- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1731 ว้าว! ใหญ่จังเลย!
ตอนที่ 1731 ว้าว! ใหญ่จังเลย!
ตอนที่ 1731 ว้าว! ใหญ่จังเลย!
ท่ามกลางม่านหมอกอันกว้างใหญ่ เครื่องบินพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
ภายในห้องโดยสาร ซิไป๋ฉี ไห่เซ่อเฟิน และคนอื่นๆ นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ในมือถือไพ่กำลังเล่นไพ่เจ้าเมืองกันอยู่
"สามหนึ่งคู่"
อวิ๋นอวิ๋นดึงไพ่ออกมาจากในมือแล้ววางลง
"ห้าหนึ่งคู่"
ซิไป๋ฉีทิ้งไพ่ตาม
ไห่เซ่อเฟินปั้นหน้าขรึม ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงไพ่สิบสี่ใบโยนลงไป แล้วตะโกนด้วยความตื่นเต้นว่า
"ระเบิด"
มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ เด็กสาวคนนี้ไม่เล่นไพ่ตามธรรมแบบแผนเลย
ซิไป๋ฉีชะงักไปครู่หนึ่ง เอ่ยอย่างหมดคำจะพูด
"แค่นี้ก็ระเบิดฉันแล้วเหรอ?"
"เธอเป็นเจ้าเมือง แน่นอนว่าต้องระเบิดเธอสิ"
ไห่เซ่อเฟินกล่าวด้วยใบหน้าจริงจัง
ซิไป๋ฉีย่นจมูกเล็กๆ ของเธอ เบะปากเอ่ย
"ผ่าน"
อวิ๋นอวิ๋นมองดูไพ่ในมือ ส่ายหน้าพลางกล่าว
"ฉันก็ไม่เอาเหมือนกัน"
"ถ้าอย่างนั้นก็ไพ่เรียง สาม สี่... แปด เก้า เอาไหมล่ะ?"
ไห่เซ่อเฟินโยนไพ่ส่วนใหญ่ในมือออกไปอย่างภาคภูมิใจ
"ผ่าน..."
ซิไป๋ฉียื่นปากยาวกว่าเดิม
"ฉันก็ผ่าน"
ดวงตาของอวิ๋นอวิ๋นฉายแววดีใจ ซิไป๋ฉีเป็นเจ้าเมือง ขอแค่ไห่เซ่อเฟินชนะ เธอก็จะชนะไปด้วย
มุมปากของไห่เซ่อเฟินยกขึ้น โยนไพ่ที่เหลือในมือทิ้งทั้งหมด หัวเราะคิกคักเอ่ย
"ฉันชนะแล้ว"
"ฮึ่ม เอาใหม่"
ซิไป๋ฉีกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เอาล่ะ เลิกเล่นกันได้แล้ว ใกล้จะถึงแล้วล่ะ"
"ใกล้จะถึงแล้วเหรอ?"
ดวงตาสีทองของซิไป๋ฉีเปล่งประกาย ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น
ไห่เซ่อเฟินและอวิ๋นอวิ๋นก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเล่นไพ่ต่อแล้ว ทั้งสองลุกขึ้นเดินมาที่หน้าต่างผลึก จ้องมองหมอกด้านนอกตาปริบๆ
ซินซีและเท่อซีเต๋อก็อดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่อยู่ ต่างชะโงกหน้ามองออกไปข้างนอก
พวกเขาอยู่บนเครื่องบินมาสามวันแล้ว ตอนแรกก็ยังรู้สึกสนุกดี แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าก็เริ่มรู้สึกเบื่อหน่าย ถ้าไม่ได้มีเกมไพ่ให้เล่น คาดว่าคงจะเบื่อยิ่งกว่านี้
"เมืองเต่าทมิฬจะเป็นยังไงกันนะ..."
ไห่เฟินนีพึมพำเสียงเบา
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เดี๋ยวก็รู้เอง"
วิ้ง วิ้ง
ความเร็วของเครื่องบินไม่ลดลง ผ่านไปครู่หนึ่ง ม่านหมอกตรงหน้าก็ปั่นป่วน ดวงตาคู่หนึ่งที่ใหญ่โตมโหฬารปรากฏขึ้นท่ามกลางสายหมอก
"นั่นมันอะไรน่ะ? ใหญ่มากเลย..."
เท่อซีเต๋อร้องอุทานออกมา
"เต่าทมิฬน้อย!"
ซิไป๋ฉีกล่าวด้วยความดีใจ
เมื่อเธอพูดจบ หมอกโดยรอบก็สลายไป เผยให้เห็นหัวของเต่าเกราะหิน
มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมู่เหลียง จึงตื่นขึ้นมาต้อนรับล่วงหน้า
แอร๊!!!
