- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 82 - เหมิงอี้
บทที่ 82 - เหมิงอี้
บทที่ 82 - เหมิงอี้
บทที่ 82 - เหมิงอี้
แสงจันทร์ลี้ลับสาดส่องทะลุกิ่งก้านสาขา ทาบทับลงบนพื้นดินเกิดเป็นเงาประหลาดชวนขนลุก
"ฟุ่บ ฟุ่บ~"
กลุ่มซอมบี้แบกโลงศพสีสันหลากหลายเดินจ้ำอ้าวผ่านไป เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นยิ่งขับให้บรรยากาศในป่ายามค่ำคืนดูสยองขวัญขึ้นไปอีก
เหล่ายอดฝีมือจากสำนักต่างๆ ที่เข้ามาใน 'ประตูสวรรค์' ล้วนรู้กฎเหล็กข้อนี้ดี: หากไม่จวนตัวจริงๆ อย่าหาทำเดินป่าตอนกลางคืนเด็ดขาด
เพราะมลทินจากจันทร์ลี้ลับที่แผ่ซ่านอยู่ตลอดเวลา จะกัดกร่อนสติสัมปชัญญะ เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นสิ่งลี้ลับไร้สติไปในที่สุด
"ศิษย์พี่ ขืนหนีแบบนี้ต่อไปไม่รอดแน่ ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังจะกลายพันธุ์แล้ว!"
เสียงอู้อี้ของขุยเจินดังลอดออกมาจากในโลงศพ
ขุยลู่ที่ซ่อนตัวอยู่ในโลงศพอีกใบขมวดคิ้วแน่น เขารู้ดีว่าขืนทำแบบนี้ต่อไปมีแต่พังกับพัง ขนาดขุยเจินยังทนไม่ไหว ศิษย์คนอื่นๆ คงยิ่งย่ำแย่กว่า
แต่สถานการณ์มันบีบบังคับ พวกระยำจากนิกายศพสวรรค์ไม่รู้ไปสืบรู้มาได้ยังไงว่าพวกเขามีหญ้านิพพานอยู่ตั้งสองต้น ถึงได้ตามกัดไม่ปล่อยแบบนี้
ถ้าไม่ฉวยโอกาสหนีตอนกลางคืน มีหวังตอนสว่างโดนพวกนิกายศพสวรรค์ตามมาตลบหลังแน่
"ศิษย์พี่... ข้าทนไม่ไหวแล้ว! อ๊าก~"
เสียงร้องโหยหวนดังมาจากโลงศพสีดำข้างๆ
ไม่มีทางเลือกอื่น ขุยลู่แง้มฝาโลงออกนิดหนึ่งเพื่อดูลาดเลา แล้วก็ตาเป็นประกายเมื่อเห็นสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่ไกล "ศิษย์น้อง ทั้งสองคน ข้างหน้ามีวัดอยู่ เราไปหลบที่นั่นก่อนเถอะ"
ขุยเจินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เธอนึกถึงคำพูดที่จางหยางเคยเตือนไว้ว่า 'ไปคนเดียวอย่าเข้าวัด ไปสองคนอย่าชะโงกดูบ่อ ไปสามคนอย่าไปโอบต้นไม้'
ความหมายก็คือ ให้หลีกเลี่ยงการเข้าไปในวัดหรืออารามร้างที่ไม่น่าไว้วางใจ
แต่สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ขุยเจินไม่มีเวลามามัวคิดเล็กคิดน้อย เธอสั่งการให้ซอมบี้เดินตามขุยลู่ไปทันที
พอทุกคนเข้าไปหลบในวัดได้ ก็พากันถอนหายใจอย่างโล่งอก
แต่ศิษย์คนที่เริ่มกลายพันธุ์เมื่อครู่นี้ ร่างกายของเขากลายสภาพเป็นสัตว์ประหลาดสามหัวสี่ขาไปแล้ว แถมยังมีท่าทีดุร้ายพุ่งเข้าใส่พวกเดียวกันเอง
เหล่าศิษย์สำนักศพซอมบี้ต้องรวมพลังกัน ถึงจะกำจัดอดีตเพื่อนร่วมสำนักลงได้
ขุยเจินกระโดดลงจากโลงศพ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนฝาโลงอย่างหมดแรง
สภาพของขุยลู่ก็ดูไม่ได้ไม่ต่างกัน แขนเสื้อมีรอยขาดวิ่นเป็นทางยาวจากการปะทะกับคนของนิกายศพสวรรค์เมื่อตอนกลางวัน
"เอาล่ะ เราจะพักกันที่นี่ คืนนี้ค้างที่นี่ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางต่อ"
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ขุยลู่เป็นคนออกคำสั่ง
ศิษย์คนอื่นๆ ขานรับ แล้วแยกย้ายกันไปหามุมพักผ่อนในอุโบสถ
แต่พวกศิษย์ระดับท็อปๆ อย่างขุยเจินยังคงรวมตัวกันอยู่รอบๆ ขุยลู่
"ศิษย์พี่ นิกายศพสวรรค์รู้เรื่องที่เราได้หญ้านิพพานมาได้ยังไงกัน?" ขุยเจินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"นั่นสิ เรื่องนี้รู้กันแค่พวกเราเท่านั้นนะ นิกายศพสวรรค์ดันระบุชื่อเจาะจงมาเลยว่าให้ส่งหญ้านิพพานให้พวกมัน มันแปลกเกินไปแล้ว"
ขุยจื้อลูบเคราที่คางพลางวิเคราะห์สถานการณ์
ขุยลู่ส่ายหน้า เขาเองก็มืดแปดด้านเหมือนกัน
"เว้นเสียแต่ว่า..." ขุยเจินตาเป็นประกาย เหมือนคิดอะไรออก แต่ก็หยุดชะงักไป
"ศิษย์น้อง เว้นเสียแต่ว่าอะไร?"
