- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 26 - แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ล่ะ?
บทที่ 26 - แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ล่ะ?
บทที่ 26 - แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ล่ะ?
บทที่ 26 - แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ล่ะ?
'บัฟผสาน? นี่มันของพรรค์ไหนกันฟะ?'
จางหยางขมวดคิ้ว อยากจะลองศึกษาดูสักหน่อย
"หืม?"
เขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ดวงตาสีเลือดที่ฝังอยู่ในตัวอวิ๋นเฟยกำลังส่งสัญญาณเตือน
จางหยางละทิ้งความคิดในหัว แล้วรีบพุ่งตัวไปตามทิศทางที่สัมผัสได้ทันที
......
ลั่วภะกะเวลาไว้อย่างแม่นยำ แล้วเดินเข้าไปในหมอกพิษ ถึงเวลาที่เขาต้องเก็บเกี่ยวแล้ว
ความจริงมันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนี้หรอก แต่ไต้ซือชิงหมิงไม่อนุญาตให้เขาลงมือภายในวัดชิงหยาง เขาจึงต้องถอยมาใช้วิธีนี้แทน
โชคดีที่ทัศนวิสัยในหมอกพิษนี้ย่ำแย่ แถมยังมีพวกปีศาจโผล่มาเป็นครั้งคราว ก็เลยสะดวกต่อการจัดการทำลายศพ
"แปลกจัง? คนพวกนี้หายไปไหนกันหมด?"
ลั่วภะเดินวนหาในหมอกพิษอยู่นาน แต่ก็ยังไม่เจอ 'ต้นกุยช่าย' ล็อตใหม่เลยสักคน ทำเอาเขาสงสัยอยู่ไม่น้อย
เสียง "ปั้ก ปั้ก" ของการตัดไม้ดังแว่วมา
"อวิ๋นเฟยงั้นรึ?" ลั่วภะพึมพำเบาๆ
เมื่อก่อนหมอนี่เป็นลูกสมุนของอวิ๋นคุน แต่ช่วงนี้เห็นไปสนิทชิดเชื้อกับฆาเหริน
"อวิ๋นเฟย เจ้าเห็นอวิ๋นอี้ อวิ๋นเมิ่ง กับคนอื่นๆ บ้างไหม?"
จู่ๆ ลั่วภะก็ส่งเสียงถาม ทำเอาอวิ๋นเฟยที่กำลังฟันต้นไม้อยู่สะดุ้งสุดตัว
"ศะ... ศิษย์พี่ใหญ่?"
พออวิ๋นเฟยหันกลับมา ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ลั่วภะที่แทบจะไม่เคยลงจากเขาเลยมายืนอยู่ข้างหลัง
อวิ๋นเฟยกลอกตาไปมา นึกถึงตอนที่ฆาเหรินมาสืบเรื่องของพวกอวิ๋นอี้จากเขา
ไม่รู้ว่าทำไมทั้งศิษย์พี่ใหญ่และฆาเหรินถึงต้องตามหาคนพวกนี้ แต่ด้วยนิสัยระแวดระวังตัวเป็นทุนเดิม เขาไม่มีทางหลุดปากบอกข้อมูลของพวกอวิ๋นอี้ไปเด็ดขาด
"เอ่อ... ไม่ทราบเลยขอรับ อาจจะตัดไม้อยู่แถวๆ นี้นั่นแหละ"
อวิ๋นเฟยเกาหัวแกรกๆ แล้วยิ้มซื่อๆ
ลั่วภะยิ้มตอบ พลางมองอวิ๋นเฟยด้วยสายตาแปลกๆ "ศิษย์น้องอวิ๋นเฟย เจ้าก็ใกล้จะฝึกหัตถ์มรณะสีครามสำเร็จแล้วใช่ไหมล่ะ?"
รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นเฟยแข็งค้างไปทันที ก่อนจะรีบตอบว่า "ที่ไหนกันล่ะขอรับ? ข้ายังห่างไกลอีกเยอะ กะว่าพวกอวิ๋นอี้น่าจะไวกว่าข้านะขอรับ"
พูดจบเขาก็เพิ่งจะเอะใจอะไรบางอย่าง 'หรือว่า... ที่ลั่วภะมาตามหาพวกอวิ๋นอี้ ก็เพราะเรื่องนี้?'
