- หน้าแรก
- ผมก็แค่เถ้าแก่หน้าเงิน ที่มีระบบสถานที่ท่องเที่ยวสุดเทพ
- บทที่ 12 - เพื่อนซี้ดีเด่นแห่งชาติ!
บทที่ 12 - เพื่อนซี้ดีเด่นแห่งชาติ!
บทที่ 12 - เพื่อนซี้ดีเด่นแห่งชาติ!
บทที่ 12 - เพื่อนซี้ดีเด่นแห่งชาติ!
หลังจากออกมาจากบ้านของหลัวจื้อเฉียง
หลัวจิ้งหนิงก็ขับรถเจ็ตต้าคันเก่ากลับไปยังสถานที่ท่องเที่ยว
เมื่อไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงสิบโมงกว่าแล้ว
ลานจอดรถกลางแจ้งของสถานที่ท่องเที่ยวว่างเปล่าไม่มีรถมาจอดเลยสักคัน ดูท่าว่าวันนี้ก็คงเงียบเหงาอีกตามเคย
หลังจากแวะทักทายสุยเหมี่ยวเหมี่ยวเสร็จ หลัวจิ้งหนิงก็เดินตรงไปยังห้องทำงานผู้จัดการทั่วไปของตนเอง
เมื่อเข้าไปในห้องทำงาน เขาก็นั่งลงบนโซฟา จุดบุหรี่สูบพลางคิดเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวไปด้วย
"เรื่องนักท่องเที่ยวต่างถิ่นคงต้องพับเก็บไว้ก่อน ตอนนี้ต้องหาวิธีดึงดูดชาวบ้านจากหกหมู่บ้านที่อยู่รอบๆ สถานที่ท่องเที่ยวให้มาเช็กอินทุกวันให้ได้ นี่คือเรื่องเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้"
"ถึงแม้ว่าคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ในหมู่บ้านจะออกไปทำงานต่างถิ่นกันหมด แต่พวกผู้หญิง เด็ก และคนชราที่อยู่โยงเฝ้าบ้าน เมื่อนำมารวมกันแล้วจำนวนก็ถือว่าเยอะพอสมควรเลยทีเดียว"
"ลำพังแค่แจกตั๋วเข้าชมฟรีก็คงจะดึงดูดคนมาได้ไม่เยอะเท่าไหร่ ต่อให้สถานที่ท่องเที่ยวนั้นจะน่าเที่ยวแค่ไหนก็คงไม่มีใครอยากมาทุกวันหรอก"
"ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ก็คงไม่ยอมตื่นเช้า สุดท้ายแล้วทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับคำว่าผลประโยชน์สินะ"
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะ คงต้องลองคิดดูให้รอบคอบซะแล้ว"
หลัวจิ้งหนิงสูบบุหรี่ติดกันถึงสามมวน สายตาของเขาก็บังเอิญเหลือบไปเห็นใบปลิวโฆษณาเปิดร้านขายยาแผ่นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะกระจก
ใบปลิวนั้นเป็นกระดาษแผ่นบางๆ ที่พิมพ์แผนที่ตั้งของร้านขายยาและโปรโมชั่นช่วงเปิดร้านเอาไว้
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของหลัวจิ้งหนิงก็คือ ประโยคที่บอกว่าสามารถนำใบปลิวแผ่นนี้ไปแลกรับไข่ไก่ฟรีได้สิบฟองที่ร้านขายยา
กลยุทธ์การแจกไข่ไก่ฟรีของร้านขายยานี้หลัวจิ้งหนิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เวลาที่เขาขับรถไปทำงาน เขามักจะเห็นบรรดาลุงๆ ป้าๆ มายืนต่อแถวรอรับไข่ไก่ฟรีที่หน้าร้านขายยาตั้งแต่เช้าตรู่อยู่บ่อยๆ
"ใช่แล้ว ฉันก็ลองใช้วิธีแจกไข่ไก่ฟรีเพื่อดึงดูดคนให้มาที่สถานที่ท่องเที่ยวได้เหมือนกันนี่นา"
เมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากกลยุทธ์ของร้านขายยา หลัวจิ้งหนิงก็รู้สึกหูตาสว่างขึ้นมาทันที
