- หน้าแรก
- บัญชาเจ็ดสังหาร ตำนานเซียนซ่างชิงไร้เทียมทาน
- บทที่ 130 - เจ้าชายกูโม่
บทที่ 130 - เจ้าชายกูโม่
บทที่ 130 - เจ้าชายกูโม่
บทที่ 130 - เจ้าชายกูโม่
เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเจ้าชายกูโม่ องครักษ์จากแคว้นกูโม่ก็รู้ดีว่าเรื่องนี้สำคัญมาก จึงรีบไปรีบกลับ และนำคำเชิญจากเจ้าชายกูโม่กลับมา เจ้าชายกูโม่ขอเชิญหูซิวอู๋ไปพบที่ที่พัก
เฉินตั่วต้องไปด้วยแน่นอนอยู่แล้ว ส่วนหูซิวอู๋และเฉินตั่วก็ไม่มีใครฟังภาษาชิวฉือออกสักคน เกาเยว่จึงต้องตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เจ้าของร้านเดินมาส่งหูซิวอู๋และพวกที่หน้าประตู จากนั้นองครักษ์ของกูโม่ก็เป็นคนนำทางพวกเขาไปยังที่พักของเจ้าชายกูโม่ ส่วนตัวเจ้าของร้านต้องอยู่เฝ้าร้านต่อไป
ระหว่างทางที่ไปยังที่พักของเจ้าชายกูโม่ หูซิวอู๋ก็ได้สอบถามเกาเยว่ถึงความประทับใจที่มีต่อเจ้าชายกูโม่
เกาเยว่ไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้มากนัก เขาแค่รับหน้าที่ลงมือทำ ส่วนเกากู้ต่างหากที่เป็นคนใช้สมอง เขาจึงทำได้แค่บอกเล่าข้อมูลที่เคยได้ยินจากเกากู้อย่างกระท่อนกระแท่นให้หูซิวอู๋ฟัง:
"อืม ได้ยินมาว่าเจ้าชายฮาตี๋ลี่แห่งกูโม่ก็เป็นแค่คนธรรมดา ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง แต่เขามีชื่อเสียงที่ดีมากในแคว้นกูโม่ ไม่เพียงแต่จะเชี่ยวชาญด้านดนตรี แต่ยังรักใคร่ราษฎรดั่งลูกหลาน ชาวแคว้นกูโม่ก็เคารพรักเจ้าชายองค์นี้มาก"
"ปกติแล้วในซีอวี้ หากไม่ใช่ผู้ใช้พลัง ก็ยากที่จะนั่งบนบัลลังก์กษัตริย์หรือองค์รัชทายาทได้อย่างมั่นคง แต่เจ้าชายฮาตี๋ลี่แห่งกูโม่ผู้นี้ถือเป็นข้อยกเว้น"
"แม้ตัวเขาจะไม่ได้เป็นผู้ใช้พลัง แต่พระชายาที่เขาแต่งงานด้วยกลับเป็นผู้ฝึกตน ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ของศาสนาหู (พุทธศาสนา) นิกายใดนิกายหนึ่ง ดังนั้นด้วยการสนับสนุนจากพระชายา แคว้นอื่นๆ ในซีอวี้จึงยอมรับสถานะของเขา เพียงแต่ลับหลังก็มีคนแอบหัวเราะเยาะว่าเขาเป็นแค่คนไร้กระดูกสันหลังที่ต้องพึ่งพาผู้หญิง"
คำพูดของเกาเยว่ไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมมากนัก เป็นเพียงแค่ข่าวลือ แต่ความจริงแล้ว เกากู้ให้ความสำคัญกับเจ้าชายฮาตี๋ลี่แห่งกูโม่มาก เคยประเมินเขาลับหลังว่า เป็นคนที่ยอมกลืนก้อนเลือดเพื่อรอวันล้างแค้น มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ดั่งกษัตริย์โกวเจี้ยนแห่งแคว้นเย่ว์ที่หวังจะกลืนกินแคว้นอู๋เลยทีเดียว
ที่พักของเจ้าชายกูโม่ก็มีสไตล์เรียบง่ายและถ่อมตัวเหมือนกับนิสัยของเขา ภายในจวนไม่มีการตกแต่งที่หรูหราฟู่ฟ่า นอกจากของประดับที่เป็นเอกลักษณ์ของกูโม่สองสามชิ้นในลานบ้านแล้ว ก็ไม่ได้แตกต่างจากบ้านที่ตระกูลเกาซื้อไว้เลย
คนรับใช้พาหูซิวอู๋และพวกมาถึงห้องโถงสำหรับต้อนรับแขก
อีกด้านหนึ่ง เกาลู่ที่ได้รับคำสั่งจากเกากู้ให้มาตามหาหูซิวอู๋และเฉินตั่ว ก็เดินตามรอยสัญลักษณ์ที่เกาเยว่ทิ้งไว้จนมาถึงย่านการค้า
แต่พอมาถึงย่านการค้า สัญลักษณ์ที่เกาเยว่ทิ้งไว้ก็หายไป เนื่องจากมีองครักษ์ของกูโม่คอยประกบอยู่ เกาเยว่จึงไม่มีโอกาสทิ้งสัญลักษณ์ตามทางได้อีก
เมื่อมองดูย่านการค้าที่ผู้คนพลุกพล่าน เกาลู่ก็ตกอยู่ในอาการมืดแปดด้าน: "แล้วคนหายไปไหนหมดล่ะเนี่ย?"