ลั่วภะแสยะยิ้มชั่วร้าย "ไม่ไกลหรอก ไม่ไกลแล้วล่ะ... ในเมื่อหาพวกมันไม่เจอ เอาเจ้ามาแทนก็พอถูไถไปได้"
อวิ๋นเฟยชะงักงัน ยิ่งรู้สึกว่าศิษย์พี่ใหญ่นี่ไม่ชอบมาพากลเอามากๆ
โดยเฉพาะสายตาที่มองมาที่เขา ราวกับกำลังมองอาหารเจในชามอย่างไรอย่างนั้น
มิติด้านหลังลั่วภะเริ่มบิดเบี้ยว อวิ๋นเฟยรู้ทันทีว่านี่คือสัญญาณก่อนการใช้หัตถ์มรณะสีคราม
อวิ๋นเฟยไม่รอช้า หันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต คนโง่ก็ยังรู้ว่าตอนนี้ลั่วภะกำลังจะลงมือฆ่าเขา
ถึงจะไม่รู้เหตุผลก็เถอะ แต่มันก็ไม่ได้ขัดขวางการวิ่งหนีเอาชีวิตรอดของเขาเลย
"จะหนีรึ?"
ลั่วภะหัวเราะเยาะ คนที่ยังฝึกหัตถ์มรณะสีครามขั้นพื้นฐานไม่สำเร็จด้วยซ้ำ ไม่มีทางหนีพ้นหรอก
ดวงตาสีเลือดในร่างของอวิ๋นเฟยก็เหมือนจะรับรู้ได้ถึงอันตราย มันเบิกโพลงขึ้นทันที ราวกับกำลังส่งข้อความบางอย่างไปหาจางหยาง
และก็เป็นไปตามคาด ต่อให้อวิ๋นเฟยจะสับตีนแตกแค่ไหน ก็ไม่มีทางวิ่งเร็วกว่าหัตถ์มรณะสีครามที่อยู่ในสถานะกึ่งวิญญาณได้
เพียงพริบตาเดียว อวิ๋นเฟยก็ถูกมือผีสีครามขนาดมหึมาคว้าหมับ แล้วลากกลับมาหาลั่วภะ
"จะหนี... เจ้าคิดจะหนีไปไหน?"
ลั่วภะมองดูอวิ๋นเฟยที่ดิ้นทุรนทุรายอยู่ตรงหน้า แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"มาเถอะ... มาเป็นคำข้าวของ..."
"ศิษย์พี่ใหญ่? ท่านมาทำอะไรที่นี่?"
จางหยางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ แล้วส่งเสียงเรียกดังลั่น
ลั่วภะหุบรอยยิ้มทันที เขาไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของฆาเหรินเลยสักนิด ดูท่าศิษย์น้องฆาเหรินคนนี้คงไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ซะแล้ว
จางหยางลอบพยักหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังของอวิ๋นเฟย
"ศิษย์พี่ใหญ่ นี่คือ...?"
"อ้อ อวิ๋นเฟยทำผิดกฎ ข้าก็เลยลงโทษเขาน่ะ"
ลั่วภะสมองแล่นปรู๊ดปร๊าด สายตาที่มองจางหยางเริ่มเฉียบขาดขึ้นเรื่อยๆ แต่พอเขานึกถึงคำสั่งของไต้ซือชิงหมิงขึ้นมาได้
ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่มีพลังพอจะไปต่อต้านชิงหมิงเสียด้วย
"ช่างเถอะ เห็นแก่หน้าศิษย์น้องฆาเหริน ครั้งนี้ข้าจะปล่อยไปละกัน อวิ๋นเฟย ภารกิจของเจ้าวันนี้เพิ่มเป็นสองเท่านะ"
พูดจบ ลั่วภะก็ดึงหัตถ์มรณะสีครามกลับไปทันที เขามองจางหยางด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
"แฮ่ก... แฮ่ก..." อวิ๋นเฟยทรุดลงไปนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วงอยู่กับพื้น
จางหยางเดินเข้าไปหาพลางขมวดคิ้ว "เกิดอะไรขึ้น?"