ไข่ไก่แค่สิบฟองอาจจะดูไม่มีค่าอะไรสำหรับวัยรุ่นที่มีงานมีรายได้ทำ
แต่สำหรับพวกคนเฒ่าคนแก่ที่ไม่มีงานทำไม่มีรายได้แล้ว ไข่ไก่สิบฟองนี้ถือว่ามีแรงดึงดูดมหาศาลเลยทีเดียว
รอบๆ สถานที่ท่องเที่ยวเขาเฮยหลงมีหมู่บ้านทั้งหมดหกแห่ง รวมจำนวนพวกลูกเด็กเล็กแดง ผู้หญิง และคนเฒ่าคนแก่ที่อยู่เฝ้าบ้านแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีพันกว่าไปจนถึงสองพันคนเลยล่ะ
ถ้าสามารถดึงดูดความสนใจของคนกลุ่มนี้มาได้ล่ะก็...
ลองคำนวณจากขั้นต่ำที่คนละหนึ่งร้อยหยวน โดยไม่รวมโบนัสคริติคอล คนสองพันคนก็เท่ากับสองแสนหยวนแล้ว
วันละสองแสน สิบวันก็สองล้าน เดือนนึงก็หกล้านหยวนเหนาะๆ
เมื่อเทียบกับราคาตลาดในปัจจุบัน ต้นทุนของไข่ไก่สิบฟองก็ประมาณสี่หยวนกว่า อย่างมากก็ไม่เกินห้าหยวน
คุณลุงคุณป้าได้ไปห้าหยวน ตัวเองได้เก้าสิบห้าหยวน วินวินกันทั้งสองฝ่าย
ได้ทั้งเงิน แถมยังได้ทำภารกิจให้สำเร็จอีกด้วย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ
ธุรกิจนี้ไปรอดแน่นอน!
ยิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น หลัวจิ้งหนิงนั่งไม่ติดแล้ว เขาลุกพรวดขึ้นจากโซฟาแล้วรีบเดินตรงดิ่งไปที่ประตู
เปิดประตูออกไปเลี้ยวซ้ายแล้วก้าวยาวๆ ไปยังโซนที่อยู่ด้านหน้าสถานที่ท่องเที่ยว
หลัวจิ้งหนิงเดินไปหาสุยเหมี่ยวเหมี่ยวแล้วสั่งงานว่า "เหมี่ยวเหมี่ยว คุณไปหาหลัวเอ้อตั้นนะ บอกให้เขาเตรียมไข่ไก่มูลค่าหนึ่งหมื่นหยวนให้ผมหน่อย ถ้าไข่ไก่ไม่พอก็ให้เขาไปหามาให้ครบ"
พูดจบ หลัวจิ้งหนิงก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโอนเงินหนึ่งหมื่นหยวนให้สุยเหมี่ยวเหมี่ยวทันที
"เอ๊ะ ไข่ไก่ราคาหนึ่งหมื่นหยวนเหรอคะ" สุยเหมี่ยวเหมี่ยวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าเล็กๆ ของเธอเต็มไปด้วยความสับสน
หลัวจิ้งหนิงวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของผู้ช่วยตัวน้อยแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ใช่ คุณฟังไม่ผิดหรอก แล้วผมก็ไม่ได้พูดเล่นด้วย ผมต้องการไข่ไก่ราคาหนึ่งหมื่นหยวนภายในพรุ่งนี้เช้า ยิ่งมาส่งที่สถานที่ท่องเที่ยวแต่เช้าได้ยิ่งดี"
"อ้อ อ้อ... ได้ค่ะ งั้นฉันไปเดี๋ยวนี้เลย" สุยเหมี่ยวเหมี่ยวเห็นหลัวจิ้งหนิงดูรีบร้อนก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะวิ่งเหยาะๆ ไปทางช่องทางเดินพนักงาน แล้วขี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าออกไปจากสถานที่ท่องเที่ยวทันที
เมื่อจัดการธุระกับผู้ช่วยตัวน้อยเสร็จ หลัวจิ้งหนิงก็ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา เลื่อนหาเบอร์โทรศัพท์ที่บันทึกไว้ในชื่อเจ้าอ้วนแล้วกดโทรออก
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด...
