- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นเศรษฐี ด้วยระบบประเมินของเก่า
- บทที่ 380 - ผมคือนักลงทุนที่ดีที่สุด
บทที่ 380 - ผมคือนักลงทุนที่ดีที่สุด
บทที่ 380 - ผมคือนักลงทุนที่ดีที่สุด
บทที่ 380 - ผมคือนักลงทุนที่ดีที่สุด
"ข้อเสนอที่สองเหรอ"
เถ้าแก่เถียนถอนหายใจ ก่อนจะหันไปถามพานเหว่ย "ถ้าอย่างนั้นคุณก็ลองว่ามาสิ ข้อเสนอที่สองเป็นยังไง"
พานเหว่ยยกแก้วน้ำชาบนโต๊ะขึ้นจิบ ก่อนจะหันไปบอกหลิวอวี๋เทา "เหล่าหลิว นายเป็นคนพูดเถอะ"
หลิวอวี๋เทามองเถ้าแก่เถียนแวบหนึ่ง แล้วพูดช้าๆ "ความจริงข้อเสนอที่สองนั้นง่ายมาก พวกเราจะไม่เอาหุ้นลม แต่จะให้คุณยืมเงินโดยตรงเลย"
พอเถ้าแก่เถียนได้ยิน เขาก็รู้สึกประหลาดใจมาก จึงถามกลับไปว่า "พวกคุณให้ผมยืมเงินได้เท่าไหร่ล่ะ"
"ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการเท่าไหร่"
เถ้าแก่เถียนลองคำนวณดูคร่าวๆ "จริงๆ สองล้านก็พอไหว แต่ถ้าได้สักสามล้านก็จะหมุนเงินได้คล่องตัวกว่านี้"
พานเหว่ยพูดแทรกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม "เถ้าแก่เถียน พวกเราให้คุณยืมห้าล้านหยวนเลย"
"หะ ห้าล้านเลยเหรอ"
เถ้าแก่เถียนเบิกตากว้าง ห้าล้านหยวนไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย
ตั้งแต่กิจการของภัตตาคารจันทร์รุ่งโรจน์ดิ่งลงเหว เงินก้อนใหญ่ขนาดนี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝัน
แต่เถ้าแก่เถียนเป็นคนรอบคอบ เรื่องลาภลอยแบบนี้ไม่มีทางมีอยู่จริงบนโลกใบนี้หรอก
"แล้วพวกคุณคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่ล่ะ ถ้าแพงเกินไปผมก็คงแบกรับไม่ไหวหรอกนะ"
"เถ้าแก่เถียน คุณวางใจได้ ผมกับเหล่าหลิวเห็นแววในตัวคุณและร้านอาหารของคุณ พวกเราจึงไม่ได้ตั้งใจจะคิดดอกเบี้ยอะไรเลย"
พอเถ้าแก่เถียนได้ยินแบบนั้น เขาก็ถึงกับตาโตเบิกกว้าง "เถ้าแก่พาน เถ้าแก่หลิว พวกคุณอย่ามาล้อคนแก่อย่างผมเล่นเลย พวกคุณไม่เอาทั้งหุ้น ไม่เอาทั้งดอกเบี้ย แล้วตกลงพวกคุณต้องการอะไรกันแน่ เงินเยอะจนไม่มีที่ทิ้งแล้วหรือไง"
เถ้าแก่เถียนยิ้มเฝื่อนพลางส่ายหน้า "ทั้งสองท่าน เชิญกลับไปเถอะ"
แต่พานเหว่ยกลับพูดต่อ "พวกเราอยากจะเดิมพันกับคุณ"
"เดิมพัน"
เถ้าแก่เถียนชะงักฝีเท้า "พวกคุณคิดผิดแล้วล่ะ ผมไม่เล่นการพนันหรอกนะ"
"เถ้าแก่เถียน ลองฟังดูก่อนก็ไม่เสียหายนี่" หลิวอวี๋เทาพูดเสียงเรียบ
เถ้าแก่เถียนคิดดูแล้วก็เห็นด้วย จึงตอบไปว่า "คุณพูดมาสิ ผมฟังอยู่"
"ความจริงมันง่ายนิดเดียว ผมกับเหล่าหลิวจะให้เงินคุณห้าล้าน แล้วให้เวลาคุณสองปี ขอแค่คุณหาเงินห้าล้านนี้มาคืนพวกเราได้ พวกเราก็จะไม่เก็บเงินคุณเพิ่มเลยแม้แต่แดงเดียว"
เถ้าแก่เถียนอึ้งไปครู่หนึ่ง "ไม่เก็บเงินเพิ่มเลยแม้แต่แดงเดียว แล้วถ้าเกิดผมคืนเงินไม่ได้ล่ะ"
"ถ้าคืนไม่ได้"
หลิวอวี๋เทามองหน้าพานเหว่ย แล้วพูดอย่างช้าๆ "ถ้างั้นร้านอาหารแห่งนี้ก็ตกเป็นของพวกเราโดยตรง ส่วนคุณก็จะไม่ได้อะไรเลยแม้แต่แดงเดียว"
