- หน้าแรก
- เนตรสีเลือดใต้ตะวันวิปริตกับระบบบัฟโกงสยบสิ่งลี้ลับ
- บทที่ 16 - ศิษย์พี่ คุณคุกเข่าลงสิ! ผมมีเรื่องจะขอร้องหน่อย
บทที่ 16 - ศิษย์พี่ คุณคุกเข่าลงสิ! ผมมีเรื่องจะขอร้องหน่อย
บทที่ 16 - ศิษย์พี่ คุณคุกเข่าลงสิ! ผมมีเรื่องจะขอร้องหน่อย
บทที่ 16 - ศิษย์พี่ คุณคุกเข่าลงสิ! ผมมีเรื่องจะขอร้องหน่อย
"ที่จริงตอนแรกสุด ไต้ซือชิงหมิงจะมอบแมลงสีเขียวอมฟ้าชนิดหนึ่งให้ แมลงชนิดนี้เรียกว่าแมลงแม่มรณะสีคราม เป็นแมลงมารจากต่างมิติที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความจริงและภาพลวงตา
พอแมลงแม่มรณะสีครามมุดเข้าไปในร่างกาย มันก็จะไปเกาะติดกับกระดูก แล้วเริ่มเพาะพันธุ์แมลงกัดกระดูกสีน้ำตาลดำออกมา
รอจนแมลงกัดกระดูกโตเต็มที่ระดับหนึ่ง มันก็จะวิวัฒนาการกลายเป็นแมลงมรณะสีคราม ส่วนวิชาหัตถ์มรณะสีครามก็คือการอาศัยแมลงมรณะสีครามพวกนี้เชื่อมต่อกับต่างมิติ เพื่อบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จเป็นอิทธิฤทธิ์นั่นเอง"
อวิ๋นเฟยลอบมองจางหยางที่กำลังตกอยู่ในภวังค์อย่างระมัดระวัง
จางหยางฟังอวิ๋นเฟยเล่าจบก็พยักหน้ารับ
ให้แมลงไปเกาะเพาะพันธุ์บนกระดูก คนพวกนี้ไม่กลัวเจ็บกันหรือไง? สมกับเป็นพวก "นอกรีต" จริงๆ
แต่วิชา "หัตถ์มรณะสีคราม" ก็น่าสนใจไม่หยอก ถึงกับเป็นอิทธิฤทธิ์เชียวหรือ ต้องรู้ไว้นะว่าจางหยางมีความสามารถหลายอย่างก็เพราะดวงตาสีเลือด
แต่อิทธิฤทธิ์กลับไม่มีเลยสักอย่าง ไม่รู้ว่าค่าหัตถ์มรณะสีครามบนหน้าต่างสถานะของเขาจะเกี่ยวข้องกับวิชานี้หรือเปล่า
"ในวัดชิงหยางมีใครฝึกหัตถ์มรณะสีครามสำเร็จแล้วบ้าง?"
พอได้ยินจางหยางถาม อวิ๋นเฟยก็รีบตอบเป็นพัลวัน "นอกจากศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สามแล้ว ก็มีแค่อวิ๋นคุนคนเดียวที่ฝึกสำเร็จ
ใครๆ ก็บอกว่าอวิ๋นคุนมีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็นศิษย์สืบทอดคนที่สี่ของไต้ซือชิงหมิง"
"หึหึ... ดูท่าอวิ๋นคุนคนนี้จะมีดีอยู่เหมือนกันนะ" จางหยางหัวเราะในลำคอ
เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองเพิ่งจะมาถึง ยังไม่ทันได้เข้าสำนักอย่างเป็นทางการ ก็ดันไปมีเรื่องกับขาใหญ่ประจำวัดชิงหยางเสียแล้ว
"ศิษย์พี่ คุณคุกเข่าลงสิ! ผมมีเรื่องจะขอร้องหน่อย"
อวิ๋นเฟยได้ยินดังนั้น มุมปากก็กระตุกยิกๆ ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นดังป้าบอย่างว่าง่าย
ถ้ามัวชักช้า ใครจะไปรู้ว่าศิษย์น้องจอมผีเข้าผีออกคนนี้จะทำอะไรแผลงๆ อีก
"ศิษย์น้อง มีอะไรให้รับใช้เชิญสั่งมาได้เลย ข้ายินดีบุกน้ำลุยไฟ ไม่มีบิดพลิ้วเด็ดขาด!"
