่างของเขาขาดวิ่นแทบจะกลายเป็นเศษผ้า ทั่วร่างเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและบาดแผลเลือดอาบ เส้นผมเผ้าหลุดลุ่ย รอยแผลเป็นบนใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดผวา เขากำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน หลบหลีกการโจมตีอย่างดุดันของอุกกาบาตลูกเล็กๆ ที่ก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในค่ายกล หาร่องรอยความโอหังจองหองก่อนหน้านี้ไม่เจอแม้แต่น้อย
กู่รุ่ยเอ๋อร์ยืนอยู่หน้าค่ายกล สองมือเท้าสะเอว มองดูสภาพอันน่าเวทนาของโจวลี่ พลันส่งเสียงหัวเราะคิกคักดุจกระดิ่งเงิน ดูเหมือนนางจะสนุกสนานไม่น้อย
"หึ! ไอ้คนเลว รู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของข้าผู้นี้แล้วสิ! แต่ว่านะ ข้าผู้นี้เบื่อแล้ว จู่ๆ ก็ไม่อยากเล่นกับเจ้าแล้วล่ะ!"
สิ้นคำ ใบหน้าเล็กๆ ของนางก็ขึงขังขึ้น สองมือเปลี่ยนมุทราอย่างรวดเร็ว บนท้องฟ้าจำลองภายในค่ายกล ดวงดาวที่เจิดจรัสที่สุดดวงหนึ่งพลันสว่างวาบ รวบรวมแสงดาราไร้ขอบเขต ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกระบี่ดาราเล่มยักษ์ที่อัดแน่น ปลดปล่อยกลิ่นอายแหลมคมที่พร้อมจะทะลวงความว่างเปล่า!
"กระบี่ดารา สับ!"
พร้อมกับเสียงตวาดใสแจ๋วของรุ่ยเอ๋อร์ กระบี่ดาราดุจดาบแห่งทัณฑ์สวรรค์ นำพาพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ที่ฉีกกระชากมิติ ล็อกเป้าหมายไปที่โจวลี่ในพริบตา แล้วฟันฉับลงมาดั่งพายุหมุน!
"ไม่——!!!"
โจวลี่หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ แผดเสียงร้องคำรามอย่างสิ้นหวังเป็นครั้งสุดท้าย ม่านพลังสีเลือดที่เขารีดเร้นลมปราณเฮือกสุดท้ายสร้างขึ้นมา กลับเปราะบางราวกับกระดาษเมื่ออยู่ต่อหน้ากระบี่ดารา
ฉัวะ!
แสงกระบี่วาดผ่าน!
สาดโลหิตกระเซ็น!
การดิ้นรนและเสียงร้องโหยหวนของโจวลี่หยุดชะงักลงทันที ร่างของเขาถูกกระบี่ดาราอันบริสุทธิ์ฟันขาดครึ่ง ล้มลงขาดใจตายคาที่
กู่รุ่ยเอ๋อร์ถึงได้ปรบมือเล็กๆ ด้วยความเบิกบานใจ สลายค่ายกลทิ้ง แล้วกระโดดโลดเต้นวิ่งไปหาลู่ฉางเซิง แหงนหน้าเล็กๆ ขึ้น อวดอ้างความดีความชอบอย่างภาคภูมิใจ
"ฮ่าฮ่าฮ่า! พี่ฉางเซิง ดูสิ! ไอ้คนเลวหน้าเกลียดนั่น ถูกข้าใช้ค่ายกลอัดจนไม่มีปัญญาตอบโต้ สุดท้ายก็ถูกข้าจัดการในทีเดียวเลย! ฮิฮิ ขั้นทัณฑ์มรรคาระดับหก ที่แท้ก็มีน้ำยาแค่นี้เอง!"
