- หน้าแรก
- ภรรยาข้าคือจอมมารหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก
- บทที่ 251 เจตจำนงแห่งการจากลา
บทที่ 251 เจตจำนงแห่งการจากลา
บทที่ 251 เจตจำนงแห่งการจากลา
หิมะโปรยปรายร่วงหล่นลงบนศีรษะ หว่างคิ้วถูกย้อมด้วยน้ำค้างแข็ง หยาดเลือดเม็ดเล็กๆ กระเซ็นเปื้อนใบหน้าของถังอวี่
เขาถือกระบี่เดินออกจากห้องโถงใหญ่ มองดูโหย่วเจี่ยวและองครักษ์ที่แห่กันเข้ามาด้วยสายตาเย็นชา
ฟ่านซิงโหมวเอ่ยเสียงเรียบ "ศิษย์ตัวน้อยไม่ต้องกลัว ครั้งนี้อาจารย์ไม่เก็บเงินเจ้า พวกปลาซิวปลาสร้อยเหล่านี้ข้าจะจัดการให้เอง"
นางมั่นใจในวรยุทธ์ของตนเองเป็นอย่างมาก อย่างน้อยการรับมือกับโหย่วเจี่ยวเหล่านี้ก็ไม่มีปัญหา
ส่วนเจ้าพนักงานฝ่ายกฎหมายที่เป็นผู้นำกวาดตามองรอบด้าน กลับกัดฟันโยนกระบี่ทิ้ง แล้วคุกเข่าลงไปโดยพลัน
เขาร้องตะโกนเสียงดัง "ท่านผู้ช่วยถัง พวกเราไม่กล้าลงมือกับท่าน ทว่าผู้บังคับบัญชาตายแล้ว พวกเราก็หมดหนทางไปเช่นกัน ขอท่านผู้ช่วยถังโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!"
ผู้คนรอบด้านมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วต่างก็พากันคุกเข่าลง ตะโกนลั่นขึ้นมา
"ขอท่านผู้ช่วยถังโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!"
"ติดตามท่านผู้ช่วยถังมาหนึ่งปี ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์มากกว่าปีก่อนๆ เสียอีก"
"ท่านผู้ช่วยถัง พวกพี่น้องยังอยากจะทำตามท่านต่อไป!"
"มีเพียงท่านที่เห็นพวกเราเป็นพี่น้อง ไม่ได้ใช้งานพวกเราเยี่ยงหมูหมา"
"ท่านผู้ช่วยถัง มีเพียงตอนที่ท่านอยู่ พวกเราถึงจะได้รับเบี้ยหวัดเต็มเม็ดเต็มหน่วย"
"พวกเราไม่อยากเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด พวกเราอยากได้รับความเคารพจากราษฎรเหมือนเมื่อก่อน"
ถังอวี่ปรายตามองพวกเขาทีหนึ่ง เอ่ยเสียงเย็นชา "ข้าเพิ่งจากไปไม่กี่เดือน วินัยของพวกเจ้าก็หละหลวมถึงเพียงนี้แล้วหรือ? แม้แต่จะยืนก็ยังยืนไม่อยู่แล้ว?"
"ฟังให้ดี! ทั้งหมด! ยืนตรงเดี๋ยวนี้!"
โหย่วเจี่ยวนับร้อยนายรีบลุกขึ้นยืน จัดขบวนแถวอย่างเป็นระเบียบในทันที แต่ละคนล้วนมีสายตาเคร่งขรึม กลิ่นอายเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ฟ่านซิงโหมวยืนอึ้งอยู่ข้างกายถังอวี่ รู้สึกเพียงใบหน้าร้อนผ่าว ทั้งตกใจและโกรธเคือง
ที่ตกใจคือแม้ถังอวี่จะจากไปหลายเดือน เมื่อกลับมาที่อำเภอซู ทหารเหล่านี้กลับยังจำเขาได้ และยินดีที่จะเชื่อฟังเขา
ที่โกรธคือ... ตนเองดูราวกับตัวตลก ที่จงใจหาบทบาทให้ตัวเอง...
