เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 101 เทพเจียง

บทที่ 101 เทพเจียง

บทที่ 101 เทพเจียง


บทที่ 101 เทพเจียง

ทางฝั่งโรงพยาบาลในเครือแห่งที่หนึ่ง ศูนย์ผ่าตัดยังคงเปิดไฟสว่างไสว

แตกต่างจากครั้งก่อนที่หลอดเลือดแดงม้ามแตกจนเลือดออกครั้งใหญ่ แผนผ่าตัดเข้าทางด้านหลังที่เจียงเหอเสนอในครั้งนี้ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ

ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังเลยแม้แต่น้อย

แพทย์ร่วมโต๊ะผ่าตัดที่อัดอั้นมานาน ในที่สุดตอนนี้ก็สามารถคุยโวได้อย่างเต็มที่แล้ว!

ในห้องพักแพทย์แผนกวิสัญญี หลินเผยตงเปลี่ยนมาสวมเสื้อกาวน์สีขาว

แพทย์เจ้าของไข้วิสัญญีอีกคนที่เข้าเวรดึกเดินเข้ามาใกล้ ยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่งแล้วถามขึ้นลอยๆ "เหล่าหลิน เคสวันนี้เป็นไงบ้าง?"

หลินเผยตงหัวเราะเหอะๆ "โคตรสุดยอด!"

เพื่อนร่วมงานสงสัย "ยังไงวะ?"

หลินเผยตงพูดว่า "เนื้องอกลามไปห่อหุ้มหลอดเลือดแดงเมเซนเทอริกส่วนบน แถมยังเจอความแปรผันของหลอดเลือดแดงตับขวาอีก อาจารย์หยางถึงกับบอกให้ล้มเลิกการผ่าตัดเพื่อหวังผลหายขาด เตรียมทำแค่ระบายพยุงอาการแล้วปิดท้องเลยด้วยซ้ำ"

"แล้วไงต่อ?"

"นักศึกษาปีสามที่อาจารย์หยางพามาด้วยน่ะ เจียงเหอ จู่ๆ เขาก็เปิดปากเสนอแผนใหม่ขึ้นมา บอกว่าถ้าเข้าจากข้างหน้าไม่ได้ ก็เข้าจากข้างหลังซะ"

"เข้าจากข้างหลัง?"

"ใช่ เลาะแยกขอบเขตกว้างมาก... เอาเป็นว่าฉันทำวิสัญญีมาตั้งหลายปี ไม่เคยเห็นวิธีเลาะแบบนี้มาก่อนเลย แต่ผลคือพวกเขาก็ทำแบบนั้นจริงๆ ค่อยๆ ลอกออกทีละชั้นจนหลอดเลือดยังคงสมบูรณ์ไม่เสียหายเลยสักนิด"

เพื่อนร่วมงานฟังจนอึ้ง "เดี๋ยวนะ นายหมายความว่า นักศึกษาปีสาม? สั่งการให้อาจารย์หยางผ่าตัดเนี่ยนะ?"

"หมอนั่นมีของจริง" หลินเผยตงเดาะลิ้น "เรื่องนี้พรุ่งนี้ต้องแพร่กระจายไปทั่วแผนกศัลยกรรมทั่วไปแน่ ไอ้แผนผ่าตัดเข้าทางด้านหลังอะไรนี่ ได้ยินมาว่าถ้าเอาไปเขียนเป็นบทความวิจัย ขั้นต่ำก็ต้องได้ลงวารสารแกนหลักชัวร์"

เพื่อนร่วมงานงงไปพักใหญ่ ก่อนจะพูดว่า "เชี่ย โคตรเทพขนาดนั้นเลย?"

……

ในขณะเดียวกัน ที่หน้าห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าชาย

เจียงเหอเปลี่ยนกลับมาใส่ชุดลำลองของตัวเองเรียบร้อย เตรียมตัวลงไปข้างล่างเพื่อกลับมหาวิทยาลัย

ที่สุดทางเดิน เฉินจิ้งยืนพิงกำแพงอยู่ ดูเหมือนตั้งใจมารอเขาโดยเฉพาะ

เมื่อเห็นเจียงเหอเดินออกมา เฉินจิ้งก็ยิ้มบางๆ "เก็บของเสร็จแล้วเหรอ?"

