- หน้าแรก
- ปลูกพืช เลี้ยงปีศาจ ฝึกวิชาเซียน สู่เส้นทางแห่งอมตะ
- บทที่ 1066 การกดดันถึงขีดสุดจากหยุนหยา
บทที่ 1066 การกดดันถึงขีดสุดจากหยุนหยา
บทที่ 1066 การกดดันถึงขีดสุดจากหยุนหยา
“ท่านกงเอ๋อหงอวี่ยังไม่ตาย...” หยุนหยาพึมพำออกมาอย่างเหม่อลอย
เมื่อครู่เฉินโม่ มาหาเขาอย่างกระทันหันพูดคุยเพียงไม่กี่คำก็รีบจากไป แต่ว่าคำพูดไม่กี่ประโยคนั้นกลับทำให้จิตใจเขาไม่สงบมาจนถึงตอนนี้
ตั้งแต่ขึ้นครองตำแหน่งความแข็งแกร่งของเขาก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วด้วยโชควาสนาของแคว้นอู๋ฉือ
ในเวลาเพียงสองปีเขาก็บรรลุระดับที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างยากลำบากถึงสองร้อยปี หรืออาจถึงห้าร้อยปีเลยทีเดียว
ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ทำให้เขามีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ไม่ว่าหกลัทธิหรือห้าสำนักเซียนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในสายตาเขาอีกต่อไป
แต่ไม่คาดคิด...
ขณะที่เขากำลังจมอยู่กับความคิดเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังขึ้น ไม่นานนักกงเอ๋อฮานก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่สงสัย
“หยุนหยา เจ้าเรียกข้าหรือ?”
“ฮานเอ๋อร์...เจ้า...ว่า...” หยุนหยามีท่าทีลังเลเล็กน้อย เขาดูเหมือนไม่กล้าจะบอกเรื่องนี้กับอีกฝ่าย
“มีอะไรหรือ?”
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็รวบรวมความกล้าถามออกไปว่า
“เจ้าว่า...ท่านกงเอ๋อหงอวี่...อาจจะยังไม่ได้จากไปจริงๆหรือไม่?”
“เจ้าว่าอะไรนะ?” กงเอ๋อฮานแสดงท่าทีไม่เชื่อสายตา แววตาปรากฏความยินดีแวบหนึ่ง แต่ไม่นานใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นผิดหวัง แล้วส่ายหน้าเบาๆ
“เป็นไปไม่ได้ ข้าเห็นกับตาว่าเขาเข้าสู่การหลุดพ้น และข้ายังเป็นคนเผาร่างเขาด้วยมือของข้าเอง”
“แต่วิธีการของเซียนนั้นมากมายนัก!”
คำพูดนี้ก็คือสิ่งที่เฉินโม่เพิ่งจะบอกกับเขาไปเช่นกัน
แต่ถึงอย่างนั้นกงเอ๋อฮานก็ยังทำใจยอมรับไม่ได้อยู่ดี
นางไม่เข้าใจ หากบิดาของนางยังไม่ตาย เหตุใดจึงจากพวกเขาไป?
ไม่นานนางก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทันที
“หากบิดาของข้ายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่มีทางยอมให้ใครมาจับตัวข้าไปเด็ดขาด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หยุนหยาก็รู้สึกสะดุ้งขึ้นในใจ
จริงดังที่อีกฝ่ายว่า!
“ไม่ใช่สิ!”
“หืม?”
“ข้าได้ยินเจ้าบอกว่าอู๋เมิ่งไม่ได้ทำอะไรเจ้าเกินเลยเลยสักนิดใช่หรือไม่?”
กงเอ๋อฮานพยักหน้ารับ
“บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้เขาจึงยังไม่ได้ลงมือ”
“แต่...”
“งั้นข้าถามเจ้า แล้วอู๋เมิ่งตายอย่างไร? และตราประทับหยกแผ่นดินมาอยู่ในมือเฉินโม่ได้อย่างไร?”
กงเอ๋อฮานได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันทีว่า หยุนหยาหมายถึงอะไร “เจ้าหมายความว่า...อู๋เมิ่งถูกบิดาข้าฆ่าหรือ?”
“ต้องใช่แน่!”
“มิฉะนั้นเฉินโม่จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านกงเอ๋อยังไม่ตาย แต่แกล้งตายเพื่อล่อหนงเทียนจ้งออกมา?”
ทุกอย่างดูจะสมเหตุสมผลขึ้นมาในทันใด
ทั้งสองคนพูดคุยและไตร่ตรองกันต่ออีกครู่หนึ่ง จู่ๆใบหน้าของกงเอ๋อฮานก็ปรากฏรอยยิ้มสดใส “บิดา...บิดาของข้ายังไม่ตายจริงๆ...”