เสียงรอสายดังขึ้นสามครั้งก่อนที่ปลายสายจะรับสายพร้อมกับเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
"ฮัลโหล ล่อจื่อ มีอะไรก็รีบว่ามา จะตดก็รีบตด ฉันกำลังขับรถอยู่ ขืนคุยนานเดี๋ยวก็โดนกล้องจับภาพเอาหรอก"
"ไอ้บ้า ไอ้สวะ บ้านแกสิชื่อล่อจื่อ!"
"เฮ้ย ชิบหายแล้ว มีเรื่องว่ะ แค่นี้ก่อนนะเว้ย เดี๋ยวฉันโทรกลับ!"
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด...
ไม่รู้ว่าปลายสายไปเจอเรื่องอะไรเข้า คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องก็ชิงวางสายไปเสียก่อน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ที่นิคมอุตสาหกรรมซีซานจวง เมืองสือเจียจวง
รถบรรทุกสี่ล้อรับจ้างคันหนึ่งถูกตำรวจชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงสี่แยกเรียกให้จอด
"คุณตำรวจครับ ผมกำลังรีบไปส่งของ รบกวนช่วยหลีกทางให้ผมหน่อยเถอะครับ มาๆ สูบบุหรี่หน่อยครับ"
ชายร่างอ้วนในชุดช่างของโรงพิมพ์เฟยอวี่ลงมาจากรถพร้อมรอยยิ้มประจบประแจง เขาล้วงบุหรี่ออกจากกระเป๋าแล้วยื่นให้ตำรวจชาย
"เก็บไปเถอะ ฉันไม่สูบบุหรี่ มองไปทางนู้นสิ พวกเรากำลังไลฟ์สดจับพวกทำผิดกฎจราจรอยู่ แล้วนายก็ดันเข้ามาเป็นลูกค้าคนแรกของพวกเราซะด้วย" คุณตำรวจชี้ไปที่กล้องที่ตั้งอยู่ตรงสี่แยกเพื่ออธิบายสถานการณ์ให้ชายร่างอ้วนฟัง
ชายร่างอ้วยมองตามมือของคุณตำรวจไปก็เห็นตากล้องสวมหมวกแก๊ปกำลังโบกมือทักทายเขาจากหลังกล้องวิดีโอ
"เอ่อ..." ชายร่างอ้วนทำหน้าเจื่อน ยกมือขึ้นแล้วก็ลดลง ไม่รู้ว่าควรจะโบกมือตอบตากล้องดีหรือไม่
ตำรวจหญิงสาวหยิบกระดาษกับปากกาเดินเข้ามาถาม "ชื่ออะไร"
ชายร่างอ้วนตอบตามความจริง "อู๋หมิงชื่อ"
"ให้ความร่วมมือหน่อยเถอะน่า ในไลฟ์สดมีคนดูนายอยู่ตั้งหมื่นกว่าคนเลยนะ" ตำรวจหญิงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ
ชายร่างอ้วนทำหน้าซื่อตาใส "เอ่อ ผมก็ให้ความร่วมมือแล้วนี่ครับ ผมไม่ให้ความร่วมมือตรงไหน"
ตำรวจหญิงพูดเสียงแข็ง "ฉันถามชื่อนาย นายกลับบอกว่าตัวเองไม่มีชื่อ แบบนี้เรียกว่าให้ความร่วมมือตรงไหน"
"เอ่อ... เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วครับ!" พอชายร่างอ้วนได้ยินคำพูดของตำรวจหญิงก็รู้ตัวว่าเธอเข้าใจเขาผิด จึงรีบอธิบายปนหัวเราะว่า "ผมแซ่อู๋ อู๋ที่ประกอบจากตัวโข่วกับตัวเทียน หมิงที่แปลว่าพรุ่งนี้ ชื่อที่แปลว่าทหาร อู๋หมิงชื่อครับ"
"พรืด~~" ตำรวจหญิงเบิกตากว้าง เธอหลุดขำออกมาเพราะความตลกของชายร่างอ้วน รีบหันหน้าหนีกล้องแทบไม่ทัน
