- หน้าแรก
- ท่านอาจารย์ผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 2 : เข็มขัดยังรัดแน่นหนา!
บทที่ 2 : เข็มขัดยังรัดแน่นหนา!
บทที่ 2 : เข็มขัดยังรัดแน่นหนา!
"เดี๋ยวนะ! นี่ข้ากลายเป็นหลิวชิงเสวียนไปแล้วงั้นเรอะ?"
พอคิดได้ดังนั้น สีหน้าของหวังเช่อก็พังทลายลงในพริบตา
ซวยแล้วไง ทำไมเขาถึงต้องกลายมาเป็นอาจารย์จอมวายร้ายของพระเอกด้วยเนี่ย? เขาออกจะเป็นชายหนุ่มแสนดีผู้ยึดมั่นในค่านิยมความดีงามของสังคมนิยมอย่างขึ้นใจแท้ๆ!
เมื่อเห็นหวังเช่อทำหน้าบิดเบี้ยวและดูสับสนวุ่นวายใจอย่างหนัก ซือเหนียนก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
"ท่านอาจารย์?"
"อ้อๆ ไม่มีอะไรหรอก อาจารย์กำลังออกกำลังกายน่ะ การขยับกล้ามเนื้อใบหน้าช่วยเรื่องการบำเพ็ญเพียร เจ้าก็รู้นี่ว่าการบำเพ็ญเพียรคือการดึงศักยภาพทุกส่วนของร่างกายมาใช้" หวังเช่อรีบพ่นคำโกหกออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงความน่าสงสัย
พูดจบ เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มทำท่าบริหารร่างกายวิทยุกระจายเสียงชุดที่แปด ฮึบ ฮึบ!
ในขณะเดียวกัน ความทรงจำในหัวของเขาก็กำลังปะติดปะต่อกันอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เนื้อเรื่องดำเนินมาถึงจุดไหนแล้วเนี่ย? เขาต้องเรียบเรียงมันให้ดีซะแล้ว
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ระดับขั้นของท่านอาจารย์ลึกล้ำเกินกว่าที่ศิษย์จะเทียบติดจริงๆ เจ้าค่ะ" ซือเหนียนประสานมือน้อยๆ อันบอบบางเข้าด้วยกัน นัยน์ตาเป็นประกายวิบวับราวกับมีดวงดาวนับพันจ้องมองมา
สายตาของนางเต็มไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา... ท่านอาจารย์ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก ท่วงท่าเหล่านี้ก็ดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น ซือเหนียนก็ลุกขึ้นยืน และขยับเข้าไปใกล้หวังเช่ออย่างเงียบเชียบราวกับไม่ได้ตั้งใจ กลิ่นหอมละมุนเย้ายวนโชยมาเตะจมูก ทว่าหวังเช่อกลับถอยหลังกรูดไปสองก้าวตามสัญชาตญาณ
แม่สาวน้อย อย่ารุกหนักนักสิ พี่ชายชักจะกลัวแล้วนะ!
ในเมื่อตอนนี้หวังเช่อรู้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเองแล้ว เขาจะปล่อยให้ซือเหนียนเข้าใกล้ได้อย่างไร? นี่มันนางเอกเชียวนะ! การแย่งผู้หญิงของพระเอกมันรนหาที่ตายชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
เมื่อสัมผัสได้ถึงท่าทีหลบเลี่ยงของหวังเช่อ ซือเหนียนก็ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว นางจึงเปลี่ยนเรื่องคุย
"ท่านอาจารย์เจ้าคะ การประลองใหญ่พรรคมารที่จัดขึ้นทุกสามปีกำลังจะมาถึงแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองก็ยังไม่กลับมา ครั้งนี้เหนียนเอ๋อร์จะเป็นผู้นำทัพเองเจ้าค่ะ! เหนียนเอ๋อร์จะไม่ยอมให้สำนักจันทร์โลหิตต้องรั้งท้ายอีกต่อไป!"
