- หน้าแรก
- ยอดซินแสไขปริศนากับคดีลี้ลับระดับวีไอพี
- บทที่ 13 - คนกับผีต่างเส้นทาง
บทที่ 13 - คนกับผีต่างเส้นทาง
บทที่ 13 - คนกับผีต่างเส้นทาง
บทที่ 13 - คนกับผีต่างเส้นทาง
เดิมทีเหล่าเจ้ากะจะขอโทษหลัวเจียคังอยู่แล้ว แต่พอได้ยินแบบนี้ คงจะรู้ว่าผมกับหลัวเจียคังเป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่กินเส้นกัน ก็เลยยิ้มรับเงินไป
ลูกเศรษฐีที่เคยมีเรื่องชกต่อยกับผมตอนนั้นก็คือหลัวเจียคังนี่แหละ ผ่านมาหลายปี เขาก็ยังจำเรื่องที่โดนผมชกฟันหักไปหลายซี่ได้ดี คนใจแคบอย่างเขาจะมาพูดเข้าข้างผมตอนนั้นได้ยังไง?
หลัวเจียคังยิ้มเยาะผมแล้วพูดว่า "ไม่มีเงินก็อย่าทำเป็นอวดรวย ของก่อมะเร็งริมถนนพวกนั้นน่ะเหมาะกับนายที่สุดแล้ว"
พูดจบ เขาก็หันไปมองเซี่ยงซื่อหลินแล้วพูดต่อ "นายคงจะเพิ่งรู้จักหมอนี่สินะ รีบๆ เลิกคบซะเถอะ ครอบครัวมันโดนมันฆ่าตายหมดแล้ว ระวังนายจะซวยไปด้วยล่ะ"
ผมทนได้ แต่เซี่ยงซื่อหลินทนไม่ได้ เขาจะพุ่งเข้าไปอัดหมอนั่น แต่ผมห้ามไว้
"คนซวยๆ แบบนี้เธอยังจะไปคุยกับมันอีก ไปเถอะ" แฟนของหลัวเจียคังมองพวกเราด้วยสายตารังเกียจ
ผีเน่ากับโลงผุจริงๆ
แฟนของหลัวเจียคังสวยก็จริง แต่โหงว้งบ่งบอกว่าเป็นคนใจจืดใจดำ วังที่ดินอุดมสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่คนที่จะเก็บรักษาทรัพย์สมบัติไว้ได้ ความใจแคบจะทำให้เธอเสียทรัพย์
ดูจากวังทรัพย์สินของทั้งสองคนที่ซีดจางและดูอ่อนแอ ภายในสองวันนี้พวกเขามีเกณฑ์เสียทรัพย์แน่นอน ยิ่งสีของวังทรัพย์สินหมองคล้ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเสียทรัพย์มากเท่านั้น
เซี่ยงซื่อหลินมองสองคนนั้นเดินเชิดหน้าเข้าไปด้วยความสงสัย แล้วหันมาถามผมว่า "พูดซะขนาดนั้น เป็นฉันป่านนี้ซัดมันหมอบไปแล้ว"
ทุกคนล้วนมีขีดจำกัด เมื่อวานผมก็ดูออกแล้วว่าเขาเป็นคนให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก จะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกครอบครัวเด็ดขาด
ผมเองก็เหมือนกันนั่นแหละ
แต่ผมเจอหลัวเจียคังมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ถ้าต้องลงไม้ลงมือทุกครั้ง ผมคงเข้าคุกไปนานแล้ว
"หมาเห่าไม่กัด คนชั่วก็ต้องเจอคนชั่วกว่าจัดการ สำหรับคนแบบนี้ ผมเลิกสนใจจะตอบโต้ไปตั้งนานแล้ว ต่อให้จู่ๆ เขาจะเจอเรื่องซวยๆ ผมก็ไม่รู้สึกยินดียินร้ายอะไรหรอก"
ในใจผมไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย พอผมพูดจบ เซี่ยงซื่อหลินก็ถอนหายใจออกมาอย่างชื่นชม
จากนั้นเขาก็โทรหาเก้าหม่า บอกว่าพวกเราไม่ต้องกลับหรอก เดี๋ยวมีคนมารับเข้าไปเอง
วางสายไปไม่ถึงครึ่งนาที ชายวัยกลางคนในชุดสูทก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมาแทบจะล้มคะมำตรงบันได
"ผู้จัดการ ระวัง..."
"หลบไป!"