ลู่ฉางเซิงมองดูท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของรุ่ยเอ๋อร์ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เขาลูบหัวนางเบาๆ เอ่ยชมว่า
"อืม ครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้ค่ายกลวิญญาณของเจ้าแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นการรับมือกับพวกมันสองคนพร้อมกัน คงจะตึงมือไม่น้อย"
เมื่อสองพี่น้องตระกูลเจียงได้ยินเช่นนั้น ในใจก็ยิ่งลอบตื่นตะลึง โจวลี่ผู้นั้นแม้จะไม่มีชื่อเสียงโด่งดังเท่าซูโค่ว แต่ก็เป็นถึงยอดฝีมือขั้นทัณฑ์มรรคาระดับหกที่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์ ไม่นึกเลยว่าจะถูกรุ่ยเอ๋อร์ที่อายุน้อยที่สุด ใช้ค่ายกลวิญญาณปั่นหัวเล่นอย่างง่ายดายปานนี้
อานุภาพของปรมาจารย์ค่ายกลวิญญาณ ชวนให้ผู้คนต้องทึ่งจริงๆ
"เรื่องที่นี่จบลงแล้ว พวกเรารีบกลับไปที่โรงเตี๊ยมกันเถอะ ก่อนที่ศิษย์พี่หญิงอินจะคอยเป็นห่วง"
ลู่ฉางเซิงเสนอแนะ ทว่า ทันทีที่พวกเขากำลังจะขยับตัวออกจากซากปรักหักพังแห่งนี้—
ฟวับ! ฟวับ! ฟวับ!
เสียงแหวกอากาศอันเร่งร้อนดังแว่วมาจากที่ไกล และใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว บนท้องฟ้าเบื้องหน้า ปรากฏร่างของอินทรีเกล็ดชิงตัวสง่างามกำลังกระพือปีกบินมา บนหลังอินทรีนั้น ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอินเสวี่ย เสิ่นเยว่หนิง และหลีเฮ่อ ที่มีสีหน้าร้อนรน!
ทั้งสามบังคับอินทรีเกล็ดชิงร่อนลงจอดในหุบเขา ทันทีที่พวกเขาเห็นสภาพหุบเขาที่ราวกับถูกไถคราดจนพังพินาศ สัมผัสได้ถึงเศษเสี้ยวพลังงานอันบ้าคลั่งและกลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหายไปจากอากาศ สีหน้าของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนไป ตระหนักได้ในทันทีว่าที่แห่งนี้เพิ่งจะผ่านการต่อสู้อันดุเดือดและน่าสะพรึงกลัวปานใดมา!
"พี่หญิงอินเสวี่ย ศิษย์พี่หญิงเสิ่น แล้วก็ศิษย์พี่หลีเฮ่อ พวกท่านมาได้อย่างไร?" กู่รุ่ยเอ๋อร์วิ่งเข้าไปต้อนรับด้วยความดีใจ
อินเสวี่ยกระโดดลงจากหลังอินทรี กวาดสายตามองทุกคน เมื่อเห็นว่าลู่ฉางเซิงกับรุ่ยเอ๋อร์ปลอดภัยดี แม้สองพี่น้องตระกูลเจียงจะดูทุลักทุเลแต่ก็ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต นางจึงลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะอธิบายว่า
"พวกเรารออยู่ที่โรงเตี๊ยมแล้วไม่สบายใจจริงๆ พวกเจ้าสองคนต้องรับมือกับยอดฝีมือขั้นทัณฑ์มรรคาระดับหกถึงสองคน มันอันตรายเกินไป! ศิษย์พี่หลีเฮ่อเองก็ยืนกรานจะตามมาด้วย พวกเราจึงไปหาอินทรีเกล็ดชิงมาเป็นพาหนะแล้วรีบรุดมาช่วย"
"จริงสิ แล้วซูโค่วล่ะ? ยังมีพรรคพวกของมันอีกคนด้วย?"