อวิ๋นเฟยตบหน้าอกรับคำแข็งขัน
รู้สึกว่าถ้าไม่ต้องคุกเข่าพูด ท่าทางคงจะดูหนักแน่นและน่าเกรงขามกว่านี้เยอะ
จางหยางพอใจกับท่าทีของอวิ๋นเฟยมาก "จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรหรอก แค่จะให้คุณเป็นหูเป็นตา คอยจับตาดูอวิ๋นคุนให้ผมหน่อย"
เขารู้สึกว่าอวิ๋นคุนต้องมาหาเรื่องเขาในเร็วๆ นี้แน่ เขาไม่ชอบเป็นฝ่ายตั้งรับ เขาชอบเป็นฝ่ายกระทำมากกว่า
อวิ๋นเฟยคาดเดาไว้แล้ว จึงตอบตกลงตามคำขอของจางหยางโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย "ศิษย์น้อง วางใจได้เลย วันนึงมันช่วยตัวเองกี่รอบ ใส่กางเกงในหรือเปล่า ข้าจะสืบมาให้กระจ่างหมดเลย"
"เอ่อ... ไม่ต้องละเอียดขนาดนั้นก็ได้!"
"ไม่ได้สิศิษย์น้อง เจ้าต้องเชื่อข้านะ ใครจะไปรู้ล่ะว่าไอ้หมาอวิ๋นคุนมันจะฉวยโอกาสตอนช่วยตัวเอง วางแผนชั่วร้ายจัดการเจ้าอยู่หรือเปล่า"
"......"
เอาเรื่องแฮะ ไอ้หมอนี่พลิกแพลงเก่งซะไม่มี
"เอาล่ะ มืดแล้ว นอนเถอะ!"
"ได้เลย~" อวิ๋นเฟยเพิ่งจะลุกขึ้นยืน
จางหยางปรายตามองเขา แล้วพูดต่อ "ตั้งแต่นี้ไปคุณนอนพื้นนะ ไปนอนไกลๆ หน่อยล่ะ ผมชอบละเมอฆ่าคนน่ะ"
อวิ๋นเฟย: "......"
วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผัน พระจันทร์ลับขอบฟ้า พระอาทิตย์ขึ้นแทนที่ แสงแดดสีเขียวอมฟ้าจากสุริยันวิปลาสสาดส่องลงบนผืนปฐพีอีกครั้ง
อวิ๋นเฟยที่นอนปูเสื่ออยู่บนพื้น ไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน รู้แค่ว่าเมื่อคืนมันช่างทรมานแสนสาหัส
แค่เขาขยับตัวนิดเดียว หรือแม้แต่พลิกตัวเบาๆ ดวงตาสีเลือดบนตัวก็จะเบียดผิวหนังโผล่ออกมาจ้องมองเขาอย่างน่าสยดสยอง
ทำเอาเขานอนไม่หลับไปค่อนคืน
"ความฝันอันยาวนานนี้ใครเล่าจะตื่นก่อน? ในชีวิตนี้ตัวข้าเองย่อมรู้ดี"
จางหยางลุกขึ้นนั่งบนเตียง บิดขี้เกียจไปมา โชคดีที่เมื่อคืนที่นอนไม่มีกลิ่นเหม็นอับอะไร ไม่งั้นเขาคงต้องไล่อวิ๋นเฟยไปซักผ้าปูที่นอนตอนกลางดึกแน่ๆ
"อ้าว? ศิษย์พี่ตื่นเช้าเหมือนกันนี่นา"
พอจางหยางหันไป ก็เห็นอวิ๋นเฟยเบิกตาแพนด้าจ้องมองเขาด้วยสายตาตัดพ้อ
"ศิษย์น้อง ช่วยเก็บไอ้ของพวกนี้ไปทีได้ไหม"
เขาชี้ไปที่ดวงตาสีเลือดบนตัว ไอ้ของพรรค์นี้ทำเอาเขานอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะ
"เอ่อ... โทษทีๆ ผมลืมไปน่ะ"
