- หน้าแรก
- ระบบนักบุญกวนโอ๊ย ปล่อยผี ปล่อยปีศาจ แล้วก้าวสู่วิถีเซียน
- บทที่ 260 - ขอให้ร่ำรวย
บทที่ 260 - ขอให้ร่ำรวย
บทที่ 260 - ขอให้ร่ำรวย
บทที่ 260 - ขอให้ร่ำรวย
หลังจากเกิดความวุ่นวายขนานใหญ่ หยางเจี้ยนกับจี้กงก็อธิบายจุดประสงค์การมาเยือนให้ฟัง และพำนักอยู่ในบ้านของจางซิ่ว
ท้ายที่สุดแล้ว จางซิ่วคือคนเดียวในกลุ่มที่ครอบครองปราณมารในร่าง การติดตามอยู่ข้างกายเขาจึงจะสามารถค้นหาและกำจัดสมุนของมารฟ้าได้ เพื่อนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง
จางซิ่วพาทั้งสองคนเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองอยู่ครึ่งค่อนวัน จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง เขายืนขมวดคิ้วมองเข้าไปข้างในอยู่เนิ่นนานด้วยท่าทีลังเลใจ
เมื่อหยางเจี้ยนเห็นดังนั้นจึงเฝ้าระวังตัวขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “สมุนมารฟ้าที่อยู่ข้างในนั้นรับมือยากมากอย่างนั้นหรือ?”
จางซิ่วได้สติกลับมาแล้วตอบว่า “เปล่าหรอก ข้ารู้สึกกระหายน้ำนิดหน่อย แต่ไม่ได้พกเงินติดตัวมาด้วย เลยกำลังคิดหาวิธีที่จะได้ดื่มชาโดยไม่ต้องเสียเงินอยู่น่ะ”
หางตาของหยางเจี้ยนกระตุกขึ้นมาสองที “เข้าไปเถอะ ข้าพกเงินมาด้วย”
จางซิ่วเผยรอยยิ้มกว้าง “เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ ครั้งนี้ท่านพี่รองเป็นคนจ่าย ครั้งหน้าค่อยให้ใต้ซือเต้าจี้เป็นเจ้ามือบ้าง!”
จี้กงฟังแล้วถึงกับส่ายหน้าดิก “หลวงจีนอย่างข้าแค่เสื้อผ้ายังไม่มีปัญญาซื้อ จะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงพวกเจ้า”
จางซิ่วกล่าวแย้ง “ใต้ซือ ท่านอย่าได้ถ่อมตัวไปเลย ด้วยตบะอันแก่กล้าของท่าน หากไปรับจ้างแบกกระสอบที่ท่าเรือสักสองสามเดือน รับรองว่าหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำแน่!”
จี้กง “...”
ตบะที่ข้าบำเพ็ญเพียรสะสมมาถึงสิบชาติ มีไว้เพื่อแบกกระสอบงั้นหรือ?