เสิ่นเยว่หนิงรีบเอ่ยถาม สายตากวาดมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง
เวลานี้ ลู่ฉางเซิงเดินออกมาข้างหน้าอย่างสงบ จากนั้นจึงชูห่อผ้าที่หิ้วติดมือมาตลอดขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อยๆ เปิดมันออกต่อหน้าทุกคน
ศีรษะที่โชกไปด้วยเลือด ดวงตาเบิกโพลง และยังคงจดจำสีหน้าหวาดผวาก่อนตายเอาไว้ได้ ปรากฏแก่สายตาของทุกคน!
"ซูโค่ว!!"
เมื่อเห็นศีรษะนี้ ม่านตาของหลีเฮ่อก็หดเกร็ง ร้องอุทานเสียงหลง น้ำเสียงเปลี่ยนไปเพราะความตื่นตะลึงสุดขีด! เขาจ้องมองศีรษะหัวนั้นเขม็ง ร่างกายสั่นสะท้านน้อยๆ ด้วยความหวาดกลัว
"ศิษย์น้องลู่... เจ้า... เจ้าสังหารซูโค่วได้สำเร็จจริงๆ หรือ?!"
หลีเฮ่อเคยประมือกับซูโค่วด้วยตัวเอง เขารู้ดีกว่าใครว่าเพลงกระบี่ของซูโค่วนั้นเหี้ยมโหดและทรงพลังเพียงใด สิบสามกระบี่ปลิดชีพนั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด! เขาที่มั่นใจในพรสวรรค์ของตนว่าไม่ด้อย กลับแทบจะไม่มีโอกาสตอบโต้เลยเมื่ออยู่ใต้คมกระบี่ของซูโค่ว เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า ลู่ฉางเซิงใช้ตบะเพียงขั้นทัณฑ์มรรคาระดับสาม ข้ามขั้นไปสังหารซูโค่วที่อยู่ระดับหกได้อย่างไร!
วินาทีนี้ สายตาที่หลีเฮ่อมองลู่ฉางเซิง เต็มเปี่ยมไปด้วยความนับถือที่ไม่อาจพรรณนาเป็นคำพูดได้!
แม้อินเสวี่ยและเสิ่นเยว่หนิงจะเชื่อมั่นในตัวลู่ฉางเซิง แต่เมื่อได้เห็นศีรษะของซูโค่วกับตา ภายในใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะกระเพื่อมไหว และรู้สึกยินดีพร้อมทั้งภาคภูมิใจจากใจจริง
เผชิญหน้ากับความตกตะลึงของหลีเฮ่อ ลู่ฉางเซิงเพียงแค่ส่งยิ้มและพยักหน้า ยืนยันความจริงข้อนี้
"ดีเหลือเกิน! ในที่สุดภารกิจก็เสร็จสิ้น พวกเราจะได้กลับกันเสียที!" อินเสวี่ยเผยรอยยิ้มอย่างโล่งอกบนใบหน้า
ทุกคนไม่รอช้า พากันขึ้นขี่หลังอินทรีเกล็ดชิง อินทรียักษ์ส่งเสียงร้องก้องกังวาน กางปีกอันกว้างใหญ่ พากลุ่มผู้คว้าชัยชนะทะยานขึ้นฟ้า กลายเป็นแสงสีครามพุ่งตรงกลับไปยังทิศทางของสำนักหลิงเซียว
...
หลายวันต่อมา ซุ้มประตูภูเขาอันใหญ่โตโอ่อ่าที่ถูกห่มคลุมด้วยสายหมอกของสำนักหลิงเซียว ก็ปรากฏแก่สายตา
กรู๊ว!