“ใช่แล้ว!”
“เจ้าว่าเขาแกล้งตายเพื่อจะล่อหนงเทียนจ้งออกมาใช่หรือไม่? หนงเทียนจ้งคือใคร?”
หยุนหยาจึงบอกเรื่องราวที่เฉินโม่เพิ่งจะเล่าให้ฟังเมื่อครู่ให้กงเอ๋อฮานฟังเกือบจะครบทุกคำ ยิ่งได้ฟังนางก็ยิ่งรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“เจ้า...เจ้าสำนักเสินหนง แต่ละรุ่นคือร่างแยกของเขาอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ ข้าเองตอนแรกได้ยินยังตกใจมาก แต่พอคิดอย่างละเอียดก็เห็นว่าเป็นไปได้จริงๆ! ตอนนี้พวกเราก็คิดได้เช่นเดียวกัน แสดงว่าเรื่องนี้ต้องเป็นความจริงแน่!”
“นี่...แล้วสำหรับเราแล้ว...”
หยุนหยาก้าวเดินไปมาในตำหนักอย่างครุ่นคิด
ขณะเดียวกันก็ไตร่ตรองไปด้วย
เมื่อครู่เฉินโม่มาหาเขา แค่บอก “ข้อเท็จจริง” นี้ แต่ไม่ได้บอกเลยว่าต้องทำอย่างไรหรือจะทำอะไร
ตอนนี้เขาจึงจำเป็นต้องวางแผนก้าวต่อไป
เจ้าสำนักให้เขาขึ้นครองตำแหน่งกั๋วจวิน แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อให้เขาอยู่นิ่งเฉย
“ฮานเอ๋อร์ ข้าเข้าใจแล้ว!”
“เข้าใจอะไรหรือ?” กงเอ๋อฮานยังคงสงสัย
“ที่บิดาเจ้าเลือกข้าให้เป็นกงเอ๋อแทนที่จะเลือกสุ่ยหยุนฉีหรือฟ่านเทียนหมิงก็เพราะอยากให้ข้าทำเรื่องหนึ่ง!”
“เรื่องอะไร?”
“ต้องการให้ข้าบีบบังคับหนงเทียนจ้งที่ซ่อนตัวอยู่ในสำนักเสินหนงให้เผยตัวออกมา โดยไม่เปิดเผยว่า กงเอ๋อหงอวี่ยังไม่ได้จากไป!”
กงเอ๋อฮานคิดอย่างละเอียดอีกครั้ง ก็พบว่ามีความเป็นไปได้สูงจริงๆ!
“ดูเหมือนตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราไม่เคยเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของบิดาเลย”
“ใช่แล้ว เขาจึงยืมปากเฉินโม่มาเตือนเรายังไงล่ะ” หยุนหยาก็รู้สึกผิดหวังในตนเองเช่นกัน
เรื่องสำคัญขนาดนี้เขากลับคิดไม่ถึงเลย!
ช่างทำให้กงเอ๋อผิดหวังจริงๆ!
“ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้เราควรจะทำอย่างไร?”
“แน่นอนว่าต้องกดดันสำนักเสินหนงให้ถึงขีดสุดอย่างไรล่ะ!”
.....
หนึ่งวันต่อมาหยุนหยาได้มาปรากฏตัวที่หน้าประตูสำนักเสินหนงด้วยตนเอง
ที่มายืนเคียงข้างเขาคือกงเอ๋อฮานบุตรสาวคนเดียวของกงเอ๋อหงอวี่
การมาเยือนของพวกเขาอย่างกะทันหันทำให้ผู้พิทักษ์ประตูสำนักเสินหนงไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังไม่กล้าประมาทและไม่กล้าเอ่ยคำพูดอะไรมาก
พวกเขารีบร้อนส่งคนเข้าไปในสำนักเพื่อแจ้งให้เจ้าสำนักออกมาต้อนรับ
ขณะเดียวกันก็แสดงสีหน้าถ่อมตน เตรียมเชิญทั้งสองเข้าไปด้านใน
แต่หยุนหยากลับยืนนิ่งเงียบอยู่หน้าประตู เขายังคงมีสีหน้าเคร่งขรึม น่าเกรงขาม สง่าราศีของผู้ปกครองแผ่รังสีออกมาจนคนธรรมดาไม่กล้ามองตรงๆ
ผ่านไปประมาณครึ่งถ้วยชาหนงซิ่วหยวนก็เดินออกมาจากประตูสำนักอย่างช้าๆ แสดงสีหน้าไม่ใส่ใจใดๆ เขามองไปยังผู้มาเยือนทั้งสองด้วยท่าทีเมินเฉย
ทุกท่าทางของหนงซิ่วหยวนอยู่ในสายตาของหยุนหยา
ถ้าไม่มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดามีหรือที่เขาจะกล้าทำท่าทางเช่นนี้ได้?