"ฮ่าๆๆ... พ่อหนุ่ม ชื่อนายนี่ตั้งได้สร้างสรรค์จริงๆ" คุณตำรวจที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็อดขำกับชื่อแปลกประหลาดของชายร่างอ้วนไม่ได้เหมือนกัน
ในเวลานี้ ไลฟ์สดของสถานีตำรวจจราจรเมืองสือเจียจวงก็กลายเป็นทะเลแห่งความฮาไปแล้ว
"ให้ตายเถอะ อู๋หมิงชื่อ พ่อแม่คิดอะไรอยู่ถึงตั้งชื่อแบบนี้ให้ลูกเนี่ย!"
"พวกนายไม่เคยเห็นโลกกว้างล่ะสิ แค่นี้ทำเป็นแปลกใจ คนชื่อเหมยซื่อเอ๋อร์ยังมีเลย! เรื่องจริงนะเว้ย เพื่อนร่วมงานฉันเอง! โกหกขอให้เป็นหมาเลยเอ้า!"
"พี่อ้วนคนนี้ดูเป็นคนมีอารมณ์ขันอยู่ในสายเลือดนะ ไม่ไปเล่นตลกนี่เสียดายแย่เลย!"
ช่องไลฟ์สดของสถานีตำรวจจราจรเมืองสือเจียจวงโด่งดังมาก ทุกครั้งที่เริ่มไลฟ์สดก็มักจะมีคนเข้ามาดูเป็นหมื่นคน
บางที... ชาวเน็ตอาจจะชอบดูพวกคนขับรถที่ไม่เคารพกฎจราจรโดนคุณตำรวจสั่งสอนกระมัง
โดยเฉพาะตอนตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์ พฤติกรรมแย่ๆ ของพวกเมาแล้วขับมักจะทำให้ชาวเน็ตหัวเราะจนท้องแข็งอยู่เสมอ
หัวข้อการไลฟ์สดจับคนทำผิดกฎจราจรในวันนี้คือการจับผู้ที่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ และอู๋หมิงชื่อก็บังเอิญรับโทรศัพท์จากหลัวจิ้งหนิงพอดี เรียกว่าเดินไปให้ตำรวจจับถึงที่เลยทีเดียว
หลังจากหัวเราะกันพอหอมปากหอมคอแล้ว เขาก็ลงทะเบียนชื่อ-สกุล พร้อมทั้งแสดงใบขับขี่และทะเบียนรถ
ตำรวจหญิงถามอู๋หมิงชื่อว่า "รู้ไหมว่าทำไมเราถึงเรียกให้นายจอด"
"เพราะ... ผมไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัยใช่ไหมครับ คุณตำรวจครับ ผมรู้ว่าผมผิด แต่เอาจริงๆ ความผิดก็ไม่ได้อยู่ที่ผมคนเดียวนะครับ"
อู๋หมิงชื่อทำท่าชี้ชวนให้ดูรูปร่างของตัวเองแล้วพยายามอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ "ตอนที่พวกผู้ผลิตออกแบบเข็มขัดนิรภัย พวกเขาไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของคนอ้วนอย่างพวกเราเลย พอคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วผมรู้สึกหายใจไม่ออก แบบนี้สิยิ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าเดิมอีก"
ตำรวจหญิงได้ยินคำแก้ตัวของอู๋หมิงชื่อแล้วก็ถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเคยเจอคนที่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัยแล้วยังมาเถียงฉอดๆ แบบนี้
"ขอเข็มขัดนิรภัยแบบยาวพิเศษ กว้างพิเศษ แล้วก็เป็นแบบสำหรับกลางคืนให้พี่เขาสักเส้นสิ!"
