- หน้าแรก
- ปลูกพืช เลี้ยงปีศาจ ฝึกวิชาเซียน สู่เส้นทางแห่งอมตะ
- บทที่ 1074 ทิวทัศน์ของสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจว
บทที่ 1074 ทิวทัศน์ของสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจว
บทที่ 1074 ทิวทัศน์ของสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจว
เฉินโม่ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินตามผู้อาวุโสแห่งสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจวเข้าไปในประตูภูเขา
ในพริบตาทิวทัศน์เบื้องหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป
เขาเห็นอาคารสูงใหญ่สลับกับกระท่อมหญ้าคาปะปนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ เห็นอุปกรณ์บินได้ห้อยหัวอยู่เหนือผิวน้ำและท้องฟ้า เห็นประติมากรรมที่สร้างขึ้นโดยเจาะภูเขาและยึดแนบกับแนวเขา
ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนปะปนที่ยากจะบรรยาย
และบนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดนี้ล้วนสลักลวดลายของสัตว์อสูรสารพัดแบบ ซึ่งเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว
นอกจากนี้ยังมีสัตว์อสูรจำนวนมากบินโฉบและโลดแล่นอยู่ภายในบริเวณ
กล่าวได้ว่าภายในสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจวแห่งนี้เปรียบเสมือนทิวทัศน์แห่งเสรีภาพของเหล่าสรรพชีวิต
เมื่อเห็นเฉินโม่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เฉาหลิงยวิ่นที่ยืนข้างๆก็ยิ้มออกมา
“ที่นี่เป็นแบบนี้แหละ แต่ละคนมีความคิดของตัวเอง อยากให้โลกของตนเป็นอย่างไรก็จะตกแต่งให้เป็นแบบนั้น”
พอได้ยินคำอธิบายนี้เฉินโม่ก็พยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“ท่านนี่เคารพอิสระภาพกันจริงๆเลยนะ”
“อิสระภาพคือธรรมชาติของสัตว์อสูร สำหรับพวกเราก็เช่นกัน มันควรจะเป็นเช่นนี้”
“แต่แบบนี้มันก็วุ่นวายไปหน่อยนะ”
“……”
ทันใดนั้นก็มีสัตว์อสูรตัวหนึ่งบินลงมาจากขอบฟ้า มันมีรูปร่างประหลาด ดวงตาเป็นสามเหลี่ยมสองข้างลักษณะโดยรวมคล้ายกับนกแต่ไร้ปีก
เฉินโม่มองมันด้วยความประหลาดใจ
สัตว์อสูรตัวนี้มีความสามารถในการบินเหมือนนก อีกทั้งยังมีรูปร่างแข็งแรงให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ดูแปลกประหลาดไม่น้อย
การมาเยือนสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจวในครั้งนี้ราวกับได้ก้าวเข้าสู่สวนสัตว์ขนาดใหญ่
ทั่วทั้งบริเวณเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่วิ่งพล่านไปมา
บางตัวดูเหมือนมีเจ้าของ บางตัวก็ดูเหมือนยังไร้ผู้ครอบครอง...
“นี่มัน?” เขาถาม
“นกกู่จี้เป็นนกที่ถูกฟื้นฟูมาจากสายเลือดโบราณ” เฉาหลิงยวิ่นก้าวไปข้างหน้าลูบขนนุ่มของนกกู่จี้พลางอธิบายต่อ
“มันอาจจะยังฟื้นฟูรูปลักษณ์ออกมาได้ไม่สมบูรณ์ ภายนอกอาจดูน่าเกลียดด้วยซ้ำ แต่ความสามารถของมันไม่น้อยเลยทีเดียว…”
“เราจะคุยกันตรงนี้เลยหรือ?” เฉินโม่แกล้งถามยิ้มๆ
เขาไม่ได้รู้สึกสนใจนกตัวนี้นัก
เพราะมีเจ้าไก่หัวแข็งอยู่ในใจแล้ว เมื่อต้องมาเจอกับสัตว์อสูรประหลาดเช่นนี้ก็ย่อมรู้สึกว่าเทียบกันไม่ได้
แน่นอนในเมื่อมาเยือนสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจวแล้วหากพบสัตว์อสูรที่เหมาะสมและถูกชะตาก็อาจจะพากลับไปสักตัวสองตัวเช่นกัน
“ทางนี้” เฉาหลิงยวิ่นชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกระโดดขึ้นหลังของนกกู่จี้้
ทั้งสองบินผ่านไหล่เขาที่เต็มไปด้วยประติมากรรมต่างๆและไปลงยังบริเวณที่งดงามราวสรวงสวรรค์