นางถลึงตามองถังอวี่อย่างดุร้าย ถอยไปอยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ ในใจสาบานว่าหากหาโอกาสได้ในวันหน้า จะต้องจัดการศิษย์ตัวแสบผู้นี้ให้หลาบจำ
ถังอวี่มองไปยังทุกคนที่อยู่ในลาน เอ่ยอย่างเนิบช้า "หิมะยังไม่หยุดตก ทุกหนแห่งล้วนมีศพที่แข็งตาย พวกเจ้าทั้งหมดจงออกไป เก็บศพเหล่านั้นกลับมา"
"อำเภอซูไม่อนุญาตให้มีผู้ใดกลายเป็นศพไร้ญาติกลางป่าเขา หากไม่มีครอบครัวมาแสดงตัวรับศพ ที่ว่าการอำเภอก็จะช่วยฝังให้"
"ขอรับ!"
ทุกคนส่งเสียงตะโกนลั่น แล้วทยอยเดินออกไปด้านนอก
อากาศหนาวเหน็บถึงเพียงนี้ ทว่าภารกิจนอกสถานที่เช่นนี้ กลับไม่มีใครปริปากบ่นเลยแม้แต่คนเดียว
ฟ่านซิงโหมวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เหตุใดพวกเขาถึงเชื่อฟังเช่นนี้?"
ถังอวี่ตอบ "เพราะพวกเขาเคยได้รับการเคารพ ในช่วงเวลาหนึ่ง พวกเขาเคยค้นพบศักดิ์ศรี เคยค้นพบรสชาติของการเป็นคน"
ฟ่านซิงโหมวไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่นางก็จดจำประโยคนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ ก่อนจะถามขึ้นมาตามน้ำ "แล้วพวกเราจะไปไหนกันต่อเล่า?"
ถังอวี่กล่าว "ไปที่จวนที่ว่าการอำเภอ รอให้เซี่ยชิวถงมาหาข้า"
เอ่ยจบ เขาก็เดินไปข้างหน้า
จวนที่ว่าการอยู่ด้านหลังที่ว่าการอำเภอ เมื่อมองดูเส้นทางสายเล็กๆ ที่คุ้นเคย มองดูวัชพืชทั้งสองข้างทาง ภายในใจของถังอวี่ก็เกิดความรู้สึกมากมายเหลือคณานับ
เขาอาศัยอยู่ที่นี่มาหนึ่งปี ได้ผ่านการลอกคราบทางความคิดมาหลายครั้ง ค่อยๆ เปลี่ยนจากนักศึกษาผู้ใสซื่อที่เพิ่งทะลุมิติมา กลายเป็นผู้ที่มีเจตจำนงแน่วแน่
ทว่าบัดนี้...
แม้นทางเดินทั้งสามสายรกร้าง ต้นสนและดอกเบญจมาศยังคงอยู่
เขาเดินเข้าไปในเรือน ด้านในสะอาดสะอ้าน วัชพืชตามรอยแตกของพื้นดินตายไปหมดแล้ว แต่บ่อน้ำนั้นยังคงอยู่ตรงนั้น ปากบ่อถูกปิดเอาไว้ คาดว่าปกติคงมีคนมาทำความสะอาด
ฟ่านซิงโหมวขมวดคิ้วถาม "สถานที่ซอมซ่อถึงเพียงนี้ เจ้าอยู่มาได้ถึงหนึ่งปีเชียวหรือ? อย่างไรเสียตอนนั้นเจ้าก็เป็นถึงผู้กุมอำนาจของที่นี่ เหตุใดถึงไม่ไปพักที่เรือนหลังใหญ่ด้านข้างนั่นเล่า?"
ถังอวี่ตอบ "แม้นเรือนนี้จะซอมซ่อ มีเพียงคุณธรรมของข้าที่ส่งกลิ่นหอม"
ฟ่านซิงโหมวโกรธจนแทบอยากจะลงไม้ลงมือ เหตุใดศิษย์ตัวเหม็นผู้นี้ถึงมักจะพูดจาให้คนฟังไม่รู้เรื่องอยู่เรื่อย เขาไม่รู้หรืออย่างไรว่าแท้จริงแล้วข้าไม่ได้ร่ำเรียนมามากนัก
นางหาเก้าอี้ตัวหนึ่งนั่งลงไป แล้วเอ่ยด้วยความหงุดหงิด "ข้าจะดื่มน้ำ!"