เหล่าเจ้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อกี้เห็นเข้าก็รีบเข้าไปพยุง แต่กลับโดนผลักกระเด็นจนเกือบล้ม
คนที่ รปภ. ของหยุนเหอฟู่เรียกว่าผู้จัดการ คือคนเดียวกันกับคนที่พอเห็นพวกเราปุ๊บก็รีบฉีกยิ้มเดินเข้ามาหาทันที
เขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วพูดอย่างนอบน้อมว่า "เก้าหม่ารอมาสักพักแล้วครับ เชิญทั้งสองท่านตามผมขึ้นไปเลยครับ"
สมกับเป็นผู้จัดการภัตตาคารใหญ่จริงๆ ขนาดวิ่งมาจนหอบ ก็ยังอุตส่าห์กลั้นไว้ ไม่ยอมเสียมารยาทกับพวกเรา
เหล่าเจ้าที่เพิ่งจะขวางพวกเราไว้เมื่อกี้ถึงกับยืนอึ้ง พอนึกขึ้นได้ว่าเกือบล้ม ขาทั้งสองข้างก็อ่อนยวบทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที
ยิ่งเป็นสถานที่ใหญ่โต คนที่นี่ก็ยิ่งรู้ดีว่าผลของการไปล่วงเกินแขกวีไอพีจะเป็นยังไง สายตาที่เหล่าเจ้ามองมาที่เราเปลี่ยนจากความหยิ่งผยองเป็นความเวทนา เขากลัวแล้ว
แต่เขาหารู้ไม่ว่าพวกเราจะไม่ไปด่าทออะไรเขาหรอก เพราะคนแบบนี้พวกเราไม่เห็นอยู่ในสายตาอยู่แล้ว!
ผู้จัดการแซ่หวัง แซ่เดียวกับผม ระหว่างทางเขาขอโทษขอโพยเราตลอดทาง พอเราบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็พาเราขึ้นไปชั้นบน
ผู้จัดการหวังเป็นคนดี ดูจากโหงว้งก็รู้ว่าเป็นคนมีความสามารถ แต่เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง ทว่าเขามีดวงอุปถัมภ์ มีความสามารถ แต่ด้อยเรื่องการเข้าสังคม ในสายตาของคนที่มองเห็นคุณค่า เขาคือเพชรเม็ดงามเลยล่ะ
หยุนเหอฟู่ตกแต่งหรูหราอลังการสไตล์ตะวันตก แสงไฟสว่างไสว ผู้คนพลุกพล่านแต่กลับไม่รู้สึกหนวกหู พนักงานทุกคนจะโค้งคำนับพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นลูกค้า ให้ความรู้สึกถึงความหรูหรามีระดับ
ที่นี่ไม่มีห้องส่วนตัว พอขึ้นไปชั้นสอง มองไปรอบๆ มีโต๊ะว่างไม่ถึงห้าโต๊ะ เก้าหม่านั่งอยู่ที่โต๊ะประธานฝั่งตะวันออก ผู้จัดการหวังบอกว่านั่นคือโต๊ะประจำของเก้าหม่า
ผมแอบถามผู้จัดการหวังว่าเก้าหม่ามีตำแหน่งอะไรในหยุนเหอฟู่ แต่เขาก็ไม่ได้ตอบ
พอไปถึงก็เห็นเก้าหม่านั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะ ซึ่งก็ดูไม่ต่างจากโต๊ะอื่นๆ ที่ผมเห็นเลย สิ่งที่ต่างออกไปคือตำแหน่งที่ตั้งต่างหาก
ผมทักทาย "เก้าหม่า"
เขาพยักหน้ารับ แล้วมองไปที่เซี่ยงซื่อหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ ผม ผมเลยแนะนำตัวให้ "นี่เพื่อนผมครับ เซี่ยงซื่อหลิน เซี่ยงที่แปลว่าคอ ซื่อที่แปลว่าโลก หลินที่แปลว่าป่า มาจากอำเภอซุ่ยเล่อครับ"
เก้าหม่าเชิญพวกเรานั่ง แล้วชมว่า "การได้มาเป็นเพื่อนกับนักทำนายหวังคนเล็ก ชื่อ รูปร่างหน้าตา บุคลิก ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ!"
"เก้าหม่าชมเกินไปแล้วครับ" เซี่ยงซื่อหลินประสานมือตอบรับ
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธี เก้าหม่าก็บอกจุดประสงค์ที่เชิญพวกเรามา ว่าผู้เฒ่าซ่งอยากเจอผม
ใช่แล้ว ผู้เฒ่าซ่ง ผู้กุมบังเหียนเครือบริษัทฮว๋า อยากเจอผม!
เขารู้ว่าผมสงสัย จึงถอนหายใจแล้วพูดว่า "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะบอกผู้เฒ่าซ่งเรื่องของนายหรอกนะ แต่ไม่รู้ว่าท่านไปรู้มาจากไหนว่านายทำนายดวงได้ ก็เลยฝากฉันมาเชิญนายไปพบท่านพรุ่งนี้"
ผมขมวดคิ้ว "ท่านรู้เรื่องที่ผมทำนายวาระสุดท้ายของท่านไหมครับ?"