จี้กงกลอกตามองบน ก่อนจะเดินตามจางซิ่วเข้าไปในโรงเตี๊ยม
เมื่อสั่งขนมและน้ำชามาหนึ่งกา จี้กงก็คว้าขนมเปี๊ยะชิ้นหนึ่งขึ้นมายัดเข้าปากอย่างไม่เหลือเค้าความสำรวม เศษขนมเปี๊ยะร่วงกราวเต็มโต๊ะจนหยางเจี้ยนต้องขมวดคิ้วมอง
ขณะที่เขาเตรียมจะเอ่ยปากค่อนขอด ทันใดนั้นก็มีชายวัยกลางคนรูปร่างผอมซูบคนหนึ่งเดินเข้ามาทางลานหลังร้าน เขาจูงลามาด้วยห้าตัวแล้วจับผูกไว้ที่คอกม้า ก่อนจะหันไปกำชับกับเสี่ยวเอ้อของร้านว่า “ข้าต้องการเปิดห้องพัก แต่ตอนนี้ต้องออกไปทำธุระข้างนอกก่อน ประเดี๋ยวจะกลับมา”
จากนั้นราวกับนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงกำชับทิ้งท้ายอีกประโยค “ห้ามเอาน้ำให้พวกมันกินเด็ดขาด” พูดจบเขาก็เดินจากไป
พวกลาถูกแดดแผดเผาจนหงุดหงิดงุ่นง่าน พวกมันทั้งเตะทั้งร้องเสียงหลงอยู่ลานหลังร้าน
เถ้าแก่เห็นดังนั้นก็กลัวว่าพวกมันจะไปรบกวนแขกคนอื่นๆ จึงจูงพวกมันไปหลบในร่มเงา
ทันทีที่พวกลาเห็นน้ำก็ดิ้นรนตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปหา เถ้าแก่จึงปล่อยให้พวกมันดื่มน้ำจนพอใจ เพียงชั่วพริบตาเดียว ลาตัวหนึ่งก็ล้มลงไปนอนกลิ้งเกลือกกับพื้น ทำเอาฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วลาน
เถ้าแก่เริ่มลุกลี้ลุกลน ทำตัวไม่ถูก ยืนบ่นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “ลาตัวนี้เป็นอะไรไปแล้วล่ะ จะทำอย่างไรดีเนี่ย?”
ลาหนึ่งตัวราคาไม่ใช่ถูกๆ หากมันมาตายในร้านของเขา แขกผู้นั้นต้องเรียกร้องค่าเสียหายเอากับเขาแน่
ต่อให้เขายอมควักเนื้อซื้อลาตัวนี้ไว้ เขาก็เอาเนื้อลาป่วยไปทำอาหารขายให้แขกคนอื่นกินไม่ได้อยู่ดี เงินก้อนนี้จะไม่สูญเปล่าหรอกหรือ?
จางซิ่วมองดูลาที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นพลางรู้สึกเวทนาจับใจ เขาเอ่ยขึ้นว่า “ลาตัวนี้ล้มป่วยเสียแล้ว ท่านว่าข้าควรจะปล่อยมันกลับคืนสู่ธรรมชาติ หรือจะใส่ต้นหอมกับขิงลงไปต้มด้วยดีล่ะ?”
หยางเจี้ยนปรายตามองเขา “เงินที่ข้าพกมาไม่พอซื้อลาหรอกนะ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ลาที่กลิ้งอยู่บนพื้นก็พลันกลายร่างเป็นสตรีวัยกลางคน นางหยุดกลิ้งพร้อมกับสีหน้าเจ็บปวดทรมาน
เถ้าแก่ตกตะลึงกับภาพตรงหน้าจนอ้าปากค้าง ยืนตัวแข็งทื่อทำอะไรไม่ถูกไปพักใหญ่
จางซิ่วกับพวกทั้งสามเองก็มีสีหน้าประหลาดใจเดินเข้าไปในลานหลังร้าน พลางพินิจพิเคราะห์สตรีที่นอนอยู่บนพื้นอย่างละเอียด
หยางเจี้ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย “นางไม่ใช่ปีศาจ นางเป็นมนุษย์”
จางซิ่วเอ่ยถาม “พี่สาว ท่านกลายเป็นลาได้อย่างไรกัน?”
สตรีผู้นั้นอ้าปากด้วยความตื่นตระหนก แต่โคนลิ้นของนางแข็งเกร็งจนไม่อาจเปล่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย
เมื่อจี้กงเห็นดังนั้น จึงล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อเพื่อปั้นลูกกลอนโคลนขี้ไคลออกมาหนึ่งเม็ด แล้วยัดใส่ปากสตรีผู้นั้น
เมื่อกลืนลูกกลอนโคลนขี้ไคลลงไป นางก็ส่งเสียงขย้อนออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เป็นฝีมือของนักพรตปีศาจคนเมื่อครู่ที่สาปข้าให้กลายเป็นลา! เขากำลังจะกลับมาแล้ว รีบพาข้าหนีไปทีเถอะ!”
