- หน้าแรก
- ปลูกพืช เลี้ยงปีศาจ ฝึกวิชาเซียน สู่เส้นทางแห่งอมตะ
- บทที่ 1106 ข้าวหยวนกู่
บทที่ 1106 ข้าวหยวนกู่
บทที่ 1106 ข้าวหยวนกู่
“มีจดหมายจากท่านเจ้าสำนักหรือไม่...”
ฮวางฝู่หยวนจำได้ว่าผู้เฝ้ายามเหล่านี้เป็นใคร หากเป็นเมื่อก่อนนางอาจหยิบจดหมายลายมือปลอมขึ้นมาอย่างระมัดระวังเพื่อแทรกตัวเข้าไป แต่วันนี้ยังไม่ทันให้สองผู้เฝ้ายามพูดจบนางก็เลือกลงมือทันที
ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าเขตต้องห้ามย่อมไม่ใช่ผู้ฝึกตนธรรมดา
แต่ด้วยความต่างชั้นของพลังทำให้พวกเขาไร้หนทางต่อต้าน
ในขณะที่คมดาบของฮวางฝู่หยวนกำลังจะตัดแขนของพวกเขาอย่างไร้ความปรานี พื้นดินใต้เท้าก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ชุดของผู้เฝ้ายามทั้งสองขาดกระจุยเผยให้เห็นผิวหนังสีทองแดงเข้ม
และ...ยังไม่จบเพียงเท่านั้น
เสียง "กร๊อบแกร๊บ" แปลกประหลาดดังแทรกผ่านหูของทุกคน
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นกับตา...ร่างของผู้เฝ้ายามทั้งสองเสียบเข้ากับกลไกใต้พื้นดิน แปรเปลี่ยนเป็นหุ่นเชิดยักษ์สูงยี่สิบฉื่อในพริบตา
และไม่เพียงเท่านั้น
หลังจากกลายเป็นหุ่นเชิดพลังของพวกเขาก็พุ่งทะยานหลายเท่าตัว
เพียงพริบตาเดียวก็ขึ้นถึงระดับอสูรขั้นหก
หนิงป๋อเฉียนรีบสะบัดเถาวัลย์เข้าควบคุมอย่างรวดเร็วพยายามกักรั้งพวกมันไว้
สีหน้าฮวางฝู่หยวนพลันเปลี่ยนไป
ตอนนี้นางจึงเพิ่งตระหนักว่าผู้เฝ้ายามทั้งสอง...ไม่ใช่ “คน” หากแต่เป็น หุ่นเชิด!
ศาสตร์หุ่นเชิดที่ประณีตถึงเพียงนี้เกินขอบเขตความรู้ของนางไปมาก
แต่ทุกอย่าง...ก็ดูสมเหตุสมผลแล้ว
เขตต้องห้ามที่สำคัญถึงเพียงนี้ใครจะยอมปล่อยให้ผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนจิตสองคนเฝ้าอยู่ลำพัง? ถ้าบังเอิญเห็นอะไรเข้าแล้วเผลอพูดออกไปล่ะ?
เดิมทีฮวางฝู่หยวนกำลังจะลงมืออีกครั้ง แต่เถียนซูฉินก็ได้ปลดปล่อยเปลวไฟโอสถออกมาครอบคลุมหุ่นเชิดทั้งสอง
นี่คือเปลวไฟที่เสริมพลังด้วยดอกบัวอมฤต ซึ่งมีอานุภาพเทียบเท่าลมหายใจของมังกร
ประกอบกับที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเถียนซูฉินได้แลกเปลี่ยนความรู้กับเวินห่าวเวิ่นอยู่เสมอ
ศาสตร์ปรุงยาและการหลอมอาวุธมีจุดร่วมกัน
ในเวลาไม่นานนางก็สามารถใช้เปลวไฟอันทรงพลังนี้เผาทำลายอักขระควบคุมภายในของหุ่นเชิดได้สำเร็จ
เพียงไม่กี่ลมหายใจหุ่นเชิดที่เคยมีพลังรุนแรงก่อนหน้านี้ก็หยุดนิ่งราวกับรูปปั้น
เมื่อเปลวไฟจางลง ร่างของหุ่นเชิดยังคงสมบูรณ์
หากเวินห่าวเวิ่นอยู่ที่นี่คงจะตื่นเต้นถึงขีดสุด อยากแยกส่วนทุกจุดเชื่อมต่อเพื่อศึกษาว่าหุ่นเชิดทั้งสองนี้มีโครงสร้างอย่างไรแน่
“ข้าจะเอากลับไปนะ” เถียนซูฉินพูดอย่างเรียบเฉย
“ได้เลย เอาไปให้ผู้อาวุโสเวิน บอกว่าถ้าเลียนแบบไม่ได้จะตัดเสบียงวัสดุของเขา” เฉินโม่หยอกเล่นพลางหัวเราะ
ด้านข้างฮวางฝู่หยวนรู้สึกสะท้านใจเล็กน้อย
นางเองก็คงเอาชนะหุ่นเชิดเหล่านี้ได้เช่นกัน
แต่คงไม่อาจทำได้อย่างเบามือเหมือนเถียนซูฉินแน่นอน
และนี่...ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักมั่วไถเท่านั้น...