ทิวทัศน์ที่ด้านหลังของภูเขานั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง ทั้งน้ำใสภูเขาเขียว ดอกไม้ผลิบานและเสียงนกร้องประสาน สัตว์อสูรจำพวกนกนานาชนิดที่มีขนสีสันสดใสและรูปร่างเล็กกระจิริดบินว่อนไปทั่วท้องฟ้า
ที่เบื้องหน้าเหล่าสัตว์อสูรที่แต่เดิมกำลังต่อสู้หรือเดินไปมาอย่างไร้จุดหมายก็เริ่มหยุดชะงัก
แต่เมื่อเฉาหลิงยวิ่นปรากฏตัวขึ้น
สัตว์เหล่านั้นก็พากันแห่เข้ามาราวกับฝูงไก่ที่กำลังจะได้รับอาหาร
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นยิ่งใหญ่อลังการเกินคำบรรยาย
สัตว์ที่เคยเห็นและไม่เคยเห็นมีมากจนทำให้รู้สึกตาลาย
แม้ว่าเฉินโม่เองก็เคยเลี้ยงสัตว์อสูรอยู่ไม่น้อย
แต่เมื่อเทียบกับภาพเบื้องหน้าแล้วก็เหมือนคนละระดับโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามสัตว์อสูรเหล่านี้มีพลังหลากหลายไม่เท่ากัน
พวกที่แข็งแกร่งอาจถึงขั้นที่ห้า
ส่วนที่อ่อนแอก็มีเพียงแค่ขั้นสองหรือสามเท่านั้น
ดูเหมือนว่าเฉาหลิงยวิ่นจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์ของสัตว์อสูรมากกว่าการพัฒนาระดับพลัง
แน่นอนเฉินโม่เป็นกรณีพิเศษ
หากไม่มีสายฟ้าด่านเคราะห์ สัตว์อสูรในตราวิญญาณหมื่นอสูรของเขาก็คงมีเพียงไม่กี่ตัวที่บรรลุถึงระดับหก
เพียงเห็นเฉาหลิงยวิ่นยกมือขึ้นเบาๆเบื้องหน้าก็มีม่านพลังไร้รูปร่างปรากฏขึ้นทันที ปิดกั้นฝูงสัตว์อสูรที่ทั้งคลั่งและกระตือรือร้นไว้ภายนอก
และในชั่วขณะนั้นสัตว์อสูรเหล่านั้นก็สงบลงอย่างช้าๆ
พวกมันเพียงแค่นั่งล้อมรอบเฉินโม่กับเฉาหลิงยวิ่นอย่างเงียบงัน
“สัตว์อสูรเหล่านี้ท่านฝึกเองทั้งหมดหรือ?” เขาถามขึ้น
อีกฝ่ายพยักหน้า
“ดูเหมือนพวกมันจะสนิทกับท่านมากทีเดียวนะ”
เฉินโม่กวาดสายตามองไปทั่ว บรรดาสัตว์อสูรที่เห็นล้วนมีรูปร่างแปลกประหลาดคล้ายนกกู่จี้แทบทั้งนั้น มีเพียงบางตัวที่ดูคล้ายกับโตวหรือกิเลนเพลิงอัคคี ซึ่งเป็นสัตว์วิญญาณ แต่ก็มีน้อยจนนับตัวได้
ดูราวกับว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียง “ของมีตำหนิ”?
เฉาหลิงยวิ่นไม่ตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ
เขาไม่ชอบให้ใครวิจารณ์สิ่งที่เขาสร้างขึ้น ต่อให้มีจำนวนมากที่ล้มเหลว ต่อให้ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความล้มเหลวเท่านั้นก็ตาม
แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาก็สามารถเพาะพันธุ์สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าสมัยโบราณได้จริงๆ
“ท่านต้องการให้ข้าช่วยอะไร?” เฉาหลิงยวิ่นเอ่ยถาม
เฉินโม่สะบัดข้อมือเบาๆ ทันใดนั้นจิ้งจอกน้อยที่จำศีลอยู่ในตราวิญญาณหมื่นอสูรก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทั้งสอง
แววตาของเฉาหลิงยวิ่นสว่างวาบขึ้นทันที เขามองดูสัตว์อสูรตรงหน้าอย่างประหลาดใจก่อนจะพูดขึ้นลอยๆกับตัวเองว่า
“ไม่นึกเลยว่า ตราวิญญาณหมื่นอสูรจะตกอยู่ในมือของท่าน”
“ก็นับว่าเป็นวาสนานั่นแหละ” เฉินโม่ยิ้มตอบ
เขาเองก็เป็นผู้ฝึกฝนเส้นทางผู้ควบคุมสัตว์อสูร แต่หากเทียบกับเจ้าสำนักแห่งสำนักสัตว์วิเศษแห่งจงโจวตรงหน้าแล้วก็คงเหมือนมือสมัครเล่น
แม้ว่าเขาจะเคยเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรมากมาย แต่ก็ไม่เคยสนใจเรื่องการเพาะพันธุ์หรือจับคู่ผสมพันธุ์แม้แต่น้อย
ถึงเขาจะมีพลังพิเศษนานาชนิดที่หายาก
แต่จนถึงวันนี้ก็มีเพียงเจ้าไก่หัวแข็งเท่านั้นที่มีลูกหลาน
“นี่คือจิ้งจอกหงค์อัคคีงั้นหรือ?”