"ครับ พี่จิ้งยังไม่เลิกงานอีกเหรอครับ?" เจียงเหอถาม

"เพิ่งส่งเวรเสร็จน่ะ" เฉินจิ้งเดินเข้ามาใกล้สองก้าว "เพื่อนร่วมงานกะดึกสองสามคนกำลังจะไปกินมื้อดึกฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล ผ่าตัดคืนนี้นายออกแรงเยอะที่สุด เหนื่อยที่สุด ไปกินด้วยกันไหมล่ะ? พี่เลี้ยงเอง"

ความคิดของเฉินจิ้งตอนนี้เรียบง่ายมาก ในเมื่อเป็นคนรักไม่ได้ งั้นก็เป็นคนคุ้นเคยกันไว้

ศักยภาพที่เจียงเหอแสดงออกมามันน่ากลัวเกินไป อนาคตต้องเป็นตัวตนระดับปรมาจารย์ในวงการแพทย์อย่างแน่นอน

ในสถานที่ที่ให้ความสำคัญกับเส้นสายและพวกพ้องอย่างโรงพยาบาล การได้ผูกมิตรกับคนที่มีศักยภาพระดับนี้ไว้ล่วงหน้า มีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสีย

การชวนกินข้าวก็เป็นแค่วิธีการแสดงความเป็นมิตรในรูปแบบหนึ่ง

เจียงเหอตอบด้วยน้ำเสียงปกติ "ขอบคุณครับพี่จิ้ง แต่พรุ่งนี้เช้าผมยังมีเรียน ต้องรีบกลับไปนอนเอาแรงที่หอพัก ไว้โอกาสหน้าค่อยว่ากันนะครับ"

เมื่อเฉินจิ้งได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้แสดงอาการกระอักกระอ่วนใดๆ

เธอแค่มาลองหยั่งเชิงดูเท่านั้น สำเร็จก็ดี ไม่สำเร็จก็ช่าง

"โอเค งั้นนายรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เดินทางปลอดภัยนะ" เฉินจิ้งยิ้มพลางโบกมือ

"พี่จิ้งก็พักผ่อนเร็วๆ นะครับ"

เจียงเหอพยักหน้า แล้วก้าวเดินผ่านเธอไป

การรักษาระยะห่าง นี่คือประสบการณ์ที่เจียงเหอสรุปได้จากการใช้ชีวิตมาสองชาติ

ผู้หญิงบางคนมักจะเกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายมาก

ต่อให้คุณแค่ตอบรับคำขอนอกเวลางานของเธอตามมารยาท อย่างเช่นไปกินมื้อดึกหรือดื่มกาแฟสักแก้ว

เธออาจจะมโนเรื่องราวในหัวไปไกลเป็นหมื่นคำ เข้าใจผิดคิดว่าคุณเองก็มีใจให้ และคิดว่าตัวเองยังมีโอกาส

พอเกิดความเข้าใจผิดแบบนี้ขึ้นมา การจัดการในภายหลังก็จะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากสุดๆ

เจียงเหอรู้ดีว่าหน้าตาตัวเองไม่เลว แถมความสามารถทางวิชาชีพยังสูง ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ ผู้หญิงที่ตามจีบเขาทั้งต่อหน้าและลับหลังไม่เคยน้อยเลย

ถือว่าโดนจีบจนมีประสบการณ์แล้วเหมือนกัน... ผู้ชายอยู่ข้างนอกต้องปกป้องตัวเองให้ดีจริงๆ...