"ศิษย์พี่ฆาเหริน ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ ลั่วภะมาหาพวกอวิ๋นอี้ ข้าก็ไม่คิดว่าจู่ๆ เขาจะหันมาเล่นงานข้า"
ในดวงตาของอวิ๋นเฟยยังคงมีแววหวาดผวาจากเฉียดตาย เมื่อกี้เขาสัมผัสได้ถึงความตายจริงๆ ขอแค่หัตถ์มรณะสีครามออกแรงบีบเบาๆ เขาก็คงแหลกเป็นเศษเนื้อไปแล้ว
จางหยางพยักหน้า ดูท่าลั่วภะคงเริ่มลงมือแล้วสิ
กะว่า 'ประตูสวรรค์' ที่เขาพูดกับหลวงจีนเฒ่าชิงหมิงคงใกล้จะเปิดเต็มทีแล้วล่ะ!
แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะไม่เว้นแม้อวิ๋นเฟย คงเป็นเพราะหาพวกอวิ๋นอี้ไม่เจอแน่ๆ
จะโทษลั่วภะที่หาไม่เจอก็ไม่ได้หรอก เพราะจางหยางชิงจัดการก้อนเนื้อพวกนั้นไปหมดแล้ว
"รีบฝึกหัตถ์มรณะสีครามให้สำเร็จซะเถอะ อย่างน้อยก็จะได้มีวิชาไว้ป้องกันตัวบ้าง"
จางหยางก้มมองอวิ๋นเฟยแล้วเอ่ยขึ้น
เขาคงไม่อาจมาช่วยได้ทันเวลาแบบนี้ทุกครั้งหรอก แถมอวิ๋นเฟยก็ยังไม่มีค่าพอให้เขาต้องไปสู้เสี่ยงตายกับลั่วภะด้วย
อวิ๋นเฟยลุกขึ้นยืนแล้วพยักหน้า การที่เขาไม่มีทางตอบโต้หัตถ์มรณะสีครามได้เลย ทำให้เขาตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องรีบฝึกหัตถ์มรณะสีครามให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด
ภายใต้การชี้นำของจางหยาง ทั้งสองใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามก็จับมดท้องเขียวได้ครบตามจำนวน
จากนั้นต่างคนต่างก็เดินออกจากหมอกพิษ มุ่งหน้ากลับขึ้นเขาไปพร้อมกับความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัว
ลั่วภะที่อยู่ในห้องกลับแทบคลั่ง 'ต้นกุยช่าย' ล็อตนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่มีใครมาส่งภารกิจเลยสักคน
แค่เรื่องอวิ๋นคุนหายตัวไปก็ช่างมันเถอะ อาศัย 'ต้นกุยช่าย' ที่เหลืออยู่ เขาก็ยังมีโอกาสฝึกฝ่ามือกระดูกเน่าได้สำเร็จ
แต่ไม่คิดเลยว่า จะไม่เห็นแม้แต่เงาของใครเลย
เขาอยากจะรอดูว่า ตอนทำวัตรเช้าไอ้พวกนี้จะหลบหน้าเขาไปได้สักกี่น้ำ
เช้าวันต่อมา ตอนทำวัตรเช้า
ลั่วภะหน้าดำคร่ำเครียด มองดูเบาะรองนั่งที่ว่างเปล่าหลายที่ ตอนนี้เขารู้แล้วว่ามีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้นแน่ๆ
หลังทำวัตรเช้า เขาจึงรีบไปหาไต้ซือชิงหมิง
"ท่านอาจารย์ ตอนทำวัตรเช้า อวิ๋นอี้ อวิ๋นเมิ่ง... พวกนั้นหายไปหลายคนเลย"
ชิงหมิงมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
"ไม่ใช่ฝีมือข้านะ ข้ายังไม่ได้ลงมือเลย"
ไต้ซือชิงหมิงหลับตาลง ไม่สนใจ
ลั่วภะพูดต่อ "ท่านอาจารย์ ท่านต้องเชื่อข้านะ ข้าไม่ได้ทำจริงๆ"
"เรื่องนี้ในวัดชิงหยางมีแค่เจ้ากับข้าที่รู้ ถ้าไม่ใช่เจ้า แล้วมันจะเป็นข้ารึไง?