อินทรีเกล็ดชิงค่อยๆ ร่อนลงจอดบนลานกว้างหน้าซุ้มประตู หลีเฮ่อกับพวกของลู่ฉางเซิงกล่าวอำลากันอย่างเป็นทางการ อาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดี จึงต้องรีบไปเก็บตัวรักษา ส่วนสองพี่น้องเจียงอิงอิงและเจียงชิงชิงก็กล่าวขอบคุณลู่ฉางเซิงกับกู่รุ่ยเอ๋อร์อีกครั้ง ก่อนจะแยกย้ายกลับที่พักเพื่อพักฟื้น
ส่วนลู่ฉางเซิง อินเสวี่ย เสิ่นเยว่หนิง และกู่รุ่ยเอ๋อร์ ทั้งสี่คนก็มุ่งหน้าตรงไปยังโถงภารกิจที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากที่สุดในสำนัก
โถงภารกิจยังคงคึกคักจอแจเช่นวันวาน ภายในโถงอันโอ่อ่า ศิษย์สำนักหลิงเซียวในชุดประจำสำนักนับไม่ถ้วนเดินเข้าออกขวักไขว่ เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ บนม่านแสงมีข้อมูลภารกิจต่างๆ เลื่อนผ่านไม่ขาดสาย ดึงดูดให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นระยะ
และเวลานี้ บริเวณที่ศิษย์หลายคนจับกลุ่มคุยกัน หัวข้อสนทนาก็ยังคงหนีไม่พ้นภารกิจระดับสองที่แขวนค้างมาเนิ่นนานและชวนให้ผู้คนขยาดกลัวนั้น
"เฮ้อ ภารกิจล่าสังหารคนโฉดซูโค่วนี่อีกแล้ว ได้ยินมาว่าเมื่อหลายวันก่อนมีกลุ่มศิษย์พี่ศิษย์ในรับภารกิจไป ผลคือ... มีแค่คนเดียวที่หนีรอดกลับมาพร้อมอาการบาดเจ็บสาหัส ที่เหลือตายเรียบ..."
"ใช่แล้ว ซูโค่วผู้นี้ร้ายกาจเกินไป สิบสามกระบี่ปลิดชีพนั้นทั้งพิสดารและเหี้ยมโหด ว่ากันว่าพลังของมันบรรลุถึงขั้นทัณฑ์มรรคาระดับหกแล้ว กลุ่มคนธรรมดาไปก็มีแต่รนหาที่ตาย!"
"รางวัลแม้จะงามถึงหินวิญญาณขั้นสูงหนึ่งล้านก้อน แถมยังมีโอสถทะลวงทัณฑ์อีกหนึ่งเม็ด กับวิชายุทธ์ระดับลึกล้ำขั้นสูงอีกหนึ่งเล่ม แต่ก็นะ มีปัญญารับภารกิจ แต่คงไม่มีปัญญาเอาชีวิตรอดกลับมารับรางวัล..."
"ไม่รู้ว่าภารกิจที่หินจับยากนี้สุดท้ายจะตกไปอยู่ในมือศิษย์พี่คนไหน หรือว่า... จะแขวนทิ้งไว้ที่นี่ กลายเป็นตำนานที่ไม่มีใครทำสำเร็จไปตลอดกาล?"
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความจนใจ และในจังหวะนั้นเอง ลู่ฉางเซิง พร้อมด้วยอินเสวี่ย เสิ่นเยว่หนิง และกู่รุ่ยเอ๋อร์ ก็ก้าวเท้าเข้ามาในโถงภารกิจ
การปรากฏตัวของพวกเขา ดึงดูดสายตาหลายคู่ให้หันมามองในทันที มีคนจำลู่ฉางเซิงได้
"เอ๊ะ? นั่นมันลู่ฉางเซิง ศิษย์ในหน้าใหม่ที่เพิ่งมารับภารกิจล่าซูโค่วไปเมื่อครึ่งเดือนก่อนนี่นา?"
"เขาจริงๆ ด้วย! กลับมาทำไมล่ะ? นี่เพิ่งผ่านไปเท่าไหร่เอง?"
"หรือว่า... เขาทำภารกิจสำเร็จแล้ว?"