ขุยลู่หันไปมองขุยเจิน "ศิษย์น้อง มีอะไรก็พูดมาเถอะ ในนี้ก็มีแต่พวกเราทั้งนั้นแหละ"
ที่ขุยลู่บอกว่าเป็น 'พวกเรา' ก็หมายถึงศิษย์ที่สนิทสนมกับสายของขุยเลี่ยและขุยซิง หรืออย่างน้อยก็เป็นพวกวางตัวเป็นกลาง
ขุยเจินกัดฟันกรอด "เว้นเสียแต่ว่าจะมีหนอนบ่อนไส้!"
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนชะงักไปชั่วขณะ
"หนอนบ่อนไส้?"
ขุยลู่ทวนคำเสียงแผ่ว
"ใช่ หนอนบ่อนไส้!"
ขุยเจินยืนยันเสียงหนักแน่น!
"ข้าเชื่อใจพวกเจ้าทุกคนนะ ว่าไม่มีใครทรยศหรอก แต่สำหรับคนอื่นๆ พวกเจ้าก็ระวังตัวไว้หน่อยแล้วกัน"
ขุยลู่ส่งสายตาเป็นนัยๆ ให้ทุกคน ศิษย์คนอื่นๆ พยักหน้ารับรู้ ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปด้วยความกังวล
หญ้านิพพานเป็นไอเทมสำคัญสำหรับการเลื่อนขั้นเป็นระดับหกของสำนักศพซอมบี้ การมีหญ้านิพพานสองต้น ก็หมายความว่าจะมีผู้ฝึกระดับหกเพิ่มมาอีกสองคน
และครั้งนี้เป็นกลุ่มของพวกเขาที่หามันมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าต้องตกเป็นของผู้อาวุโสในครอบครัวของพวกเขา ใครบ้างล่ะจะไม่อยากให้พ่อหรือปู่ของตัวเองได้เลื่อนขั้น เพื่อจะได้มีคนคอยคุ้มกะลาหัวต่อไป
ตอนนี้ขุยเจินถึงได้มีเวลาสำรวจดูรอบๆ อุโบสถ พอมองไปที่ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เธอก็ย่นจมูก
"แปลกจัง... กลิ่นของศิษย์พี่อ้วนเพื่อนจางหยาง ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้?"
ถึงกลิ่นจะจางมาก แต่เพราะเป็นตอนกลางคืนที่มีพลังจากจันทร์ลี้ลับช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส เธอถึงยังพอได้กลิ่นอยู่บ้าง
พอมองไปที่ภาพวาด เธอก็คิ้วขมวดมุ่น ที่น่าแปลกคือ กลิ่นบนภาพวาดกลับแรงกว่ากลิ่นในอุโบสถเสียอีก
"หรือว่าหลวงพี่อ้วนจะไปนอนพิงกำแพงตรงนั้นนะ?"
ขุยเจินพึมพำกับตัวเอง
"ศิษย์น้อง มีอะไรหรือ?"
ขุยลู่เห็นขุยเจินจ้องภาพวาดอยู่นาน จึงเอ่ยถาม
"อืม... ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกแปลกๆ น่ะ"
ขุยลู่เดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบอุโบสถ "แปลกจริงๆ ด้วย วัดแท้ๆ ทำไมถึงมีรูปวาดนักพรตเต๋าอยู่บนกำแพงได้ล่ะ?
แถมพวกนักพรตในรูปยังดูน่ากลัวยังไงก็ไม่รู้..."
ภาพนักพรตเต๋าหน้าตาดุร้ายกำลังเข่นฆ่าสิ่งลี้ลับ แถมยังจับพวกมันมาสับเป็นชิ้นๆ โยนลงเตาต้มอีก
ทั้งสองคนคุยกันอีกสองสามประโยค ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ขุยเจินถางหญ้าตรงมุมหนึ่งออก แล้วเอนหลังพิงกำแพง ก้มลงมองแมลงตามรอยซอมบี้ที่ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง แล้วก็ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
"ไม่รู้ป่านนี้จางหยางจะเป็นยังไงบ้างนะ? เฮ้อ..."
