- หน้าแรก
- หยุนรั่วเย่
- บทที่ 1 “ข้ารังเกียจเจ้า หยุนรั่วเย่!”
บทที่ 1 “ข้ารังเกียจเจ้า หยุนรั่วเย่!”
บทที่ 1 “ข้ารังเกียจเจ้า หยุนรั่วเย่!”
…ณ แคว้นฉู่ ในจวนอ๋องหลี
“นังสารเลว! เจ้ารู้ดีว่าพรุ่งนี้ข้าจะเข้าพิธีแต่งงานกับเยว่อา เจ้ากลับกล้าดีวางยาข้าเช่นนี้รึ?”
เสียงคำรามกราดเกรี้ยวดังลั่น ชายผู้สวมอาภรณ์หรูหราเต็มไปด้วยโทสะและความเกลียดชัง เขาจ้องมองหญิงสาวบนเตียงด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะก้าวไปหานางอย่างเกรี้ยวกราด ฉุดกระชากเสื้อผ้าของนางจนขาดวิ่นแล้วทาบทับลงไป
หยดน้ำตาใสไหลรินลงมาอย่างเงียบงันจากดวงตาของหญิงสาว นามของนางคือ หยุนรั่วเย่ แม้นาจะแต่งงานกับเขามานานถึงครึ่งปี หัวใจของเขากลับมีเพียงภาพของหนานกงเยว่อา เขาไม่เคยแตะต้องนางเลยสักครั้ง เหตุเพราะใบหน้าของนางที่อัปลักษณ์ และเงาของพ่อแม่ผู้เป็นศัตรูของเขา
“อ๊ะ!” ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นเข้าจู่โจมจนรั่วเย่เหงื่อชุ่มไปทั้งตัว นางกัดริมฝีปากเพื่อระงับความทรมาน สายตาเต็มไปด้วยความช้ำใจจ้องมองใบหน้าที่เย็นชาของชายเหนือร่าง นางรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบั่นทอนจนแหลกสลาย
…เมื่อเทียบกับความเกลียดชังที่เขามีต่อนาง ความเจ็บปวดทางกายเพียงเท่านี้ดูเหมือนจะไร้ความหมาย
ฉู่เสวียนเฉิน ชายผู้เป็นอ๋องหลีจ้องมองรั่วเย่ด้วยสายตาเย็นชา “เจ้ามันเล่ห์เหลี่ยมต่ำช้า เพื่อให้ได้ครอบครองข้า เจ้ายอมแม้แต่วางยาข้า เช่นนั้นข้าจะสนองเจ้าให้สมใจ แต่จงรู้ไว้เถิด ข้าไม่อาจทนมองใบหน้าอันน่าสะอิดสะเอียนของเจ้าได้!”
สิ้นคำ เขากระชากผ้าม่านบนเตียงลงมาปิดคลุมใบหน้าของนางไว้
คำพูดเหล่านั้นกรีดแทงหัวใจของหยุนรั่วเย่อย่างเจ็บแปลบ นางยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าตนเองด้วยความช้ำใจ ใบหน้าข้างขวาของนางมีรอยแผลเป็นใหญ่เท่าฝ่ามือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้นางสูญเสียความมั่นใจและถูกผู้คนเรียกขานว่า “หญิงอัปลักษณ์”
แต่นางก็มีหัวใจที่โหยหาในรักแท้เช่นคนอื่น
เพราะบิดาของนางรู้ดีว่านางชื่นชมฉู่เสวียนเฉินตั้งแต่วัยเยาว์ จึงบีบบังคับฮ่องเต้ด้วยอำนาจและสายสัมพันธ์เพื่อให้พระองค์ทรงพระราชทานนางแต่งงานกับเขา
แต่ฉู่เสวียนเฉินไม่เคยรักนาง
ขณะนั้น การกระทำของชายหนุ่มเหนือร่างกลับยิ่งรุนแรงขึ้น ความโกรธเกรี้ยวและความเคียดแค้นในดวงตาของเขาทิ่มแทงจิตใจนางเหมือนคมมีด “หยุนรั่วเย่ เจ้ามันหญิงใจร้าย เจ้าใช้เล่ห์กลบังคับให้ข้าแต่งงานกับเจ้า เจ้ายังกล้าใช้แผนชั่วเพื่อทำลายพิธีแต่งงานของข้ากับเยว่อาอีกหรือ? หากไม่ใช่เพราะยา เจ้าคิดหรือว่าด้วยใบหน้าของเจ้า ข้าจะยอมแตะต้อง? ข้าขอเลือกนางโลมข้างนอกเสียยังจะดีกว่า!”
หยุนรั่วเย่มองไปยังฉู่เสวียนเฉิน ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา ทว่ากลับฝืนกลั้นความเจ็บปวดราวกับถูกพายุร้ายโหมกระหน่ำไว้ในใจ นางแค่นเสียงหัวเราะอย่างขื่นขม “ในสายตาของท่าน ข้าเทียบไม่ได้แม้กระทั่งนางคณิกาข้างถนนเลยหรือ?”
“ไม่เลย ในสายตาของข้า เจ้าต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก!”
…
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ฉู่เสวียนเฉินที่ได้บำเรอกามจากนางจนพึงพอใจ ก็ลุกขึ้นราวกับพายุที่สงบลงอย่างฉับพลัน
เขาสวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหญิงสาวที่นอนร่างสะบักสะบอมเต็มไปด้วยร่องรอยช้ำเขียวอยู่บนเตียง
พิษที่เขาได้รับได้ถูกขจัดออกไปแล้ว และหญิงผู้นี้ สำหรับเขา ไม่มีค่าอันใดอีก
ก่อนจะจากไป เขากลับมองร่างบนเตียงด้วยสายตารังเกียจและกล่าวอย่างเย็นชา พร้อมออกคำสั่งให้สาวใช้ “เตรียมน้ำ ข้าจะอาบน้ำ ข้าไม่ต้องการให้สิ่งสกปรกเหล่านี้ติดตัว!”
คำพูดเหล่านั้นเฉียบคมดุจมีด กรีดลึกลงในหัวใจของหยุ่นรั่วเย่ ทำให้นางสะท้านขึ้นทั้งร่าง
หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวังของหยุนรั่วเย่ เย็นชืดลงในทันใด
นางเพิ่งเข้าใจในเวลานี้เองว่าเขาเกลียดชังนางถึงเพียงไหน
แม้เขาจะเย็นชาเมินเฉยต่อนางในอดีต แต่นางยังคงหวังว่าสักวันหนึ่ง ความจริงใจของนางจะทำให้เขามองเห็นค่า
แต่ใครจะคาดคิดว่า ในสายตาของเขา นางกลับเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าอย่างสิ้นเชิง
…เมื่อมองเห็นเลือดที่เปรอะเปื้อนบนเตียงและร่างกายที่พังพินาศของตนเอง นางเจ็บปวดจนไม่อาจหาที่พึ่งอีกต่อไป
นางห่มเสื้อคลุมบางเบาด้วยมือที่สั่นเทา ย่ำเท้าเปล่าออกไปท่ามกลางลมหนาวของค่ำคืนฤดูหนาว
…ใกล้กับตำหนักเฟยเยว่ มีทะเลสาบสายหนึ่ง
ในยามราตรี ลมหนาวพัดโหม น้ำในทะเลสาบเย็นเยียบจนบาดลึกถึงกระดูก
“ตูม!” เสียงดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ
ไม่นาน ก็มีเสียงร้องตะโกนดังขึ้น “เรื่องใหญ่แล้ว! พระชายากระโดดน้ำ!”