"มีเข็มขัดนิรภัยไปเพื่ออะไรเล่า!"
"ฮ่าๆๆ สำหรับคนอื่นมันคือเข็มขัดนิรภัย แต่สำหรับพี่อ้วนคนนี้มันกลายเป็นเชือกผูกคอตายไปซะงั้น..."
"ตบมือข้างเดียวไม่ดังหรอก ฉันก็คิดว่าไม่ควรจะไปโทษพี่อ้วนแกฝ่ายเดียวนะ ถ้าคาดเข็มขัดนิรภัยแล้วมันสบายจนไม่อยากถอด สบายจนอยากจะคาดแล้วคาดอีก มันจะมีใครไม่อยากคาดเข็มขัดนิรภัยอีกเหรอ"
"ฉันสงสัยว่าคอมเมนต์บนกำลังเล่นมุกทะลึ่งอยู่ แต่ก็ไม่มีหลักฐานจะเอาผิด"
ชาวเน็ตในไลฟ์สดต่างแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความครื้นเครง
คุณตำรวจเดินเข้ามาพูดว่า "การไม่คาดเข็มขัดนิรภัยก็ถือว่าผิดกฎจราจรข้อหนึ่งนะ แต่วันนี้เราเน้นจับคนที่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ นายรู้ไหมว่าการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถมันผิดกฎหมาย"
"ครับ ผมทราบครับ" อู๋หมิงชื่อพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย รู้ตัวว่าผิดก็ต้องยอมรับ
คุณตำรวจเริ่มอบรม "รู้ทั้งรู้แต่ก็ยังใช้โทรศัพท์ตอนขับรถเนี่ยนะ นายรู้หรือเปล่าว่าการกระทำแบบนี้มันอันตรายมาก มันเป็นอันตรายต่อทั้งตัวนายเอง ผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ และคนเดินถนนด้วย"
"ผมทราบดีครับ แต่ว่า..."
อู๋หมิงชื่อขมวดคิ้วแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "คนที่โทรมาคือเพื่อนรักของผม ผมจะไม่รับสายเขาก็ไม่ได้ เกิดเขามีเรื่องด่วนอะไรจะคุยกับผมขึ้นมาล่ะครับ"
ตำรวจทั้งสองนายได้ยินคำอธิบายของอู๋หมิงชื่อแล้วก็หันไปมองหน้ากันด้วยความแปลกใจจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
"เชดเข้! พี่อ้วนคนนี้แม่งโคตรเพื่อนรักแห่งชาติเลย! ฉันก็อยากมีเพื่อนแบบนี้บ้างว่ะ!"
"น้ำตาแตกเลย... ตอนแรกกะจะเข้ามาดูพี่อ้วนแกปล่อยไก่ขำๆ ไม่นึกเลยว่าจะโดนพี่แกสอนบทเรียนซะงั้น!"
"อิจฉาเพื่อนที่โทรหาพี่อ้วนจัง เกิดมาชาติหนึ่งมีเพื่อนแบบพี่อ้วนสักคนก็คุ้มแล้ว"
"พี่อ้วนจี้จุดน้ำตาฉันเข้าให้แล้ว..."
"จู่ๆ ก็อยากจะโทรหาเพื่อนรักของตัวเองขึ้นมาเลย"
"เพื่อนซี้ดีเด่นแห่งชาติ!"