ถังอวี่มองนางแวบหนึ่ง จากนั้นก็เดินมาที่ข้างบ่อน้ำเก่าแก่ ยกหินก้อนใหญ่อันหนักอึ้งออก
หยิบถังน้ำขึ้นมา ตักน้ำขึ้นมาจนเต็มถัง
บนชั้นวางในห้องหนังสือมีชามดินเผา ถังอวี่ล้างทำความสะอาด แล้วยื่นส่งให้ฟ่านซิงโหมว
ฟ่านซิงโหมวดื่มเข้าไปอึกหนึ่งอย่างชื่นใจ ถึงรู้สึกว่ากู้หน้ากลับมาได้บ้าง นางหัวเราะพลางเอ่ย "ทำได้ไม่เลว ศิษย์ตัวน้อย แม้วรยุทธ์ของเจ้าจะไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องใช้แรงงานก็ยังพอใช้ได้อยู่"
นางคิดไปเองว่ากำลังโจมตีถังอวี่อยู่
ทว่าถังอวี่กลับพยักหน้าตอบ "มือเท้าของข้าค่อนข้างว่องไว และมักจะไปช่วยชาวบ้านทำงานอยู่บ่อยๆ เสื่อซูที่ข้าสาน ล้วนจัดอยู่ในระดับคุณภาพดีที่สุด"
ฟ่านซิงโหมวอึ้งไปเล็กน้อย พึมพำออกมา "เจ้าเนี่ยนะ? สานเสื่อ?"
ถังอวี่กล่าว "นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ละขั้นตอนล้วนสำคัญมาก จำเป็นต้องมีตรรกะ ต้องทำตามลำดับขั้นตอน ต้องใช้ความอดทน และต้องใช้ความละเอียดอ่อนด้วย"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยต่อ "ชิวถงใกล้จะกลับมาแล้ว วันนี้นางคงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับหวังตุนได้"
ฟ่านซิงโหมวแค่นเสียงฮึดฮัด นางคร้านจะถามแล้วว่าเพราะเหตุใด ทุกครั้งก็มีแต่จะทำให้ตนเองต้องขายหน้า
และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพียงไม่ถึงครึ่งเค่อ เซี่ยชิวถงก็ผลักประตูเรือนเข้ามา ก้าวยาวๆ เข้ามาด้านใน
นางไม่ได้ทักทาย หากแต่นั่งลงข้างกายถังอวี่โดยตรง เอ่ยเสียงเบา "หวังตุนยังไม่ยอมตกลงเรื่องบรรดาศักดิ์จวิ้นกงแห่งกว่างหลิง เพราะอย่างไรเสีย หากเขาตอบตกลงกับข้า ก็หมายความว่าจะต้องแต่งตั้งจวิ้นกงเพิ่มอีกอย่างน้อยเจ็ดแปดคน"
"แต่เขาตอบตกลงเรื่องอำนาจการปกครองตนเองของกองทัพเป่ยฝู่แล้ว รวมถึงการจัดสรรเบี้ยหวัดและเสบียงทหารในแต่ละปีด้วย"
"พรุ่งนี้เช้าค่อยเจรจากันต่อ"
ถังอวี่เอ่ย "ช่วงบ่าย"
เซี่ยชิวถงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้าตอบ "ตกลง ข้าจะให้คนไปแจ้ง ว่าจะเจรจากันช่วงบ่าย"
ถังอวี่ส่ายหน้า "ไม่จำเป็น หวังตุนจะเป็นฝ่ายมาแจ้งเจ้าเอง"
เซี่ยชิวถงมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยขึ้น "สังหารนายอำเภอไปแล้ว อำเภอซูก็ยอมรับเพียงเจ้า แล้ววันหน้าจะทำอย่างไร? นายอำเภอคนต่อไป เจ้าจะเป็นคนเลือกเองหรือ?"