เถียนซูฉินใช้คาถาระดับสูงขุดกลไกที่ฝังอยู่ใต้พื้นขึ้นมาพร้อมทั้งหุ่นเชิดทั้งสอง แล้วยัดเข้าไปในมิติของตน
“อย่าทำพังล่ะ ต่อให้ทำเลียนแบบไม่ได้ เอามาตั้งหน้าเรือนข้าเป็นสิงโตหินก็ยังดี” เฉินโม่พูดต่ออย่างขำขัน
แน่นอนว่า...เถียนซูฉินไม่ได้ตอบกลับ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวดเร็วและก็จบลงอย่างรวดเร็ว
ศิษย์สำนักเสินหนงที่เดิมคิดจะมุงดูเหตุการณ์เริ่มรู้แล้วว่า...พวกเขากำลังเจอเรื่องใหญ่จริงๆ
เจียงฝานเมิ่งก็ย้ำคำพูดของนางอีกครั้ง
ครานี้...แทบไม่มีใครกล้าคัดค้าน
ทุกคนรีบมุ่งหน้าไปยังหอเจ้าสำนัก
พวกเขาอาจจะเป็นผู้อาวุโสก็จริง
แต่หากเจ้าสำนักของสำนักเสินหนง...ตายหมดแล้ว แล้วจะยื้อกันไปเพื่ออะไรอีก?
แน่นอนว่า “แทบ” ไม่มี ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ
ส่วนใหญ่เมื่อเจอพลังที่เหนือกว่าก็มักจะยอมศิโรราบในทันที
แต่ก็ยังมีบางคน...ที่ยังคงยืนหยัดด้วยความโกรธแน่นเต็มอก!
ขณะเฉินโม่และพรรคพวกกำลังจะย่างเท้าเข้าสู่เขตต้องห้าม
จู่ๆก็มีดาบวิเศษนับไม่ถ้วนร่วงหล่นจากท้องฟ้าโจมตีใส่พวกเขา
ทว่าท่ามกลางการโจมตีเช่นนั้น เนี่ยหยวนจือกลับไม่แสดงท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย
เขายกมือปล่อยยันต์หลายแผ่น
ชั่วพริบตาโล่พลังไร้รูปก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของทุกคน
ดาบวิเศษนับไม่ถ้วนกระแทกเข้ากับโล่พลังเกิดเสียงกระทบชัดเจน บางเล่มถึงกับปลิวกระเด็นออกไป
แม้บางเล่มที่พลังยังแรงอยู่ก็ถูกหนิงป๋อเฉียนสกัดไว้ได้ง่ายดาย
ขณะนั้นเองเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น สายฟ้าเส้นใหญ่พุ่งจากฟากฟ้าลงมา
ผู้ที่เสี่ยงตายโจมตีเฉินโม่และพรรคพวกร่วงหล่นดั่งว่าวที่ขาดสาย
ถูกซัดกระแทกลงกับพื้นดิน
นี่คือศึกที่ไม่สมดุลแต่ต้น
ผู้ลงมือต่อให้เป็นผู้ครองฉายา "มือกระบี่อันดับหนึ่งของสำนักเสินหนง" ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นเปลี่ยนจิตที่มีชื่อเสียง
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ เขา...ไม่มีแม้แต่โอกาสตอบโต้
“อย่าฆ่าเขา” เฉินโม่เอ่ยขึ้นทันใดยับยั้งหนิงป๋อเฉียนที่กำลังจะลงมือซ้ำ
เถาวัลย์รัดแน่นรอบร่างของอีกฝ่าย
มองเพียงแวบเดียวก็รู้ได้ว่าครั้งหนึ่งเขาคงเป็นชายหนุ่มผู้กระตือรือร้น
แม้ตอนนี้จะถูกกดไว้บนพื้น แต่ในดวงตาของเขา...ยังคงลุกโชนไปด้วยเพลิงแห่งความโกรธ!