ถ้าใครรู้ว่าตัวเองกำลังจะตายในอีกไม่กี่วัน คงไม่มีใครดีใจหรอก ด้วยอำนาจของผู้เฒ่าซ่ง การจะจัดการคนธรรมดาๆ อย่างผมมันง่ายนิดเดียว
เก้าหม่าส่ายหน้า "ฉันไม่ได้พูดเรื่องนี้ ท่านคงไม่รู้หรอก นายได้เอาเรื่องนี้ไปบอกใครคนที่สองหรือเปล่า?"
คนที่สองก็คือเย่จิ้ง
ผมส่ายหน้า ผมเชื่อว่าเย่จิ้งจะไม่ทำร้ายผม และก็เพื่อกันไม่ให้เก้าหม่ามองเย่จิ้งในแง่ร้ายด้วย
พูดจบ เก้าหม่าก็ถามด้วยความอยากรู้ "เรื่องของตงหมิงฉันฟังที่เขาเล่าแล้ว ไม่รู้ว่าจะขอให้เพื่อนเซี่ยงช่วยอะไรหน่อยได้ไหม?"
เรื่องของเสิ่นตงหมิงจะปิดคนอื่นก็ปิดได้ แต่จะปิดเก้าหม่าคงยาก ผมก็กะไว้แล้วว่าเก้าหม่าต้องรู้เรื่องนี้
แต่ดูจากท่าทางแล้ว ผมดูไม่ออกเลยว่าเก้าหม่าเชื่อเรื่องผีสางหรือเปล่า
เซี่ยงซื่อหลินตอบกลับไปว่า "คนกับผีต่างเส้นทางกัน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งครับ"
หมอนี่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่อยากช่วย
เรื่องผีไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย จุดประสงค์ของเก้าหม่าก็ไม่ชัดเจน ถึงจะรู้จักกันก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งสุ่มสี่สุ่มห้า
เก้าหม่าไม่ใช่คนธรรมดา เขาน่าจะเข้าใจความหมายของเซี่ยงซื่อหลินดี จึงยิ้มแห้งๆ แล้วพูดว่า "ได้ยินมาว่าทางเต๋ามีวิชาถามไถ่วิญญาณ ก็เลยอยากจะให้เพื่อนช่วยถามอะไรหน่อยน่ะ ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร"
วิชาถามไถ่วิญญาณ เป็นวิชาอัญเชิญวิญญาณที่เล่าลือกันในหมู่ชาวบ้าน ผมก็เคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่เคยเห็นของจริง
เราไม่ได้คุยเรื่องถามไถ่วิญญาณกันต่อ ผมรับปากว่าจะไปพบผู้เฒ่าซ่ง
"คุณลุงเก้า!"
ระหว่างที่เรากำลังกินและคุยกันอยู่ ก็มีเสียงคุ้นหูดังขึ้นมาจากข้างหลังผม
พอได้ยินเสียงนี้ เซี่ยงซื่อหลินก็มองผมด้วยสายตามีความหมายลึกซึ้ง
ผมไม่ได้หันกลับไปมอง แต่ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนสามคนเดินเข้ามาใกล้ และเสียงนั้นก็คือเสียงของหลัวเจียคังนั่นเอง!
ต้นไม้ล้มแต่ลมยังพัด ผมส่ายหน้าแล้วตักข้าวผัดทะเลในจานกินต่อ
หลัวเจียคังรู้จักเก้าหม่า สรรพนาม 'คุณลุงเก้า' นี้ก็พอจะเดาได้ว่าสองครอบครัวนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
แต่ฟังจากน้ำเสียงของหลัวเจียคัง ก็รู้ได้เลยว่าเขาเคารพเก้าหม่ามาก
เก้าหม่ามองคนที่มาใหม่แล้วพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม
ผมไม่ได้หันไปมองหลัวเจียคัง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่เห็นผม
"อ้าว คุณลุงเก้าก็รู้จักพี่นักเรียนเก่งของพวกเราด้วยเหรอเนี่ย?"
หลัวเจียคังเดินมานั่งลงตรงทางเดินข้างๆ ผม แล้วตบไหล่ผมดังป้าบ
ตบไม่แรงหรอก แต่ตบแล้วไม่ยอมเอามือออก ดันบีบไหล่ผมซะแน่นเลย
ผมวางช้อนลง ขมวดคิ้ว แล้วปัดมือเขาออก เสียงดัง "เพียะ" ชัดเจนมาก
หลัวเจียคังชักมือกลับ หน้าบูดบึ้ง แต่ก็รีบปรับสีหน้าแสร้งทำเป็นโง่พูดว่า "หวังจือชู ฉันหลัวเจียคังไง จำไม่ได้เหรอ? ตอนม.ปลายเราสนิทกันจะตาย!"