"การประลองใหญ่พรรคมารงั้นรึ?"
เมื่อได้ยินคำนี้ ในที่สุดหวังเช่อก็เข้าใจ การประลองใหญ่พรรคมารดูเหมือนจะเป็นจุดไคลแม็กซ์ย่อยจุดแรกในนิยายเรื่องนี้ ดูเหมือนว่าเนื้อเรื่องจะยังดำเนินไปได้ไม่ไกลนัก
หวังเช่อรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเปลาะหนึ่ง ถ้าอย่างนั้นเขาก็ยังมีโอกาสรอด หากเนื้อเรื่องดำเนินไปถึงช่วงกลางหรือช่วงปลาย เขาคงจบเห่แน่
ทว่าจู่ๆ เขาก็เหมือนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้... เดี๋ยวนะ!
เนื้อเรื่องตอนนี้มันดูทะแม่งๆ นี่มันฉากที่เคยทำให้เขาโมโหจนแทบกระอักเลือดไม่ใช่หรือไง?
นางเอกอย่างซือเหนียนแอบมาดีดพิณกับหลิวชิงเสวียน อาจารย์ของพระเอกในยามวิกาล โดยที่พระเอกไม่รู้เรื่อง แม้ว่าเหตุการณ์หลังจากนั้นจะไม่ได้ถูกบรรยายไว้อย่างชัดเจน แต่คำบรรยายในหนังสือที่ว่า 'ดวงตาของซือเหนียนหยาดเยิ้มไปด้วยเสน่หา ใบหน้าแดงระเรื่อดุจบุปผาบาน' ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนอ่านคิดเตลิดไปไกล
มันสื่อชัดเจนว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ตอนนั้น เขาแทบจะถือมีดบุกไปหานักเขียนให้รู้แล้วรู้รอด
"อะแฮ่ม เรื่องนี้ยังไม่เร่งด่วน ไว้ค่อยคุยกันวันหลังเถอะ เหนียนเอ๋อร์ ดึกป่านนี้แล้ว เจ้าควรรีบกลับไปได้แล้วนะ" หวังเช่อรีบออกปากไล่นางทางอ้อมทันที
ทว่า เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของซือเหนียนก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"ท่านอาจารย์เจ้าคะ นี่มันห้องของข้านะเจ้าคะ ท่านจะให้ข้าไปที่ไหน?"
ซือเหนียนงุนงงกับท่าทีของหวังเช่อ แววตาของชายหนุ่มแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ ออกมาอย่างเก้อเขิน
"ฮ่าๆ อย่างนั้นรึ? เพลงที่เหนียนเอ๋อร์เล่นเมื่อครู่มันไพเราะเกินไปจนทำให้อาจารย์เผลอหลับแล้วก็เลยสับสนไปหน่อยน่ะ แฮะๆ ถ้าอย่างนั้น อาจารย์... ขอตัวก่อนล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซือเหนียนก็คล้ายกับรวบรวมความกล้า อยากจะเอ่ยอะไรบางอย่าง นางขบริมฝีปากบางเบาๆ ใบหน้างดงามแดงระเรื่อ มือเล็กบอบบางคว้าแขนเสื้อของหวังเช่อเอาไว้ นางก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
"คือว่า... ท่านอาจารย์... เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ... ความจริงแล้ว นอกจากการประลองใหญ่พรรคมาร เหนียนเอ๋อร์ยังมีเรื่องอื่นอยากจะพูดอีกเจ้าค่ะ"
"ไว้คราวหน้า คราวหน้าเถอะ รับรองว่าต้องมีคราวหน้าแน่!"
หวังเช่อโบกไม้โบกมือปฏิเสธพัลวัน เขาดึงแขนเสื้อกลับอย่างรวดเร็วแล้วเร่งฝีเท้าจ้ำอ้าวออกไป
ซือเหนียน "..."