“ผู้อาวุโสซือถู?”
“เหตุใดเขาจึงคิดสั้นกันเล่า?”
“พวกเรา...จะไปต่อต้านได้อย่างไรกัน?”
ทันใดนั้นบริเวณรอบๆเขตต้องห้าม ศิษย์ของสำนักเสินหนงต่างพากันกระซิบกระซาบ
ทว่าคนเหล่านี้ คำพูดเหล่านี้...จะรอดพ้นการได้ยินจากผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวมเหล่านี้ได้อย่างไร?
“ใจกล้าไม่น้อย...ไว้ค่อยจัดการหลังจากเรากลับออกมาแล้วกัน” เฉินโม่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจนัก
สำหรับผู้ที่ไม่มีเวรกรรมกับตน เขาก็ไม่ต้องการสังหารโดยไม่จำเป็น
หากต้องฆ่าล้างสำนักเพียงเพื่อควบคุมเขตต้องห้าม เช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่ต่างอะไรจากสำนักเสินหนงในอดีต
หนงซิ่วหยวน, หนงเทียนจ้ง พวกนั้นสมควรตายก็จริง แต่เหล่าศิษย์ของสำนักเล่า?
ใครกันจะรู้เรื่องความลับของสำนักเสินหนงบ้าง?
“เขตต้องห้ามของสำนักเซียน ผู้ใดก็ห้ามเหยียบย่างแม้แต่ครึ่งก้าว!”
ในขณะนั้นเองซือถูหวงแม้จะถูกพันธนาการ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ทว่าก็ยังตะโกนดังก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว
เฉินโม่หันกลับไปมองอีกครั้ง
ในแววตาของอีกฝ่ายมีทั้งความหวาดกลัว แต่ก็ถูกความโกรธกลบเกลื่อน
ทว่า...เขาก็เพียงมองแค่แวบเดียวเท่านั้น
จากนั้นก็เหยียบย่างเข้าสู่เขตต้องห้าม
ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน
เบื้องหน้าคือทุ่งพืชวิญญาณงดงามไร้ที่สิ้นสุด
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรู้สึกปลื้มปิติคือพลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่แผ่กระจายไปทั่วทุกทิศทาง
“พลังวิญญาณเข้มข้นเหลือเกิน!” เถียนซูฉินอุทานออกมา
“เกรงว่ายังดีกว่าถ้ำหลิงเซียวของหลัวจิ่วจงอีกกระมัง” เนี่ยหยวนจือเอ่ยต่อ
ขณะนั้นสายตาของฮวางฝู่หยวนจับจ้องไปยังเบื้องหน้า
นางหันมองเฉินโม่หนึ่งครั้ง เมื่อเห็นเขาพยักหน้าก็รีบคว้าแขนเขาแล้วพุ่งตรงไปยังจุดหนึ่ง
...จุดที่เคยเกือบพรากชีวิตนางไป!
ที่นั่นคือทุ่งข้าววิญญาณสูงระดับคน
ขณะนี้ข้าวเหล่านั้นเพิ่งอยู่ในช่วงแยกกล้า พื้นดินยังดูไม่เป็นระเบียบ
แต่ลำต้นของต้นข้าวหนาแน่น แข็งแกร่ง ใบคมกริบราวกับคมมีด และยังมีเส้นใบสีทองเส้นบางๆพุ่งขึ้นจากยอดใบ
ทั้งหมดนี้ต่างประกาศถึงความพิเศษของข้าววิญญาณพันธุ์นี้
เฉินโม่ผู้คลุกคลีอยู่กับพืชวิญญาณและข้าววิญญาณมาหลายสิบปี
แค่เหลือบตามองครั้งเดียว...ก็ประเมินผลผลิตได้ทันที
ในนาหนึ่งไร่มีต้นข้าวเพียงแค่สี่ร้อยสิบหกต้นเท่านั้น!
ไม่ต้องพูดถึงการเทียบกับสี่ข้าววิญญาณชั้นยอด
แม้แต่ข้าววิญญาณลายไม้ก็ยังมีจำนวนต้นมากกว่านี้ถึงหนึ่งในสิบ!
“ข้าววิญญาณพันธุ์นี้คืออะไร?” เฉินโม่ถามขึ้นทันที
แม้แต่ใน 《แผนผังพืชวิญญาณ》 ฉบับของเทพแห่งการเพาะปลูกยังไม่ปรากฏพันธุ์นี้เลยด้วยซ้ำ
“พวกเขาเรียกมันว่า...ข้าวหยวนกู่”
(จบบท)