ดวงตาสีเลือดบนหน้าผากของจางหยางเบียดตัวออกมา จ้องเขม็งไปที่อวิ๋นเฟย ทำเอาเขาใจเต้นระรัว
จากนั้นดวงตาสีเลือดบนตัวอวิ๋นเฟยก็หดกลับเข้าไปซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนังพร้อมๆ กัน
อวิ๋นเฟยถึงได้ยิ้มเจื่อนๆ "ศิษย์น้อง สายมากแล้ว เราไปเตรียมตัวทำวัตรเช้าที่อุโบสถกันเถอะ ทำวัตรเช้าเสร็จ ไต้ซือชิงหมิงน่าจะทำพิธีรับเจ้าเข้าสำนักอย่างเป็นทางการแล้วล่ะ"
จางหยางไม่รอช้า รีบเดินออกจากห้องไปพร้อมกับอวิ๋นเฟยทันที
"ศิษย์พี่ การเข้าสำนักต้องระวังอะไรบ้างครับ?"
"ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ตอนที่แมลงมรณะสีครามมุดเข้าไปในตัว มันจะเจ็บมาก อืม เจ็บสุดๆ ไปเลยล่ะ..."
"แล้วทำวัตรเช้าเราต้องเรียนอะไรบ้างครับ?"
"ก็ท่อง 'คัมภีร์อุลลัมพน' ท่อง 'คัมภีร์กัสสปะ'..."
ทั้งสองจัดการธุระส่วนตัวและแต่งตัวเสร็จสรรพ ก็เดินคุยกันไปทางอุโบสถ
พอไปถึงอุโบสถใหญ่ ก็มีคนมาถึงบ้างแล้ว ต่างคนต่างนั่งบนเบาะรองนั่ง ประนมมือสวดมนต์
ถึงจางหยางจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอะไร
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา เขากับอวิ๋นเฟยจึงจงใจเลือกที่นั่งบนเบาะหลังสุด
รออยู่อีกพักหนึ่งจนคนมากันครบ ไต้ซือชิงหมิงก็พาศิษย์พี่ใหญ่ลั่วภะเดินออกมาจากหลังม่าน
แล้วนำทุกคนทำวัตรเช้า
การทำวัตรเช้ากินเวลาไปราวครึ่งชั่วยาม จนจางหยางสัปหงกไปหลายรอบกว่าจะเสร็จ
"เอาล่ะ ทุกคนตามข้ามาที่ห้องสงบใจ วันนี้เราจะทำพิธีรับจางหยางจากเมืองอูจี๋เข้าสำนักอย่างเป็นทางการ" ไต้ซือชิงหมิงชี้ไปที่จางหยางซึ่งนั่งอยู่หลังสุด
กลุ่มคนเดินตามไต้ซือชิงหมิงมายังห้องสงบใจที่อยู่ติดกับอุโบสถใหญ่
เพราะนี่เป็นพิธีรับเข้าสำนักของจางหยาง ไต้ซือชิงหมิงจึงให้เขาเดินตามหลังท่านมาติดๆ
พอเข้าห้องสงบใจมา จางหยางก็ต้องตะลึงกับตัวอักษรใส่กรอบที่แขวนอยู่บนผนัง
"หญิงร่าน?"
ไต้ซือชิงหมิงที่เดินอยู่ข้างหน้าได้ยินจางหยางพึมพำเบาๆ เส้นเลือดบนขมับก็เต้นตุบๆ
"บัดซบ มันอ่านว่าใจกว้างโว้ย!" ศิษย์พี่ใหญ่ลั่วภะที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วตวาด
"อักษรภาพนี้ท่านอาจารย์เป็นคนเขียนเอง แขวนไว้ในห้องสงบใจ ก็เพื่อให้พวกเรารู้จักทำตัวให้ใจกว้างเปิดเผย!"