มีคนลองเดาดู แต่น้ำเสียงเห็นได้ชัดว่าเต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ
"ล้อเล่นน่า! ซูโค่วที่อยู่ขั้นทัณฑ์มรรคาระดับหกจะไปฆ่าง่ายปานนั้นเชียวหรือ? ยอดอัจฉริยะศิษย์ในรุ่นเก่าตั้งมากมายยังต้องเอาชีวิตไปทิ้ง แล้วเขาที่มีแค่ขั้นทัณฑ์มรรคาระดับสาม จะเอาอะไรไปสู้?"
"ข้าว่านะ แปดเก้าส่วนคงจะรู้ตัวว่าประเมินกำลังตัวเองผิดไป ไปเดินเตร่ข้างนอกสิบกว่าวัน ไม่เห็นแม้แต่เงาของซูโค่ว ก็เลยต้องซมซานกลับมาน่ะสิ!"
"นั่นสิ คงทำภารกิจล้มเหลว ก็เลยกลับมายกเลิกภารกิจก่อนกำหนด..."
สารพัดเสียงกังขา เยาะเย้ย และสมน้ำหน้า ดังกระหึ่มขึ้นในหมู่ฝูงชนทันที
ทว่า ลู่ฉางเซิงกลับทำหูทวนลมต่อเสียงวิจารณ์รอบกาย สีหน้ายังคงสงบนิ่ง เดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ตัวเดิมที่คุ้นเคยด้านหน้าโถง
หลังเคาน์เตอร์ ผู้อาวุโสสือ รูปร่างอวบอ้วน หน้าตาใจดี ก็ยังคงฟุบหลับคาโต๊ะเหมือนเคย ส่งเสียงกรนเป็นจังหวะ น้ำลายยืด ดูเหมือนจะหลับสนิทเอามากๆ
"ผู้อาวุโสสือ?"
อินเสวี่ยจนใจ ทำได้เพียงเดินเข้าไปเรียกเบาๆ
"อืม... ใครกัน? กลางวันแสกๆ มารบกวนเวลาฝันดีของคนอื่น..."
ผู้อาวุโสสือเงยหน้าขึ้นมาอย่างงัวเงีย ยกมือขยี้ตาที่ยังสะลึมสะลือ ครั้นพอมองเห็นว่าเป็นพวกลู่ฉางเซิง บนใบหน้าก็พลันฉายแววประหลาดใจ
"ที่แท้ก็พวกเจ้าเด็กน้อยนี่เอง? ทำไมถึงกลับมาเร็วนักล่ะ?"
เขาหาวหวอด ส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เดาเอาไว้แล้วว่า
"ข้าบอกแล้วไง ว่าภารกิจล่าซูโค่วนั่นมันยากเกินไป เกินกำลังพวกเจ้าไปมาก ตอนนั้นข้าให้พวกเจ้าเปลี่ยนไปทำภารกิจที่มันง่ายกว่านี้ พวกเจ้าก็ไม่ฟัง เป็นอย่างไรล่ะทีนี้ ไปเสียเที่ยว เปลืองเวลาเปล่าๆ"
ผู้อาวุโสสือส่ายหน้าถอนใจ ทำหน้าเหมือนจะบอกว่าไม่ฟังคำคนแก่ ก็ต้องมานั่งเสียใจทีหลังเตรียมตัวจะทำเรื่องยกเลิกภารกิจให้พวกเขาตามหน้าที่
ทว่า ในขณะนั้นเอง ลู่ฉางเซิงกลับค่อยๆ นำห่อผ้าที่มีน้ำหนักพอสมควร วางลงบนเคาน์เตอร์เบื้องหน้าอย่างแผ่วเบา
"ผู้อาวุโสสือ พวกเรามาส่งมอบภารกิจขอรับ"
น้ำเสียงของลู่ฉางเซิงแม้จะไม่ดังนัก แต่ก็ดังชัดเจนเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนในบริเวณนั้น
"ส่งมอบภารกิจ?" ผู้อาวุโสสือชะงัก ชั่วขณะหนึ่งยังตั้งตัวไม่ติด
"ส่งมอบภารกิจอะไร? พวกเจ้าไม่ได้..."