เถ้าแก่เถียนขมวดคิ้วมุ่น ความคิดมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัว
ถ้าเป็นในสถานการณ์ปกติ เถ้าแก่เถียนคงไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เขาจะปฏิเสธคำแนะนำแบบนี้อย่างไม่ลังเลแน่นอน
การพนันก็คือการพนัน สิบเล่นเก้าเสีย มันอันตรายเกินไป
คนซื่อตรงอย่างเถ้าแก่เถียนย่อมต่อต้านพฤติกรรมแบบนี้โดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว
แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เถ้าแก่เถียนก็อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตัวเองได้เงินห้าล้านนี้มาจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง
สำหรับเถ้าแก่เถียนแล้ว การหาเงินห้าล้านหรือมากกว่านั้นให้ได้ภายในเวลาสองปี ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ยิ่งคิดเถ้าแก่เถียนก็ยิ่งหวั่นไหว จิตวิญญาณแห่งการผจญภัยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจจู่ๆ ก็พุ่งพล่านขึ้นมา ทำให้เขาเริ่มลังเล
พอเฉิ่นถงฮุยเห็นสีหน้าของเถ้าแก่เถียน เขาก็รู้ทันทีว่างานนี้มีลุ้น จึงรีบพูดสนับสนุน "พ่อตา พ่อคิดว่ายังไงล่ะ เถ้าแก่พานกับเถ้าแก่หลิวเป็นคนมีเหตุผลนะ พวกเขาไม่มีทางเบี้ยวหนี้แน่นอน"
พานเหว่ยก็พูดยิ้มๆ "ใช่แล้ว ถ้าเถ้าแก่เถียนตกลง พวกเราก็มาเซ็นสัญญาประทับตรากันให้เป็นลายลักษณ์อักษรไปเลย ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง ใครก็ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด"
หลี่เทียนหมิงที่นั่งฟังอยู่ตรงโถงด้านนอกได้ยินถึงตรงนี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเถ้าแก่เถียนคงต้องตอบตกลงแน่ๆ
และในอีกสองปีต่อมา จุดจบของเถ้าแก่เถียนก็ช่างน่าเวทนา เขาต้องสูญเสียทั้งร้านสูญเสียทั้งเงินจนหมดเนื้อหมดตัว
นอกจากจะไม่มีเงินห้าล้านไปคืนแล้ว เขายังต้องสูญเสียภัตตาคารจันทร์รุ่งโรจน์ให้กับพานเหว่ยและหลิวอวี๋เทาไปพร้อมๆ กันอีกด้วย
หลี่เทียนหมิงอดไม่ได้ที่จะใจลอย ในเมื่อเขารู้ถึงความเป็นไปของประวัติศาสตร์แล้ว เขาจะสามารถทำอะไรได้บ้างล่ะ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เทียนหมิงจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังห้องรับรองที่อยู่หลังเคาน์เตอร์
จังหวะนั้นเอง จางชุ่ยสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของหลี่เทียนหมิง เธอจึงเดินเข้าไปหา "คุณลูกค้าคะ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ"
หลี่เทียนหมิงตอบว่า "เธอไม่ต้องห่วงหรอก ฉันแค่จะเข้าไปช่วยเถ้าแก่เถียนน่ะ"
"เอ๋ ช่วยยังไงเหรอคะ"
หลี่เทียนหมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าไม่พูดความจริงก็คงอธิบายให้เข้าใจยากแน่ๆ
ในขณะเดียวกัน ภายในห้องรับรอง แม้ในใจของเถ้าแก่เถียนจะยังลังเลอยู่บ้าง แต่ลึกๆ แล้วเขาก็ตัดสินใจได้แล้ว