เฉาหลิงยวิ่นค่อยๆย่อตัวลง มือของเขาแตะลงบนตัวของอีกฝ่ายเพียงแวบเดียวแล้วชักกลับราวกับถูกไฟช็อต
จากนั้นก็หันมามองเฉินโม่ด้วยความตกใจถามว่า
“ระดับหก? มันอยู่ที่ระดับหกแล้วหรือ?”
เมื่อเห็นเฉินโม่พยักหน้าเขาก็รีบถามต่อทันที
“ท่านทำได้อย่างไร?”
ในเวลานี้อีกฝ่ายดูเหมือนจะลืมเป้าหมายของการมาที่นี่ไปหมดแล้ว มีเพียงความสนใจอยากรู้ว่าสัตว์อสูรตัวหนึ่งจะสามารถทะลวงข้อจำกัดของระดับห้าไปสู่ระดับหกได้อย่างไร
“ก็แค่จังหวะเหมาะ โอกาสพอดีมั้ง” เฉินโม่ไหวไหล่
“บางทีการเปลี่ยนเลือดก็ไม่ได้แย่อย่างที่ท่านคิดก็ได้”
เขายังจำได้ดีว่าในการสนทนาครั้งแรก เฉาหลิงยวิ่นเคยแสดงท่าทีดูแคลนวิธีทำให้สัตว์อสูรแข็งแกร่งขึ้นด้วยการใช้พลังพิเศษจึงต้องโกหกออกไปเช่นนั้น
“ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าจะไม่เดินผิดทางไปหมดแล้วหรือ...”
แววตาของเฉาหลิงยวิ่นค่อยๆว่างเปล่า และจิตใจของเขาก็เริ่มหันเข้าสู่ภาวะสงบ
เห็นท่าเขากำลังจะเข้าสมาธิเพื่อตรวจสอบตัวเอง เฉินโม่ก็รีบเอ่ยขึ้นดึงสติอีกฝ่ายกลับมา
“ท่านเฉา ข้าขอรบกวนช่วยดูให้ที นางฟื้นพลังวิญญาณแล้ว แต่เหตุใดยังไม่ฟื้นขึ้นมาอีก?”
เฉาหลิงยวิ่นหลุดจากภวังค์กลับมาสู่ความเป็นจริง
แววตาของเขาดูซับซ้อนเล็กน้อย แต่แล้วก็กลับกลายเป็นแน่วแน่
เขายิ้มบางๆก่อนจะเริ่มตรวจสอบร่างของจิ้งจอกหงค์อัคคีอย่างละเอียด
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามเศษ เขาจึงลุกขึ้นช้าๆแล้วหันไปพูดกับเฉินโม่ว่า
“นางเคยบาดเจ็บมาก่อนใช่หรือไม่?”
“ถูกสำนักเสินหนงเล่นงานอย่างหนัก” เฉินโม่เอ่ยชื่อของบุคคลจากหลายพันปีก่อนออกมาตรงๆ
ทันทีที่ได้ยินชื่อดังกล่าว เฉาหลิงยวิ่นก็ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าแสดงออกถึงความรู้สึกประหลาด
แต่เขาไม่ได้ถามถึงสาเหตุที่อีกฝ่ายลงมืออย่างโหดเหี้ยม เพียงกล่าวต่อว่า
“จากที่ข้าดูแล้ว จิ้งจอกตัวนี้ไม่ได้แค่พลังวิญญาณได้รับความเสียหาย แต่อาจรวมถึงจิตวิญญาณของนางก็ถูกผนึกไว้ด้วยเช่นกัน”
(จบบท)