คำพูดของเขาถูกกลืนหายไปในลำคอ
เพราะลู่ฉางเซิงยิ้มบางๆ แล้วยื่นมือออกไป ค่อยๆ แกะห่อผ้านั้นออก
ทันใดนั้น ศีรษะที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด เส้นผมและหนวดเคราแข็งทื่อ นัยน์ตายังคงเบิกค้างด้วยความหวาดกลัวและไม่ยินยอม ก็ถูกเปิดเปลือยต่อแสงสว่างไสวของโถงภารกิจ ปรากฏแก่สายตาผู้อาวุโสสือ และสายตาของศิษย์ทุกคนที่กลั้นหายใจจ้องมองมาพร้อมกันในพริบตา!
โถงภารกิจที่เคยจอแจ พลันตกอยู่ในความเงียบกริบดุจป่าช้าในทันที!
เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกกระทบพื้น!
สายตาทุกคู่ของศิษย์จับจ้องเขม็งไปยังศีรษะนั้น ใบหน้าของพวกเขากลับกลายเป็นความตื่นตะลึงและเหลือเชื่อถึงขีดสุดอย่างไม่ได้นัดหมาย!
เค้าหน้านั้น... แม้จะบิดเบี้ยวสยดสยอง แต่ศิษย์หลายคนที่ติดตามข่าวภารกิจนี้มานาน ก็ยังคงจดจำได้ดี...
"สวรรค์!"
"ซู... ซูโค่ว! นั่นมันหัวของซูโค่วนี่นา!!"
ฮือฮา!
เสียงนี้ราวกับจุดชนวนระเบิด โถงภารกิจทั้งโถงเดือดพล่านและเกิดเสียงฮือฮาดังสนั่นหวั่นไหวในพริบตา!
"สวรรค์ช่วย! ซูโค่วจริงๆ ด้วย! พวกเขา... พวกเขาทำภารกิจที่เป็นไปไม่ได้นั่นสำเร็จจริงๆ!"
"หมอนี่! เขาใช้ตบะแค่ขั้นทัณฑ์มรรคาระดับสาม สังหารซูโค่วขั้นทัณฑ์มรรคาระดับหกได้งั้นหรือ?! เป็นไปได้อย่างไร!"
"ไม่อยากจะเชื่อ! เขาทำได้อย่างไรกัน?!"
"หึหึ มิน่าเล่าพวกเขาถึงกล้ารับภารกิจนี้ ที่แท้ก็มีทีเด็ดซ่อนอยู่นี่เอง!"
เสียงกังขาและเยาะเย้ยทั้งหมด แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและเสียงอุทานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในวินาทีนี้! สายตาทุกคู่ที่จับจ้องไปยังลู่ฉางเซิง เต็มเปี่ยมไปด้วยความยำเกรง ใคร่รู้ และเหลือเชื่อ!
ผู้อาวุโสสือเองก็อ้าปากค้าง ความง่วงงุนมลายหายไปจนหมดสิ้น ดวงตาที่มักจะหรี่เล็กลงอยู่เสมอบัดนี้เบิกกว้างดั่งไข่ห่าน มองดูศีรษะบนโต๊ะ สลับกับมองลู่ฉางเซิงที่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง กล้ามเนื้อบนใบหน้าอวบอ้วนกระตุกยิกๆ กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้สักประโยค
"พวกเจ้า... พวกเจ้า... ฆ่ามันได้จริงๆ หรือ?!"
ลู่ฉางเซิงสบตาที่เบิกโพลงของผู้อาวุโสสือ รวมถึงสายตาทุกคู่ของศิษย์ทั้งโถงที่จ้องมองมา เขาเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วพยักหน้า
"เป้าหมายภารกิจ คนโฉดซูโค่ว ถูกสังหารแล้ว ขอเชิญผู้อาวุโสสือ... ตรวจสอบด้วยขอรับ"
---