ล็อตต่อไปก็เป็นตาของศิษย์น้องรองเจ้าแล้ว ลองคิดดูสิ เขาก็ใกล้จะกลับมาแล้วเหมือนกัน"
พอได้ยินดังนั้น ลั่วภะก็โกรธจนตาแทบถลน "ท่านอาจารย์ ทำยังไงท่านถึงจะเชื่อว่าข้าไม่ได้เป็นคนทำ"
"ก็ได้ ถ้าเจ้าไม่ได้ทำ งั้นก็ให้ข้าดูหน่อยละกัน!" ชิงหมิงยื่นมือทำท่าจะวางลงบนหัวของลั่วภะ
ลั่วภะถอยหลังไปด้วยความหวาดระแวง เขากัดฟันกรอด ไม่พูดอะไรแล้วหันหลังเดินจากไป
แต่ไฟโกรธในใจกลับพุ่งปรี๊ดจนระงับไม่อยู่ เขาเดินออกจากอุโบสถ มองดูบรรดาพระตัดฟืนที่กำลังค่อยๆ เดินลงเขาไป
"พวกพระตัดฟืนพวกนี้ ข้ารู้ไส้รู้พุงมันหมดแล้ว มีแค่..."
ลั่วภะจ้องเขม็งไปที่จางหยางที่กำลังคุยหัวเราะร่ากับอวิ๋นเฟยระหว่างเดินลงเขา
"ฆาเหริน!"
ถึงไอ้เฒ่าหัวโล้นนั่นจะห้ามไม่ให้เขาฆ่ามัน แต่มันคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ถ้าจะลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย
เขาออกแรงที่เท้า พุ่งทะยานเข้าไปหาจางหยางทันที
"ศิษย์น้องฆาเหริน ช้าก่อน!"
จางหยางกำลังปรึกษากับอวิ๋นเฟยเรื่องแผนการดึงพวกพระตัดฟืนมาเป็นพวกเพิ่ม เพราะวิชาศักดิ์สิทธิ์หัตถ์มรณะสีครามของเขายังอยู่ที่ 1% จึงต้องการแมลงมรณะสีครามจำนวนมากมาปลดล็อก
จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงลั่วภะเรียกจากด้านหลัง ทำเอาเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ศิษย์พี่ใหญ่ มีอะไรให้รับใช้หรือครับ?"
จางหยางหันกลับมาประนมมือทำความเคารพ
"หึหึ... ศิษย์น้องฆาเหริน ท่านอาจารย์สั่งให้ข้ามาตรวจสอบดูน่ะ ว่าช่วงนี้เจ้ามีฝีมือก้าวหน้าขึ้นบ้างไหม"
ลั่วภะมองเขาด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย
"ศิษย์พี่ ล้อเล่นหรือเปล่าครับ? ผมเพิ่งเข้าสำนักมาได้ไม่กี่วัน จะไปก้าวหน้าอะไรได้ล่ะ?"
จางหยางรู้ตัวดี เขาไม่กล้าให้ลั่วภะตรวจดูหรอก ขืนจับได้ว่าในตัวเขาไม่มีแมลงมรณะสีครามเลยสักตัวล่ะก็ งานนี้คงจบเห่แน่ๆ
"อืมมม... มันก็ไม่แน่นะ ศิษย์น้องฆาเหรินเป็นผู้ตื่นรู้นี่นา การฝึกฝนก็ต้องไวกว่าคนธรรมดาอยู่แล้วสิ!"
รอยยิ้มบนใบหน้าของจางหยางชะงักไปทันที ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแล้วพูดว่า "ศิษย์พี่ลั่วภะ แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ล่ะ?"
บรรดาพระตัดฟืนรอบๆ ต่างมองเขาด้วยความตกตะลึง ในวัดชิงหยางยังไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธศิษย์พี่ใหญ่มาก่อนเลย
(จบแล้ว)