บรรยากาศในไลฟ์สดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากที่ตอนแรกเอาแต่ล้อเล่น เยาะเย้ย และสนุกสนาน ตอนนี้กลับกลายเป็นความเคารพและซาบซึ้งใจแทน
"ฉันชื่นชมในมิตรภาพระหว่างนายกับเพื่อนนะ แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะเอามาอ้างเวลาทำผิดกฎจราจรได้ ขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัยปรับห้าสิบหยวน ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถตัดสองคะแนนและปรับหนึ่งร้อยหยวน"
ในที่สุดคุณตำรวจก็เขียนใบสั่งให้ อู๋หมิงชื่อก็รับใบสั่งมาแต่โดยดีโดยไม่ได้โต้เถียงอะไรอีก
"สุดท้ายนี้มีอะไรอยากจะบอกกับผู้ชมหนึ่งหมื่นสองพันคนในไลฟ์สดไหม ลาพวกเขาหน่อยสิ" คุณตำรวจเห็นว่าอู๋หมิงชื่อได้รับความนิยมในไลฟ์สดค่อนข้างสูง จึงยอมใจดีให้โอกาสเขาได้กล่าวลาผู้ชม
"พูดอะไรก็ได้เหรอครับ" อู๋หมิงชื่อเหลือบมองไปที่กล้อง ก่อนจะหันไปถามคุณตำรวจด้วยสีหน้าจริงจัง
คุณตำรวจพยักหน้าแล้วตอบว่า "ใช่ จะเล่าว่านายได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้ หรือจะบอกความรู้สึกของตัวเองก็ได้"
ตำรวจหญิงจ้องมองอู๋หมิงชื่อตั้งแต่หัวจรดเท้า คิ้วสวยๆ ของเธอขมวดเข้าหากัน เธอรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ ว่าไอ้อ้วนตรงหน้ากำลังจะสร้างเรื่องอะไรสักอย่าง
"ฉันคงจะคิดมากไปเอง เขาดูเป็นคนซื่อๆ แบบนี้ จะไปมีพิษมีภัยอะไรได้ล่ะ" ตำรวจหญิงส่ายหัว รู้สึกว่าตัวเองคงจะระแวงไปเอง
อู๋หมิงชื่อแกล้งทำเป็นจัดเสื้อผ้าที่ไม่ได้ยับยู่ยี่อะไรของตัวเอง ก่อนจะเดินตรงไปที่กล้อง และหยุดยืนเมื่อตากล้องส่งสัญญาณมือให้หยุด
ตากล้องทำสัญลักษณ์มือโอเคเพื่อบอกให้อู๋หมิงชื่อเริ่มพูดได้
"อะแฮ่มๆ..."
อู๋หมิงชื่อกระแอมไอเคลียร์คอ แล้วหันไปพูดกับกล้องด้วยน้ำเสียงราวกับผู้ประกาศข่าวว่า "เกิดมาไม่เคยรู้จักเขาเฮยหลง ต่อให้เรียกตัวเองว่าสถานที่ท่องเที่ยวก็เปล่าประโยชน์ สถานที่ท่องเที่ยวเขาเฮยหลงมีทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม และมีศิลปวัฒนธรรมที่เข้มข้น ขอเชิญชวนทุกท่านให้มาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวของเพื่อนรักของผมนะครับ ถ้าบอกชื่อผม รับไปเลยส่วนลดค่าตั๋วเข้าชมยี่สิบเปอร์เซ็นต์ครับ!"
ทั้งตำรวจหญิง ตำรวจชาย ตากล้อง และผู้ชมอีกหมื่นกว่าคนในไลฟ์สด ต่างก็ต้องอึ้งกิมกี่กับการกระทำอันสุดแสนจะพิลึกพิลั่นของอู๋หมิงชื่อไปตามๆ กัน!
หมอนี่กล้าดีถึงขนาดมาโฆษณาสถานที่ท่องเที่ยวให้เพื่อนกลางไลฟ์สดเลยเนี่ยนะ!
นี่มันเป็นเพื่อนรักภาษาอะไรกันเนี่ย!
[จบแล้ว]