จำไม่ได้?
เป็นไปได้ไง เมื่อกี้เพิ่งจะดูถูกกันอยู่หน้าประตูหยกๆ
ผมยิ้มเยาะ "นายรู้จักฉัน ไม่ได้แปลว่าฉันต้องรู้จักนายนี่"
คุณให้เกียรติฉันหนึ่งศอก ฉันให้เกียรติคุณหนึ่งวา คุณตั้งใจจะหาเรื่องฉัน ฉันก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจคุณ
หลัวเจียคังพาแฟนมาด้วย ข้างหลังมีชายวัยกลางคนตัดผมเกรียน หน้าตาคมเข้ม สูงประมาณร้อยแปดสิบเซนติเมตร ไหล่กว้างและสูงกว่าคนปกติ ยืนนิ่งไม่ไหวติง ดูแล้วน่าจะเป็นพวกมีวิชาติดตัว
พอผมพูดแบบนั้น สีหน้าหลัวเจียคังก็แย่ลงทันที แววตาอำมหิตฉายวาบขึ้นมา ถ้าไม่ใช่เพราะเก้าหม่าอยู่ตรงนี้ เขาคงลงไม้ลงมือกับผมไปแล้ว
เขาเก็บซ่อนความอำมหิตไว้ในดวงตา แล้วหัวเราะแก้เก้อ "คุณลุงเก้า เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันน่ะ สงสัยไม่ได้เจอกันนานเลยจำผมไม่ได้ ฮ่าๆ"
เก้าหม่าเป็นใครกัน?
ผู้กว้างขวางในวงการของเก่าเมืองอี้ฉีเชียวนะ ท่าทีผิดปกติของหลัวเจียคังจะรอดพ้นสายตาเขาไปได้ยังไง
ตอนนั้นเอง แฟนของหลัวเจียคังก็พูดจาแดกดันขึ้นมาว่า "รู้จักกันแท้ๆ แต่ทำเป็นไม่รู้จัก คุณลุงเก้าคะ ระวังอย่าให้โดนใครบางคนหลอกเอานะคะ สมัยนี้พวกสิบแปดมงกุฎมันเยอะ"
ผู้หญิงคนนี้คงคิดว่าคำพูดตัวเองตลกมาก พูดจบก็หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
ผมกับเซี่ยงซื่อหลินไม่พูดอะไร กำลังกินข้าวอยู่ดีๆ ดันมาเจอเรื่องชวนอ้วกซะได้
"พูดจบหรือยัง?"
ตอนนั้นเอง เก้าหม่าก็พูดขึ้นมาเรียบๆ ดวงตาเรียบเฉยจ้องมองหลัวเจียคังและพวกทั้งสามคน
หลัวเจียคังยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง รีบยิ้มประจบ "คุณลุงเก้า นี่มัน...ครอบครัวเราก็ทำธุรกิจร่วมกันมาตลอด ถ้าผมทำอะไรล่วงเกินไป หลานคนนี้ก็ขอโทษด้วยนะครับ"
พูดจบ เขาก็ขยิบตาให้แฟนสาว แต่เธอกลับทำหน้าไม่พอใจ "อะไรเล่า! เธอคิดว่าฉันพูดผิดหรือไง? ฉันพูดเรื่องจริงนะ ถ้าคุณลุงเก้าจะใจแคบขนาดนั้น ก็ถือซะว่าฉันหวังดีแต่ได้ร้ายก็แล้วกัน แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าต่อไปธุรกิจใครจะขาดทุน"
คำพูดชุดนี้ไม่เพียงแต่กดดันเก้าหม่าทางศีลธรรม แต่ยังเอาเรื่องธุรกิจมาบีบเก้าหม่าอีกด้วย
เก้าหม่าพยักหน้าอย่างครุ่นคิด "ก็ได้ ในเมื่อคุณหนูหยางพูดมาแบบนี้ ฉัน หม่าจิ่วจื่อ ก็จะเป็นคนใจแคบให้ดู ตั้งแต่วันนี้ไป ธุรกิจระหว่างฉันกับห้างสรรพสินค้าเหาเหลียงถือเป็นอันสิ้นสุด ธุรกิจกับตระกูลหลัวก็จบลงแค่นี้เหมือนกัน วันหลังถ้าเจอกัน ไม่ต้องเรียกฉันว่าลุงเก้าแล้วนะ ถ้าจะให้เกียรติกันบ้างก็เรียกฉันว่าคุณหม่าก็พอ"
(จบแล้ว)