ดวงตาขนาดยักษ์ของเต่าทมิฬจ้องมองเครื่องบินที่หยุดนิ่งลงอย่างไม่กะพริบตา
มู่เหลียงหัวเราะเบาๆ ร่างของเขาพลันกะพริบวูบหายไปจากในเครื่องบิน
เขาไปปรากฏตัวอยู่ด้านนอกเครื่องบิน ยกมือขึ้นตบหัวเต่าทมิฬน้อยเบาๆ
"ฉันกลับมาแล้ว"
เต่าทมิฬน้อยคำรามต่ำๆ ออกมาสองสามครั้ง หัวของมันขยับเพียงเล็กน้อย แต่ก็ดันมู่เหลียงออกไปไกลกว่าสิบเมตร
"ฮ่าฮ่าฮ่า เด็กดี"
มู่เหลียงหัวเราะร่วน มอบแต้มวิวัฒนาการหนึ่งล้านแต้มให้กับเต่าเกราะหิน
ภายในเครื่องบิน ซินซีและเท่อซีเต๋อกับคนอื่นๆ ต่างเบิกตากว้าง ตกตะลึงกับภาพของเต่าเกราะหิน
"นี่คือเต่าทมิฬน้อย สัตว์อสูรโบราณระดับศักดิ์สิทธิ์เลยนะ เมืองเต่าทมิฬก็สร้างอยู่บนตัวมันนี่แหละ"
ซิไป๋ฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังโอ้อวด
"อึก"
เท่อซีเต๋อลอบกลืนน้ำลาย เมืองขนาดใหญ่ที่สร้างอยู่บนหลังสัตว์อสูรโบราณระดับศักดิ์สิทธิ์ จะบอกว่ามันไร้เทียมทานก็คงไม่เกินจริงไปนักกระมัง
"น่าประหลาดใจจริงๆ"
ซินซีเอ่ยปากชมไม่หยุด จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าการมาใช้ชีวิตที่เมืองเต่าทมิฬก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
"ว้าว"
อวิ๋นอวิ๋นอ้าปากสีชมพูค้าง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มู่เหลียงก็กลับเข้ามาในเครื่องบิน แล้วบินมุ่งหน้าไปบนหลังเต่าต่อ
เมื่อเครื่องบินบินข้ามกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน ทัศนวิสัยก็พลันกระจ่างชัดขึ้น ม่านหมอกถูกม่านแสงแผ่นหนึ่งสกัดกั้นเอาไว้ที่ด้านนอกกำแพงเมือง
"ว้าว ใหญ่จังเลย"
ไห่เซ่อเฟินร้องอุทานออกมา มองไปไม่เห็นแม้แต่จุดสิ้นสุดของหลังเต่า
"ใหญ่มากจริงๆ"
ไห่เฟินนีก็ร้องอุทานด้วยความตื่นตะลึงเช่นกัน
ซินซีสั่นสะท้านอยู่ในใจ จ้องมองผืนแผ่นดินอันเขียวขจี จำต้องยอมรับว่าเมืองเต่าทมิฬนั้นดีกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก
"นั่นคือเมืองรอง บินไปทางนั้นอีกก็จะเป็นเมืองการค้าซานไห่ ที่นั่นมีของเล่นสนุกๆ แล้วก็ของอร่อยๆ เยอะแยะเลยนะ ไว้ว่างๆ ฉันจะพาพวกเธอไป"
ซิไป๋ฉีแนะนำด้วยความตื่นเต้น
"สุดยอดไปเลย"
ดวงตาของอวิ๋นอวิ๋นเป็นประกายวิบวับ
"กลับเนินสูงกันก่อนเถอะ"
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"ตกลง"
ลี่เยว่ควบคุมเครื่องบิน บินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองหลัก
ในระหว่างนั้น อวิ๋นอวิ๋นและคนอื่นๆ ต่างเกาะหน้าต่างผลึก จ้องมองทิวทัศน์เบื้องหน้าอย่างไม่กะพริบตา
ไห่เซ่อเฟินกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า
"ที่นี่สว่างจัง สว่างกว่าเมืองศักดิ์สิทธิ์ตั้งเยอะแน่ะ"
"นั่นก็เพราะว่ามีต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไงล่ะ เป็นมันที่ส่องสว่างให้ที่นี่"
ซิไป๋ฉีอธิบาย
"ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์?"