ในขณะเดียวกัน ศิษย์สำนักศพซอมบี้คนหนึ่งที่นอนเอนหลังอยู่ตรงขอบอุโบสถ ค่อยๆ ปล่อยแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆ ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ที่เอวอย่างระมัดระวัง
แมลงปีกแข็งตัวนั้นบินวนหาทิศทางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งพรวดออกไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์คนนั้นลอบมองเพื่อนร่วมสำนักรอบๆ ตัวด้วยสายตาที่ซับซ้อน แววตาฉายความรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ
"เปรี๊ยะ~" เสียงฟืนแตกปะทุในกองไฟ ดังก้องไปทั่วอุโบสถที่เงียบสงัด
"แกรบ~" เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแผ่วเบา แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นหูของขุยลู่ ผู้ที่มีประสาทสัมผัสไวที่สุดในกลุ่มไปได้
ขุยลู่ดีดตัวลุกพรวดขึ้นมา ตะโกนลั่น "ใครน่ะ?"
เสียงตะโกนของขุยลู่ปลุกให้คนอื่นๆ สะดุ้งตื่น ขุยเจินหน้าเครียด รีบปล่อยซอมบี้ออกจากโลงทันที
"หึหึ... พวกสำนักศพซอมบี้นี่ ฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องวิ่งหนีนี่เก่งเป็นบ้าเลยนะ"
เสียงแหบพร่าเย็นชาดังลอยมาจากนอกอุโบสถ
ศิษย์สำนักศพซอมบี้ทุกคนถอยกรูดไปตั้งหลักรวมกัน
ชายผู้หนึ่งก้าวอาดๆ เข้ามาในอุโบสถ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยสัก ดูดุดันน่ากลัว ยิ้มแสยะโชว์ฟันที่ดำคล้ำ ที่หูยังเจาะใส่ห่วงเหล็กด้วย
ด้านหลังเขามีคนอีกกลุ่มเดินตามเข้ามาติดๆ เสื้อผ้าของพวกเขามีตัวอักษร 'ศพสวรรค์' ปักไว้ที่อกซ้ายอย่างชัดเจน
"เหมิงอี้แห่งนิกายศพสวรรค์ แกกะจะจองล้างจองผลาญสำนักศพซอมบี้ของข้าให้สิ้นซากเลยใช่ไหม?"
ขุยลู่หน้าดำทะมึน ไอ้เหมิงอี้นี่มันตามกัดพวกเขายังกะหมาบ้า ไม่ยอมปล่อยให้คลาดสายตาเลยสักวินาทีเดียว
พอเห็นขุยลู่หัวเสีย เหมิงอี้ก็หัวเราะร่วน "เปล่าเลย ข้าแค่จะจองล้างจองผลาญพวกเจ้ากลุ่มนี้เท่านั้นแหละ
อ้อ แต่ถ้าส่งหญ้านิพพานมาให้ข้าดีๆ ข้าอาจจะยอมปล่อยนางรอดไปสักคนก็ได้นะ!"
เหมิงอี้ชี้ปลายนิ้วไปที่ขุยเจิน ผู้ซึ่งกำลังทำหน้าเคร่งเครียด
ศิษย์คนอื่นๆ หันไปมองขุยเจินด้วยสีหน้าหลากหลายความรู้สึก
"หึ... ฝันไปเถอะ! พวกเราสำนักศพซอมบี้ร่วมเป็นร่วมตายกัน ไม่มีใครหน้าขี้ขลาดตาขาวหรอกเว้ย"
ขุยเจินตอกกลับเสียงแข็ง
คำพูดของขุยเจินปลุกขวัญและกำลังใจของศิษย์ฝั่งตัวเองได้เป็นอย่างดี
ขุยลู่หน้าเคร่งเครียด "ถ้าข้ามอบหญ้านิพพานให้ พวกเจ้าจะยอมปล่อยพวกเราไปไหม?"
"ศิษย์พี่ใหญ่?!"
ขุยลู่ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้ศิษย์น้องทั้งหลายพูดแทรก
เหมิงอี้ส่ายหน้าช้าๆ "ไม่ใช่แค่หญ้านิพพานหรอก แต่มีคนจ้างข้ามาเอาชีวิตพวกเจ้าด้วย แต่ข้าจะเมตตาเหลือศพสวยๆ ไว้ให้พวกเจ้าก็แล้วกัน!"
ขุยเจินตาเป็นประกายวาบ นึกอะไรบางอย่างออก จึงโพล่งขึ้นมาทันที "ถ้าข้าเดาไม่ผิด คนที่จ้างเจ้ามาเอาชีวิตพวกเราคือ ขุยอู่จี๋ ใช่ไหม!?"
'ขุยอู่จี๋รึ?'
ทุกคนในสำนักศพซอมบี้ต่างหันขวับไปมองขุยเจินด้วยความตกตะลึง ก่อนจะหันกลับไปจ้องเหมิงอี้เพื่อรอฟังคำตอบ
(จบแล้ว)