หวังเช่อหวาดกลัวจนหัวหด จากที่เคยอ่านต้นฉบับมา เขารู้ดีว่าซือเหนียนมีใจให้หลิวชิงเสวียน และเขาก็รู้ด้วยว่าซือเหนียนต้องการจะพูดอะไรในตอนนี้
ท้ายที่สุดแล้ว หลิวชิงเสวียนก็เป็นคนช่วยชีวิตซือเหนียนไว้ในตอนที่นางยังเป็นเด็กและกำลังจะอดตาย การที่ซือเหนียนจะมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งเช่นนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา ยังไงซะ คนของพรรคมารก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมากมายอยู่แล้ว พวกเขาทำตามใจปรารถนาทั้งนั้น
แต่... ทำไมเขาต้องไปฟังเรื่องพรรค์นั้นด้วยล่ะ? นี่มันเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้หลิวชิงเสวียนถูกสับเป็นชิ้นๆ ถึงหนึ่งร้อยแปดชิ้นในภายหลังเลยนะ!
กล่าวจบ หวังเช่อก็ไม่สนใจความคิดของซือเหนียนอีก เขาพุ่งพรวดไปยังประตู คว้าลูกบิดแล้วผลักออกไปอย่างรวดเร็ว
เอี๊ยด...
ทว่าผิดคาด ทันทีที่บานประตูเปิดออก หวังเช่อก็เห็นเงาดำทะมึนร่างหนึ่งกำลังนั่งยองๆ อยู่ตรงมุมห้องเพื่อแอบฟัง
เงาดำร่างนั้นหันตัวมาครึ่งหนึ่ง แนบหูเข้ากับกำแพง ราวกับกำลังลอบฟังอย่างตั้งใจ ภายใต้แสงจันทร์สลัว พอจะมองเห็นสีหน้าอันบิดเบี้ยวไม่สบอารมณ์ของอีกฝ่ายได้อย่างเลือนราง ถึงขั้นเรียกได้ว่ากำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น เงาดำร่างนั้นกำกระบี่ยาวที่ส่องประกายวาววับไว้แน่น ดูราวกับพร้อมจะสู้ถวายหัว
ทันทีที่ประตูเปิดออก เงาดำก็สะดุ้งเฮือกราวกับลูกแมวขี้ตกใจที่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ก่อนจะรีบยืนตัวตรงแล้วหันไปมองทางหวังเช่อ
ทั้งสองจ้องหน้ากันเขม็งในทันที
ใช่แล้ว เงาดำร่างนี้คือพระเอกของนิยายต้นฉบับ... เย่ฮ่าวเทียน
ดูชื่อนั้นสิ ไม่ต้องพูดถึงคำว่า 'ฮ่าวเทียน' หรอก แค่แซ่ 'เย่' ก็ชัดเจนแล้วว่าหมอนี่ไม่ใช่คนที่จะไปล้อเล่นด้วยได้ง่ายๆ
วินาทีที่เย่ฮ่าวเทียนสบตากับหวังเช่อ ความโหดเหี้ยมในแววตาของเขาก็มลายหายไปอย่างรวดเร็ว เขาเพิ่งมาถึงได้ไม่นานนัก จึงยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์เท่าไร
สายตาของทั้งสองสอดประสานกัน ความเงียบงันโรยตัวลงมา แสงจันทร์สาดส่องอย่างสงบเงียบ มีเพียงสายลมเย็นยามค่ำคืนที่พัดพาใบไม้ให้ดังเสียดสีกันเบาๆ
อันที่จริง หวังเช่อเองก็ตกใจไม่น้อยเช่นกัน จู่ๆ ก็มีเงาดำโผล่มากลางดึก แถมยังถือกระบี่ยาวชี้มาทางเขาอีก ใครบ้างล่ะจะไม่กลัว? โชคดีที่เขาสามารถตั้งสติควบคุมตัวเองไว้ได้ในวินาทีวิกฤต
ทว่าทางฝั่งของเย่ฮ่าวเทียนกลับตื่นตระหนกลนลาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สายตาที่ 'แฝงความหมายลึกซึ้ง' ของหวังเช่อ มันชวนให้เขานึกถึงความทุกข์ทรมานที่เคยเผชิญมาก่อนหน้านี้ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวอย่างห้ามไม่อยู่ และอดไม่ได้ที่จะรีบแก้ตัวออกไป
"ทะ... ท่านอาจารย์ คือ... ศิษย์... ข้า... ข้ามา... ความจริงแล้ว ข้า... มาฝึกเพลงกระบี่ขอรับ ข้าจะร่ายรำให้ท่านดูเดี๋ยวนี้..."