แม้ว่าการทำกำไรให้ได้ห้าล้านภายในสองปีจะดูเป็นเรื่องยาก แต่มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย
หลังจากได้เงินจากเถ้าแก่พานและเถ้าแก่หลิวแล้ว เถ้าแก่เถียนก็สามารถนำมาปรับปรุงภัตตาคารจันทร์รุ่งโรจน์ใหม่ทั้งหมด แล้วค่อยๆ ทำการโปรโมตให้เหมาะสม เขาเชื่อว่ามีโอกาสสูงมากที่จะไปถึงเป้าหมาย
สรุปง่ายๆ ก็คือ สู้ก็ยังมีหวัง แต่ถ้าไม่สู้ก็คือหมดหวังอย่างสิ้นเชิง ทำได้แค่ปิดกิจการเท่านั้น
ภัตตาคารจันทร์รุ่งโรจน์คือหยาดเหงื่อแรงกายที่เถ้าแก่เถียนทุ่มเทมาหลายปี เขาจะยอมทนดูมันล่มสลายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ ภายใต้สายตาจับจ้องของพานเหว่ย หลิวอวี๋เทา และลูกเขยอย่างเฉิ่นถงฮุย เถ้าแก่เถียนใช้เวลาคิดทบทวนอยู่เต็มๆ ถึงสิบนาที
"พ่อตา เลิกคิดได้แล้ว โอกาสทองแบบนี้พลาดแล้วพลาดเลยนะ"
เสียงเร่งเร้าของเฉิ่นถงฮุยดังเข้าหูเถ้าแก่เถียน
แม้ว่าเถ้าแก่เถียนจะไม่รู้ว่าเฉิ่นถงฮุยได้รับผลประโยชน์อะไรจากเถ้าแก่ทั้งสองคนนี้ ถึงได้ออกหน้าเชียร์สุดใจขาดดิ้นขนาดนั้น
แต่โอกาสในตอนนี้ มันก็มีอยู่แค่ทางเลือกเดียวจริงๆ
เถ้าแก่เถียนลืมตาขึ้น เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะพูดช้าๆ "เอาล่ะ ผมตกลงรับเงื่อนไขนี้"
"มันต้องอย่างนี้สิ"
พานเหว่ยลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาจับมือเถ้าแก่เถียนแล้วพูดว่า "มาๆ ขอให้พวกเราประสบความสำเร็จในการร่วมงานครั้งนี้นะ"
เถ้าแก่เถียนนึกในใจ นี่มันเรียกว่าการร่วมมือที่ไหนกัน นี่มันคือการทำสงครามชัดๆ
ไม่คุณตาย ผมก็รอด
ขณะที่เถ้าแก่เถียนกำลังจะยื่นมือไปจับกับพานเหว่ย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
"ใครน่ะ" เฉิ่นถงฮุยขมวดคิ้วมุ่น ตะคอกถามด้วยความหงุดหงิด
ประตูเปิดออก ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง
เฉิ่นถงฮุยถึงกับผงะ ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นพนักงานเสิร์ฟตาไม่ถึงคนไหนที่เข้ามาขัดจังหวะ ไม่คิดเลยว่าคนที่เข้ามาเขาจะไม่รู้จักเลยสักนิด
เถ้าแก่เถียนเหลือบมองแวบหนึ่งก็จำได้ว่าชายคนนี้คือลูกค้าที่นั่งทานอาหารอยู่ตรงโถงด้านนอก
"คุณลูกค้า มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ" เถ้าแก่เถียนถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ
หลี่เทียนหมิงปรายตามองพานเหว่ยและหลิวอวี๋เทาที่นั่งอยู่ตรงนั้น ก่อนจะหันไปพูดกับเถ้าแก่เถียนว่า "เถ้าแก่เถียน ผมมีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วยหน่อยครับ"
เถ้าแก่เถียนชะงักไป "เรื่องอะไรหรือครับ เชิญพูดมาได้เลย"
"เมื่อกี้ผมได้ยินมาว่าร้านของคุณกำลังมองหานักลงทุน คุณลองพิจารณาร่วมงานกับผมดูไหมครับ"
"ห๊า"
อย่าว่าแต่เถ้าแก่เถียนเลย แม้แต่อีกสามคนที่เหลือรวมถึงเฉิ่นถงฮุยก็ยังทำหน้าตกตะลึงกันไปหมด
[จบแล้ว]