ไห่เฟินนีพึมพำเสียงเบา
"เดี๋ยวพวกเธอก็จะได้เห็นเองแหละ"
ซิไป๋ฉีชี้ไปยังทิศทางที่เครื่องบินกำลังมุ่งหน้าไป
ทุกคนหันกลับไปเกาะขอบหน้าต่างอีกครั้ง ทอดสายตามองไปเบื้องหน้า
มู่เหลียงเห็นดังนั้นก็เลยเก็บเครื่องบินไปเสียดื้อๆ แล้วพาทุกคนบินทะยานขึ้นไปบนฟ้า เพื่อให้สามารถชมทิวทัศน์ได้แบบสามร้อยหกสิบองศาโดยไม่มีมุมอับ
"ฟู่ ฟู่ "
อวิ๋นอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ร้องอุทานว่า
"อากาศที่นี่หอมจัง รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นเลย"
ซินซีตกตะลึงอยู่ในใจ เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งชีวิตอันเข้มข้น หากได้ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นเวลานาน แม้จะเพิ่มอายุขัยไม่ได้มากนัก แต่การช่วยยืดอายุให้อายุยืนยาวขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่แน่นอน
ในใจของเธอแน่วแน่มากยิ่งขึ้น เธอต้องอยู่ที่นี่เพื่อใช้ชีวิตต่อไป
มู่เหลียงชะลอความเร็วลง พาทุกคนบินไปได้สิบกว่านาทีถึงจะเข้าใกล้เมืองหลัก และมองเห็นต้นไม้แห่งชีวิตขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านราวกับแผ่นฟ้า
"นี่คือต้นไม้เหรอ?"
ไห่เฟินนีแหงนหน้ามองเรือนยอดของต้นไม้แห่งชีวิตที่ใหญ่โตมโหฬาร อ้าปากค้างจนแทบจะยัดไข่ไก่เข้าไปได้ทั้งฟอง
"นี่แหละคือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์"
ซิไป๋ฉีให้คำตอบยืนยัน
"กลิ่นอายแห่งชีวิตเข้มข้นมาก"
เท่อซีเต๋อมีสีหน้าเหลือเชื่อ
มู่เหลียงกล่าวเสียงเรียบ
"ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ รับประกันได้เลยว่าจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเล็กๆ น้อยๆ มากล้ำกราย ส่วนโรคร้ายก็จะไม่เกิด"
ขันธ์แห่งชีวิตที่แผ่ซ่านออกมาจากต้นไม้แห่งชีวิตในยามปกติ ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของมันมีอายุยืนยาวขึ้น สภาพร่างกายและจิตใจมีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ อัตราการแก่ชราของร่างกายก็จะช้าลงเช่นกัน
"สถานที่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ"
ซินซีอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
ลำคอของเท่อซีเต๋อขยับ เกิดความคิดอยากจะอาศัยอยู่ที่นี่ไปนานๆ แต่พอคิดถึงตระกูลเย่เยว่ เขาก็จำต้องกดความคิดนี้เอาไว้
เขาลอบถอนหายใจในใจ คนรุ่นหลังนี่ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ แม้แต่ยอดฝีมือระดับเก้าสักคนก็ยังไม่มี
เมื่อทุกคนยิ่งเข้าใกล้เมืองหลัก กลิ่นอายแห่งชีวิตก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
"ผลไม้ที่อยู่บนนั้นกินได้ไหม?"
อวิ๋นอวิ๋นตาไว มองเห็นผลแห่งชีวิตบนเรือนยอดไม้
ซิไป๋ฉีตอบกลับไปโดยสัญชาตญาณ
"แน่นอนสิ นั่นคือผลแห่งชีวิต กินแล้วจะช่วยเพิ่มอายุขัยได้หลายสิบปีเลยนะ"
ผลแห่งชีวิตระดับสิบเอ็ด เมื่อต้นไม้แห่งชีวิตวิวัฒนาการ สรรพคุณทางยาก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลแห่งชีวิตระดับสิบสอง แต่ละผลสามารถเพิ่มอายุขัยได้ถึงห้าสิบปี
หลังจากเด็กสาวแวมไพร์พูดจบถึงนึกขึ้นได้ว่านี่คือความลับ ห้ามพูดออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า เธอจึงมองไปทางมู่เหลียงด้วยความรู้สึกกระวนกระวายใจ
มู่เหลียงยิ้มๆ ไม่ได้กล่าวโทษเด็กสาว
"ช่วยเพิ่มอายุขัยได้หลายสิบปีเลยงั้นเหรอ?"
ซินซีและเท่อซีเต๋อเบิกตากว้าง ลมหายใจเริ่มติดขัด
ทั้งสองมองหน้ากัน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้นมา
มู่เหลียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"หากไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน ก็ไม่มีใครเด็ดผลแห่งชีวิตลงมาได้หรอก"
เมื่อซินซีได้ยินดังนั้นก็สงบสติอารมณ์ลง ทว่าแววตายังคงเร่าร้อนอยู่
เท่อซีเต๋อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง แวมไพร์เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวอยู่แล้ว แม้ผลแห่งชีวิตจะดี แต่สำหรับตอนนี้มันก็ไม่ใช่ของจำเป็นแต่อย่างใด