จี้กงตบหน้าผากตัวเองดังฉาดราวกับนึกอะไรขึ้นได้ “ข้านึกออกแล้ว ในช่วงห้าสิบปีมานี้ แถบเจียงหนานมีวิชาคุณไสยแขนงหนึ่งแพร่หลาย ว่ากันว่าสามารถสาปคนให้กลายเป็นสัตว์ปศุสัตว์ได้ แถมสัตว์ที่เสกขึ้นมายังดูเหมือนสัตว์จริงๆ ทุกประการ มองจากภายนอกไม่มีทางดูออกเลยแม้แต่น้อย วิชาพวกนี้ถูกเรียกว่า วิชาเสกคนเป็นสัตว์
ผู้ที่ถูกเสกให้กลายเป็นปศุสัตว์ บ้างก็ถูกขายไปใช้แรงงาน บ้างก็ถูกขายไปโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ร่ายวิชาจะกอบโกยผลประโยชน์จากเรื่องเหล่านี้ เมื่อก่อนข้าเคยแต่ได้ยินเรื่องเล่า เพิ่งจะเคยเจอของจริงก็คราวนี้แหละ”
หยางเจี้ยนกล่าวด้วยใบหน้าเย็นชา “ถึงกับกล้าใช้วิชาคุณไสยที่ขัดต่อลิขิตสวรรค์เช่นนี้กับมนุษย์ คนผู้นี้สมควรตายนัก”
เถ้าแก่ที่ยืนฟังบทสนทนาของพวกเขาอยู่ก็ตกใจจนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงก “ไปแจ้งทางการ ข้าจะไปแจ้งทางการ!”
จางซิ่วยิ้มรับ “ไม่ต้องลำบากหรอก ข้านี่แหละคือทางการ!”
ว่าแล้วเขาก็ล้วงป้ายคำสั่งออกมาแกว่งไปมาตรงหน้าเถ้าแก่ “ข้าคือผู้ว่าการเมืองจินหัวที่ปลอมตัวมาตรวจราชการลับ”
จากนั้นก็ชี้มือไปยังหยางเจี้ยนกับจี้กงเพื่อแนะนำตัว “ส่วนสองคนนี้คือองครักษ์ของข้า นามว่าซานเต๋อจื่อ กับฝ่าอิ้น”
หยางเจี้ยน “...”
จี้กง “...”
แค่โผล่มาดื่มชาไหงโดนเปลี่ยนชื่อซะแล้วล่ะ?
แถมป้ายคำสั่งของเจ้า มันเขียนไว้ว่า ‘ขอให้ร่ำรวย’ ไม่ใช่หรือไง!!
ดูเหมือนเถ้าแก่จะมองตัวอักษรบนป้ายคำสั่งไม่ชัดนัก เขาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก รีบโค้งคำนับจางซิ่วปลกๆ “ใต้เท้า แล้วตอนนี้ผู้น้อยควรทำเช่นไรดีขอรับ?”
จางซิ่วเอ่ย “พาพี่สาวท่านนี้ไปพักในห้องพักแขกเถอะ ประเดี๋ยวข้าจะส่งคนพานางกลับบ้าน เรื่องอื่นๆ ปล่อยให้ข้าจัดการเอง”
เมื่อเถ้าแก่มีที่พึ่งก็เลิกหวาดกลัว เขาพาสตรีผู้นั้นไปยังห้องพัก ก่อนจะเดินกลับมาคิดบัญชีที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยสีหน้าปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลังจากนั้นไม่นาน ชายวัยกลางคนที่เพิ่งออกไปเมื่อครู่ก็จูงแพะกลับมาห้าตัว เขาผูกพวกมันไว้ในลานหลังร้าน
ขณะกำลังจะก้าวเท้าเข้าห้อง เขาก็พลันสังเกตเห็นว่าลาหายไปหนึ่งตัว สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที ร้องตะโกนถาม “เถ้าแก่ ลาของข้าหายไปตัวหนึ่งได้อย่างไร?”