พอเดินเข้าลิฟต์ จู่ๆ ความทรงจำช่วงหนึ่งในชาติก่อนก็ผุดขึ้นมาในหัว

ในงานเลี้ยงเหล้าครั้งหนึ่ง หลังจากดื่มกันไปได้สามรอบ เพื่อนในวงการคนหนึ่งก็กอดคอเขาแล้วพูดเย้าแหย่กึ่งล้อเล่นว่า:

"เจียงเหอ ตอนนี้นายกำลังเป็นคนดังของแผนกเลยนะ มีพยาบาลสาวๆ ตั้งเยอะแยะมาคอยวนเวียนอยู่รอบตัวทุกวัน นายไม่หวั่นไหวบ้างเลยเหรอ?"

เจียงเหอ: "ไม่เลย"

เพื่อนจิ๊ปาก แล้วพูดหว่านล้อมต่อ "ยังไงซะ ปกติอาจารย์เซิ่นก็ซื่อๆ บื้อๆ ดูไม่ออกและจับไม่ได้อยู่แล้ว สู้ให้นายมีบ้านใหญ่ที่มั่นคง แล้วมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ข้างนอก ไม่ดีกว่าเหรอ?"

เจียงเหอฟังจบก็วางแก้วเหล้าในมือลง แล้วพูดเสียงเรียบว่า "นายคงไม่เคยสัมผัสความรักแบบที่ฉันกับเธอมีให้กันล่ะมั้ง"

เพื่อนชะงักไปครู่หนึ่ง "หมายความว่าไง?"

"เมื่อนายรักใครสักคนอย่างสุดหัวใจ และในขณะเดียวกันก็ถูกคนคนนั้นรักอย่างสุดหัวใจเช่นกัน การนอกใจจะเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย"

เพื่อนเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย "เลิกเหอะ มีแมวที่ไหนไม่ขโมยปลาย่างบ้าง? นี่มันสัญชาตญาณของผู้ชาย กดข่มไว้ตลอด วันหนึ่งมันก็ต้องระเบิดออกมาอยู่ดี"

"ฉันคิดว่าความซื่อสัตย์ไม่ได้เกิดจากการใช้ศีลธรรมมากดข่มสัญชาตญาณของตัวเองหรอกนะ"

เจียงเหอมองเขาแล้วพูดช้าๆ "ความรักที่มีให้แค่คนเดียว ไม่ใช่พันธนาการที่โลกภายนอกยัดเยียดให้ แต่มันคือปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติทั้งทางร่างกายและจิตใจ นายเข้าใจไหม?"

พอพูดประโยคนี้จบ ทั้งโต๊ะเหล้าก็เงียบกริบไปสองวินาที

เพื่อนคนนั้นรู้สึกว่าเจียงเหอกำลังแกล้งทำตัวสูงส่ง จึงหัวเราะแห้งๆ และคิดจะพูดอะไรบางอย่างต่อ

แต่เจียงเหอกลับลุกขึ้นยืน หยิบเสื้อคลุมที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ แล้วผลักประตูเดินออกจากห้องส่วนตัวไปทันที

อุดมการณ์ต่างกัน ก็ไม่อาจร่วมทาง

ตั้งแต่นั้นมา เจียงเหอก็ไม่เคยไปร่วมวงเหล้าของคนคนนั้นอีกเลย

‘ติ๊ง’

ลิฟต์ลงมาถึงชั้นหนึ่ง

เจียงเหอดึงสติกลับมา เขาเดินออกจากประตูโรงพยาบาล และเห็นคนคนหนึ่งนั่งยองๆ อยู่ริมแปลงดอกไม้ไม่ไกลนัก

เป็นอาจารย์แพทย์จ้าวอวี้หมินจากแผนกฉุกเฉิน

จ้าวอวี้หมินทำหน้าตาอมทุกข์ ดูท่าทางทรมานมาก

"อาจารย์จ้าวครับ?" เจียงเหอเดินเข้าไปถามด้วยความห่วงใย "เป็นอะไรไปครับ?"