ยิ่งทำให้หยุนหยามั่นใจมากขึ้นไปอีกว่าเขาคือร่างแยกของหนงเทียนจ้ง!
“ท่านมาเยือนถึงที่นี่ ไม่ทราบมีเรื่องสำคัญอันใด?” หนงซิ่วหยวนยิ้มแย้มอย่างเสียมิได้ โดยไม่ได้แสดงความเคารพแม้แต่น้อย
“ข้ามาเพื่อขอตัวคนสองคน!”
“คน? คนไหน?”
“ฮวางฝู่หยวน กับจิ้งจอกหงส์อัคคี”
สีหน้าที่สงบนิ่งของหนงซิ่วหยวนพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม แต่เพียงชั่วพริบตาเขาก็กลับมายิ้มแย้มอีกครั้งทันที
“ไม่เคยได้ยินชื่อ”
หยุนหยามาถึงที่นี่เพื่อขอตัวคน
ดูเหมือนเรื่องที่อีกฝ่ายคิดจะขโมยข้าววิญญาณจะเกี่ยวข้องกับพวกเขาจริงๆ
แต่แล้วอย่างไร?
พวกเขาไม่มีวันยอมรับแน่นอน!
“อย่างนั้นหรือ? ฮวางฝู่หยวนเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวม อย่าได้ลืมกฎที่กำหนดไว้ตั้งแต่ตอนก่อตั้งแคว้นเซียนเป็นอันขาด!” หยุนหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าไม่เคยลืม แต่ว่าข้าไม่เคยพบพวกเขาจริงๆ”
หนงซิ่วหยวนยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง
“ดี! หากเจ้าไม่ยอมปล่อยตัว เช่นนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะสั่งยึดคืนถ้ำสวรรค์ทั้งหมดที่อยู่ในเขตของสำนักเสินหนง!”
“เจ้ากล้าหรือ!”
“ภายในสามวัน ข้าจะให้เจ้าส่งตัวคนกลับมาด้วยตัวเอง”
เมื่อกล่าวจบหยุนหยาก็หันหลังเดินจากไปทันทีโดยไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้โต้แย้งใดๆ
“เจ้า!”
หนงซิ่วหยวนมองเงาหลังของทั้งสองที่จากไปอย่างไกลลิบ คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้นมาทันที
เขาสูดลมหายใจลึกๆก่อนจะหายวับจากตรงนั้นไปในชั่วพริบตา
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งร่างของเขาก็อยู่ในเขตต้องห้ามของสำนักเสินหนงแล้ว
“เข้ามา...” ผู้อาวุโสที่เฝ้าเขตต้องห้ามยังไม่ทันได้พูดจบ หนงซิ่วหยวนก็บุกตรงเข้าไปยังด้านใน
เขาไม่สนใจเสียงห้ามปรามที่ดังขึ้นระหว่างทางเลยแม้แต่น้อย เขามุ่งตรงไปยังหน้ากระท่อมไม้ธรรมดาแห่งหนึ่ง พลางกล่าวเสียงดัง
“หยุนหยาเพิ่งมาที่นี่ เขาสั่งให้เราส่งตัวฮวางฝู่หยวนกับจิ้งจอกหงส์อัคคีคืนให้ภายในสามวัน”
“แค่เขาน่ะหรือ?”
“เจ้าบุกเข้ามาด้วยท่าทีเอะอะขนาดนี้ ก็เพียงเพื่อจะพูดเรื่องนี้หรือ?”
“ข้าว่าเจ้าแตกตื่นเกินไปแล้วนะ”
“เจ้าจะไปสนใจเขาทำไม? ข้าก็อยากเห็นว่าเขาจะกล้าทำจริงไหม!”
หนงซิ่วหยวนหันหน้ากลับมามองไปยังใบหน้าหลายๆหน้าที่เหมือนเขาแทบจะไม่ผิดเพี้ยน และกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“นี่คือสิ่งที่พวกเจ้าบอกมาเองนะ เช่นนั้นข้าจะไม่สนใจแล้ว”
ในจังหวะนั้นเองท่อลมส่งเสียงหยินหยางที่อยู่บนตัวของเขาพลันเกิดคลื่นพลังวิญญาณขึ้นมาทันที
หนงซิ่วหยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่เขาก็ยังติดต่อสื่อสารต่อหน้าทุกคน
ทันทีที่เสียงเบาๆ ไหลเข้าสู่หูของทุกคนในที่นั้น ความหนาวเย็นสายหนึ่งก็แล่นขึ้นมาจากปลายเท้าโดยพลัน!
(จบบท)