ถังอวี่ตอบ "เจ้าเลือกเถอะ ด้านนี้เจ้าเก่งกว่าข้า เลือกขุนนางที่ดีสักคน"
เซี่ยชิวถงกล่าว "ไม่มีหรอก แต่มีอยู่ไม่กี่คนที่ยังพอจะมีความเป็นคนอยู่บ้าง"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยถามอีกครั้ง "ซือหม่ารุ่ย... เจ้าเป็นคนลงมือหรือ?"
ถังอวี่ตอบ "ใช่"
เซี่ยชิวถงกุมขมับ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เหตุใดต้องทำเช่นนี้? เหตุใดถึงให้ผู้อื่นลงมือไม่ได้?"
"ให้ซือหม่ายั่งไปลงมือสิ อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนที่ต้องตายอยู่แล้ว"
"เจ้าลงมือด้วยตนเอง ภายในใจของซือหม่าเซ่าย่อมต้องมีความโกรธแค้นเจ้าอย่างใหญ่หลวง เขาไม่ได้เลือดเย็นถึงขั้นที่จะไม่สนใจเรื่องนี้ได้หรอกนะ"
ถังอวี่กล่าว "ข้าอยากลงมือด้วยตนเอง ทำเช่นนั้นแล้วมันสะใจดี"
เซี่ยชิวถงตกอยู่ในความเงียบ
ภายในห้องก็พลันเงียบสงัดลงเช่นนี้
ฟ่านซิงโหมวรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็ม สามคนนั่งอยู่ตรงนี้แต่กลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด บรรยากาศช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ท้องฟ้าก็ใกล้จะมืดมิดแล้ว ยิ่งดูอ้างว้างโดดเดี่ยวเป็นพิเศษ
บรรยากาศเช่นนี้ ทำให้ฟ่านซิงโหมวรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว
ในที่สุด เซี่ยชิวถงก็ทำลายความเงียบลง
น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความเสียใจที่ยากจะปิดบัง เอ่ยเสียงเบา "ดังนั้น สุดท้ายแล้วข้าก็รั้งเจ้าไว้ไม่ได้ใช่หรือไม่?"
ถังอวี่ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด และไม่กล้าแม้แต่จะสบตานาง ได้แต่พยักหน้าเบาๆ
เซี่ยชิวถงกล่าว "แต่เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าไม่มีทางเลือกที่จะเป็นกลางได้"
"ข้าซ่อนตัวมาตลอด ในที่สุดข้าก็รอจนถึงโอกาสนี้ ในที่สุดข้าก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง และได้รับอำนาจมาส่วนหนึ่ง"
"ข้าจะทิ้งทุกอย่างไปอย่างไม่มีเหตุผลไม่ได้หรอกนะ ถึงจะเป็นเจ้า เจ้าก็คงไม่ทำเช่นนี้"
ถังอวี่มองนาง เอ่ยเสียงแผ่วเบา "ข้ารู้ ไม่ต้องลำบากใจหรอก ควรทำสิ่งใดก็ทำเถิด"
เซี่ยชิวถงหันหน้าไปทางอื่น เอ่ยเสียงเบา "เจ้าเปลี่ยนไปแล้ว เจ้าดูเย็นชาและไร้เยื่อใยกว่าตอนที่อยู่อำเภอเฉียวเสียอีก"
ถังอวี่กล่าว "ข้าไม่มีทางเลือก เจ้ารู้ว่าข้า..."