จางซิ่วเดินอมยิ้มออกมาจากห้องโถงกว้าง พลางกล่าวว่า “ลาตัวนั้นข้าเอาไว้เอง”
ชายวัยกลางคนพิจารณาจางซิ่วหัวจรดเท้า เมื่อเห็นเขาแต่งกายด้วยเสื้อคลุมยาวหรูหรา ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคุณชายจากตระกูลเศรษฐี เขาจึงเปลี่ยนมาปั้นหน้ายิ้มประจบ “คุณชายช่างตาถึงนัก ลาตัวนั้นเป็นตัวที่ลักษณะดีที่สุดในบรรดาห้าตัวนี้ ไม่ว่าจะใช้ขี่เดินทางหรือใช้ลากจูงทำงานก็ล้วนยอดเยี่ยมทั้งสิ้น หากคุณชายต้องการล่ะก็ จ่ายเงินข้ามาแค่ห้าตำลึงก็พอ!”
สีหน้าของจางซิ่วเปลี่ยนไปในพริบตา น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นลง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ว่าการเมืองหางโจวคนก่อนตายอย่างไร?”
ชายวัยกลางคนชะงักไป “ตายอย่างไรหรือ?”
จางซิ่วแค่นเสียงเย็นชา “ไม่ปิดบังเจ้าหรอก ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ชายวัยกลางคน “@#¥%¥#@...”
แล้วเจ้าจะพูดขึ้นมาหาพระแสงอะไรวะ!
จางซิ่วมองชายวัยกลางคนที่ยืนงงเป็นไก่ตาแตก แล้วพูดต่อว่า “ข้าไปกินแตงโมกลางตลาดยังไม่ต้องจ่ายเงินเลยสักอีแปะ เอาลาเจ้าแค่ตัวเดียว เจ้าถึงกับกล้าทวงเงินข้าเชียวหรือ? ซานเต๋อจื่อ ฝ่าอิ้น สั่งสอนมันให้รู้สำนึกเสียบ้าง ว่าอำเภอเฉียนถังแห่งนี้ ใครกันแน่ที่เป็นคนคุม!”
หยางเจี้ยนกับจี้กงเดินออกมาจากหลังประตู ในมือของทั้งสองถือท่อนไม้คนละอัน แล้วพุ่งเข้าทุบตีชายวัยกลางคนอย่างไม่ออมแรง
ชายวัยกลางคนมองท่อนไม้ทั้งสองที่หวดลงมา ความรู้สึกเหมือนถูกขวางทุกเส้นทางหลบหลีกแล่นริ้วเข้ามาในใจ เขาได้แต่ยืนทื่ออยู่กับที่จนโดนตีหัวร้างข้างแตกเลือดอาบ
เมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวด เขาก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องตอบโต้ จึงยกมือกุมหัวที่เลือดไหลซิบพร้อมกับท่องคาถาบริกรรมไปด้วย
จี้กงหัวเราะร่วน “ท่องคาถางั้นหรือ หลวงจีนอย่างข้าก็มีเหมือนกัน จงรับการโจมตีจากข้าไปเสียเถอะ!”
ตูม! เสียงกัมปนาทกึกก้อง สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางกระหม่อมของชายวัยกลางคนเข้าอย่างจัง
ชายวัยกลางคนถูกสายฟ้าผ่าใส่ในชั่วพริบตา ร่างกายสั่นสะท้าน ชาหนึบไปทั้งตัว ล้มลงไปนอนชักกระตุกอยู่บนพื้น
ดวงตาของจางซิ่วทอประกายสีแดงก่ำ เขาใช้มหาเวทสะกดวิญญาณเพื่ออ่านความทรงจำของอีกฝ่าย สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ “เจอสมุนมารฟ้าแล้ว เจ้านั่นเรียกตัวเองว่าราชากงเต๋อ ส่วนนักพรตปีศาจตรงหน้านี้ก็คือลูกน้องของมัน”
[จบแล้ว]