พูดจบ เขาก็แกว่งกระบี่ยาวในมือไปมาสองสามทีอยู่ตรงนั้น ท่านอาจารย์ ดูสิว่าเพลงกระบี่ของศิษย์งดงามหรือไม่
แต่โชคร้ายนักที่ตอนนี้ แขนขาของเย่ฮ่าวเทียนนั้นดูไร้เรี่ยวแรงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเขาก็ล่อกแล่กไปมา บ่งบอกถึงความรู้สึกผิดในใจอย่างโจ่งแจ้ง แน่นอนว่าท่วงท่าเพลงกระบี่ของเขาจึงมั่วซั่วและสะเปะสะปะไปหมด
เจ้าร่ายรำได้ดีมาก คราวหน้าไม่ต้องรำอีกนะ
หวังเช่อแอบค่อนขอดอยู่ในใจ ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วแค่นเสียงเย็นชาออกมา เขามีสีหน้าไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ในเวลานี้ ความทรงจำของเขายังคงสับสนอยู่บ้าง แต่เขาก็พยายามอย่างเต็มที่ที่จะเลียนแบบคำพูดและท่าทางตามปกติของหลิวชิงเสวียน
เขายังรู้สึกไม่คุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของคนตรงหน้าเลยด้วยซ้ำ ทว่าหวังเช่อก็ยืนยันได้ในทันทีว่าหมอนี่แหละคือพระเอกของเรื่อง ยังต้องถามอีกเรอะ? ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติ อายุราวๆ สิบหกสิบเจ็ดปี นี่มันไม่ใช่มาตรฐานของพระเอกยุคนี้หรือไง?
ยิ่งไปกว่านั้น เขาเพิ่งจะอ่านฉากนี้ผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือมาหมาดๆ ซือเหนียนกับหลิวชิงเสวียนอยู่ข้างใน ส่วนเย่ฮ่าวเทียนอยู่ข้างนอก
ตอนนั้น เขาเองก็รู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดหัวใจ เฉกเช่นเดียวกับความรู้สึกของเย่ฮ่าวเทียน ใครจะไปคิดล่ะว่าในนิยายห่วยๆ เรื่องนี้จะมีพล็อตสวมเขาอยู่ด้วย?
เพลงดังของอาตู้ในอดีตถึงกับผุดขึ้นมาในหัว... 'ข้าควรจะอยู่ใต้ท้องรถ ไม่ใช่อยู่ในรถ ทนดูพวกเจ้าหวานชื่นกัน...'
ตอนที่อ่านนิยาย เขาอินไปกับความรู้สึกของพระเอกอย่างเย่ฮ่าวเทียน และมันทำให้เขาอึดอัดใจมาก แต่พอตอนนี้เขากลายมาเป็นหลิวชิงเสวียนเสียเอง... อืม รู้สึกดีเหมือนกันแฮะ
ท้ายที่สุดมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่ได้ทำอะไรล่วงเกินนางเลยสักนิด
นี่สิถึงจะเรียกว่าชายหนุ่มเต็มตัว หยัดยืนได้อย่างมั่นคง และหนักแน่นแน่วแน่ได้ในยามวิกฤต!
เข็มขัดยังรัดแน่นหนา ไร้มลทิน!