เซี่ยชิวถงพูดแทรก "อย่างไรเสีย ทุกเรื่องก็ล้วนสำคัญกว่าข้า"
คราวนี้ถังอวี่ถึงกับไม่กล้าปริปากพูดสิ่งใดออกมาอีก
เขาถึงขั้นไม่กล้าสบตากับเซี่ยชิวถง ได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ
ทว่าเซี่ยชิวถงกลับจ้องมองเขาเขม็ง ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ น้ำเสียงก็แหบพร่าไปบ้าง
นางกัดฟันเอ่ย "ตอนที่ได้ยินข่าวการก่อกบฏในวังหลวง ข้าดีใจเพียงใด ข้ารู้ว่าเจ้าทำขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำเร็จแล้ว"
"แต่พอได้ฟังรายละเอียดจากซือหม่าเซ่า ข้าถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าซือหม่ารุ่ยอาจถูกเจ้าสังหาร เจ้าตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะทิ้งข้าไป"
"ข้าไม่ใช่คนโง่ เบื้องหลังทุกการกระทำของเจ้าหมายถึงท่าทีเช่นไร ข้าย่อมรู้ดีแก่ใจ"
"เจ้ากำลังจะจากไป ในวินาทีที่เจ้าสังหารฮ่องเต้ เจ้าก็ตัดสินใจที่จะไปแล้ว"
"เจ้าไม่เคยคิดที่จะรั้งอยู่เพื่อข้า เจ้าก็รู้ดีว่าข้าไม่ใช่หวังฮุย ข้าไม่สามารถไปกับเจ้าได้ แต่เจ้าก็ยังเลือกที่จะจากไปอย่างเด็ดขาด แถมยังใช้วิธีที่เร็วที่สุดอีกด้วย"
"หากไม่ใช่เพราะข้าเป็นฝ่ายถามเองในตอนนี้ เจ้าก็คงจะปิดบังข้าไปตลอด"
ถังอวี่เงยหน้าขึ้น มองใบหน้าที่ซีดเซียวของนาง เอ่ยอย่างเนิบช้า "ถูกต้อง ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่ไปกับข้า"
เซี่ยชิวถงกล่าว "หวังฮุยไม่มีอำนาจ แต่นางยังมีอย่างอื่นอีกมากมาย ทว่าหากข้าไม่มีอำนาจ ข้าก็ไม่เหลืออะไรเลย"
"แล้วเจ้าจะให้ข้าไปกับเจ้าได้อย่างไร?"
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ นางก็ตระหนักได้ว่าข้างกายยังมีคนอื่นอยู่ จึงหันไปมองฟ่านซิงโหมว
ฟ่านซิงโหมวถูกมองจนรู้สึกอึดอัด นางรู้สึกเหมือนว่าสองคนนี้กำลังทะเลาะกัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงนัก ราวกับกำลังพูดคุยด้วยเหตุผลเสียมากกว่า...
นางรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ก็ยังเลือกที่จะรอชมเรื่องสนุก
ทว่าเซี่ยชิวถงกลับเอ่ยตรงๆ "พวกเรากำลังคุยกัน เจ้ามาแอบฟังอะไรอยู่ตรงนี้? ไสหัวออกไป!"
ฟ่านซิงโหมวเบิกตากว้างในทันที โตมาป่านนี้มีแต่ข้าที่ชักสีหน้าใส่ผู้อื่น นี่มีคนกล้ามาชักสีหน้าใส่ข้าด้วยหรือ?
นางแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาตรงนั้น
แต่เซี่ยชิวถงกลับเอ่ยเสียงเย็นชา "อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้ามานครเจี้ยนคังเพื่ออะไร ชาวเซียนเปยตระกูลมู่หรงต้องการตั้งแคว้น ต้องการการสนับสนุนจากราชวงศ์จิ้น ต้องการความชอบธรรม นั่นก็ขึ้นอยู่กับคำพูดของข้า"
"อย่าคิดว่าถังอวี่จะช่วยเจ้าได้ ข้าสามารถทำให้ซือหม่าเซ่าตอบตกลงได้ และก็สามารถทำให้เขาปฏิเสธได้เช่นกัน"
"หากรู้ความก็จงไสหัวออกไป อย่ามาอยู่ตรงนี้ให้ข้ารำคาญใจ"
ฟ่านซิงโหมวสูดหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่น กัดฟันเอ่ย "ดี! ดี! ดี! วันนี้ถือว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว! ยังมีสตรีที่กำเริบเสิบสานยิ่งกว่าข้าอยู่อีก!"
"เจ้าคอยดูเถอะ ข้าผู้นี้มีแค้นต้องชำระเสมอ!"
เอ่ยจบ นางก็หันหลังเดินจากไปทันที