"เอาล่ะ ลั่วภะ ศิษย์น้องจางหยางของเจ้ามีการศึกษาน้อย เจ้าก็อย่าไปดุด่าเขาเลย"
ไต้ซือชิงหมิงโบกมือห้าม
ส่วนจางหยางลอบด่าในใจ 'บัดซบ คำว่าใจกว้างจะเขียนให้มันหวัดขนาดนี้หาเตี่ยอะไรวะ?'
"จางหยาง คุกเข่าลง!" ไต้ซือชิงหมิงชี้ไปที่เบาะรองนั่งตรงกลาง
จางหยางเดินไปคุกเข่าลงบนเบาะ
"วัดชิงหยางของเราเคารพบูชาพระพุทธองค์อัฐิอนันต์ ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องพิธีรีตองมากมายนัก ศิษย์ฆราวาสสามารถบำเพ็ญเพียรโดยไม่ต้องบวชได้ ไม่ห้ามเรื่องอิสตรี และสามารถศึกษาพุทธะเริงรมย์ได้
วันนี้เจ้าจางหยางเข้าสู่วัดชิงหยางของเรา ต้องตั้งใจปฏิบัติธรรม เคารพอาจารย์และให้เกียรติผู้อาวุโส สายพระพุทธองค์อัฐิอนันต์ของเราจะคุ้มครองเจ้าในยุควิกฤตินี้เอง
เจ้า ยินดีจะเข้าสู่สายพระพุทธองค์อัฐิอนันต์ของเราหรือไม่?"
"ศิษย์ยินดีครับ!" จางหยางก้มหน้าตอบ
"ดี ฉายาธรรมในรุ่นของพวกเจ้ามี ลั่ว, อวิ๋น, ฆา, อี้ พอมาถึงรุ่นของเจ้าก็ตรงกับตัว 'ฆา' พอดี และเนื่องจากเจ้าตกระกำลำบากจึงมาถึงวัดของเรา
งั้นข้าจะตั้งฉายาธรรมให้เจ้าว่า ฆามะ ดีไหม?"
จางหยางชะงักไปครู่หนึ่ง หน้าดำคร่ำเครียด: "ฆามะ? (กาม)"
"นี่... ไต้ซือชิงหมิง มีชื่ออื่นไหมครับ? ท่านก็รู้ว่าฉายาธรรมนี้จะติดตัวผมไปตลอดชีวิต......"
ไต้ซือชิงหมิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เอาเถอะ งั้นให้วัดของเรายึดหลักเมตตาธรรมเป็นที่ตั้ง ตั้งฉายาธรรมให้เจ้าว่า ฆาเหริน เป็นไง?"
"ฆาเหริน? (ฆ่าคน)"
ตอนนี้จางหยางกลอกตาบนไปมา แม่งเอ๊ย ตั้งชื่อดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง? ต่อให้เป็น กิมจา, มกจา, นาจา ก็ยังดีกว่านี่นา
"เอ่อ ท่านเจ้าอาวาส... มีชื่อที่ดีกว่านี้ไหมครับ?"
ศิษย์พี่ใหญ่ลั่วภะทนไม่ไหวอีกต่อไป ตัวเขาเองได้ฉายา 'ลั่วภะ (โลภะ)' ยังไม่เห็นบ่นสักคำ ไอ้เด็กใหม่นี่ดันมาได้คืบจะเอาศอก
"จะจบไม่จบ นี่คิดว่ามาซื้อผักที่ตลาดหรือไง? ถึงได้มาเลือกโน่นเลือกนี่"
ไต้ซือชิงหมิงก็ทนไม่ไหวเช่นกัน "ไม่มีแล้ว มีให้เลือกแค่สองชื่อนี้แหละ"
พูดจบก็หลับตาปี๋ไม่พูดไม่จาอีก
จางหยางเดาะลิ้น "ก็ได้ครับ งั้นเอาเป็นฆาเหรินละกัน! อย่างน้อยก็ฟังดูดีกว่าฆามะหน่อยนึง"
(จบแล้ว)