จ้าวอวี้หมินได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมองเจียงเหอแวบหนึ่ง สูดควันบุหรี่เข้าปอดลึกๆ แล้วพ่นออกมาอย่างแรง

เขาพูดด้วยน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยาก "อย่าให้พูดถึงเลย เพิ่งรับเคสฉุกเฉินมาเคสนึง โคตรน่าสะอิดสะเอียน ผมเลยออกมาสูดอากาศหน่อย"

เจียงเหอรู้สึกสงสัยขึ้นมา

แผนกฉุกเฉินผ่านเรื่องหนักหนาสาหัสมาตั้งเท่าไหร่ มีอะไรที่ทำให้แพทย์เจ้าของไข้รุ่นเก๋าคลื่นไส้ได้ขนาดนี้เชียว?

เจียงเหอถาม "เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?"

จ้าวอวี้หมินลุกขึ้นยืน กถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ด้วยสีหน้าเจ็บปวด "เพิ่งมีคนถูกส่งตัวมาสามคน หญิงหนึ่งชายสอง อายุราวๆ ยี่สิบปี ไม่รู้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบไหน แต่สรุปคือผู้หญิงอ้วกออกมาเละเทะ แล้วผู้ชายสองคนนั้นก็บอกว่าจะแข่งกันกินอ้วกของเธอ ใครกินได้มากกว่าคือรักแท้ เฮ้อ ตอนนี้นึกขึ้นมาก็ยังจะอ้วกเลย"

เจียงเหอ: "……"

พอฟังเรื่องนี้จบ ในใจก็เหลือแต่ความเห็นใจ

กลางดึกในแผนกฉุกเฉินนี่ เจอภูตผีปีศาจได้ทุกรูปแบบจริงๆ

จิตใจของแพทย์นี่ต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ...

"ลำบากหน่อยนะครับ อาจารย์จ้าว" เจียงเหอพูดปลอบใจ

จ้าวอวี้หมินโบกมือ ปัดเรื่องนี้ทิ้งพร้อมเปลี่ยนเรื่องทันที "ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว อัปมงคลเปล่าๆ ว่าแต่ทางเธอเป็นไงบ้าง การผ่าตัดราบรื่นดีไหม?"

เจียงเหอพยักหน้า "การผ่าตัดราบรื่นดีครับ"

"ไม่ใช่แค่ราบรื่นธรรมดานะ!"

ยังไม่ทันที่จ้าวอวี้หมินจะตอบรับ เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

ทั้งสองหันกลับไปมอง ก็เห็นหลินเผยตงที่เปลี่ยนเป็นชุดลำลองแล้วกำลังเดินลงบันไดมา

จ้าวอวี้หมินถาม "เหล่าหลิน? เล่ารายละเอียดหน่อยสิ?"

หลินเผยตงเดินมาหยุดตรงหน้าทั้งสอง ตบไหล่เจียงเหอเบาๆ แล้วหัวเราะ "เหล่าจ้าว การผ่าตัดคืนนี้ต้องบอกว่าได้เสี่ยวเจียงของเราช่วยกู้สถานการณ์ไว้จริงๆ เดิมทีอาจารย์หยางถึงขั้นบอกว่าไปต่อไม่ได้ เตรียมปิดช่องท้องแล้ว แต่เสี่ยวเจียงกลับคิดแนวทางเข้าผ่าตัดแบบใหม่ขึ้นมา พลิกสถานการณ์ได้เฉยเลย"

จ้าวอวี้หมินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเจียงเหอ "เก่งขนาดนั้นเลย?"

"แน่นอนสิ" หลินเผยตงพูดติดตลก "เหล่าจ้าว ต่อไปพวกเราอย่าเรียกเสี่ยวเจียงเลย ต้องเรียกว่าเทพเจียงแล้วล่ะ"

จ้าวอวี้หมินยกนิ้วโป้งให้ "เทพเจียง สุดยอด!"

เจียงเหอยกมือกุมขมับอย่างอ่อนใจ "อย่าๆๆ อาจารย์ครับ อย่าทำแบบนี้กับผมเลย..."

หลินเผยตงและจ้าวอวี้หมินหัวเราะลั่น

จบบทที่ บทที่ 101 เทพเจียง

คัดลอกลิงก์แล้ว