• ····· คนรับใช้พาพวกเขาไปพบเจ้าชายกูโม่ ยังไม่ทันก้าวเข้าห้อง หูซิวอู๋ก็ได้กลิ่นยาต้มโชยมาเตะจมูก
หูซิวอู๋แอบคิดในใจ: เจ้าชายกูโม่คนนี้สร้างภาพเก่งจริงๆ ถึงขั้นมาต้มยาเองเลยเชียว
ภายในห้องมีเพียงคนสองคนเท่านั้น ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งประธาน ส่วนอีกคนเป็นหญิงที่กำลังต้มยาให้เขาอยู่
เจ้าชายกูโม่มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ เค้าโครงหน้ามีความลึกซึ้งแบบชาวคอเคซอยด์ แต่ก็แฝงความนุ่มนวลแบบชาวมองโกลอยด์ เขาเป็นผลลัพธ์ของการผสมข้ามสายพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบ สืบทอดข้อดีของทั้งสองชาติพันธุ์มาได้อย่างลงตัว
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือ ใบหน้าของเขาซีดเซียวมาก ดูไม่มีเรี่ยวมีแรง ท่าทางเหมือนคนป่วยที่เหนื่อยล้าและอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนสาวงามชาวซีอวี้ที่คอยดูแลเขาอยู่ข้างๆ หญิงสาวผู้นี้มีบุคลิกอ่อนโยน รูปร่างสง่างาม ราวกับเทพธิดาจากภาพจิตรกรรมฝาผนังตุนหวงที่เดินออกมาจากภาพวาด
หูซิวอู๋สูดดมกลิ่นยาที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นสมุนไพรชนิดใด เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องยามากนัก แต่เขาเชี่ยวชาญใน 'คัมภีร์ลานเหลือง' จึงมีความเข้าใจในเรื่องสรีระของมนุษย์เป็นอย่างดี
เจ้าชายกูโม่ไม่ได้แกล้งป่วย เขาป่วยจริงๆ แต่ไม่ใช่เพราะติดเชื้อหรือเป็นโรค
เขาบาดเจ็บ
แถมยังเจ็บหนักมากด้วย จนพลังปราณรอบตัวเขาในสายตาของหูซิวอู๋ตอนนี้ ดูเหมือนหมอกยามเช้าในฤดูร้อน ที่ดูภายนอกหนาแน่น แต่ข้างในกลวงโบ๋ พอโดนแดดเที่ยงวันส่อง ก็พร้อมจะสลายไปทันที
หูซิวอู๋เข้าใจทันที สภาพของเจ้าชายกูโม่แบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งไปลอบสังหารราชินีจิงเจวี๋ยมาแน่ๆ
แม้จะเคยได้ยินจากพี่สะใภ้เชอร์ลีย์ หยางว่า ภาพจิตรกรรมฝาผนังในสุสานเจ้าชายกูโม่บันทึกไว้ว่าเจ้าชายกูโม่สามารถหนีรอดออกมาจากแคว้นจิงเจวี๋ยได้ แต่เห็นได้ชัดว่าภาพวาดนั้นไม่ได้บันทึกรายละเอียดไว้ทั้งหมด เขาไม่ได้หนีรอดออกมาอย่างปลอดภัย แต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัส
และสิ่งที่ทำให้หูซิวอู๋ประหลาดใจก็คือ สีหน้าของเจ้าชายกูโม่ตอนที่เห็นเขากับเฉินตั่วนั้นดูแปลกมาก
ตอนแรกเขาตั้งใจจะลุกจากที่นั่งเพื่อมาต้อนรับ แต่พอเห็นหน้าหูซิวอู๋ เขากลับชะงักไป ราวกับจำหูซิวอู๋ได้ แต่แล้วเขาก็แสร้งทำตัวปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทำท่าทางเดิมต่อไป
เกาเยว่โค้งคำนับทำความเคารพเจ้าชายกูโม่ด้วยธรรมเนียมของแคว้นกูโม่เป็นคนแรก
กูโม่แม้จะเป็นเพียงแคว้นเล็กๆ แต่ก็เป็นประเทศประเทศหนึ่ง และฮาตี๋ลี่ก็เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของกูโม่ การแสดงความเคารพตามมารยาทจึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
หูซิวอู๋ทำตามท่าทางของเกาเยว่ ส่วนเฉินตั่วก็ทำตามหูซิวอู๋อีกที
เจ้าชายกูโม่ฮาตี๋ลี่ส่งยิ้มตอบรับ เชิญหูซิวอู๋ให้เข้าไปนั่งประจำที่ สั่งให้คนรับใช้นำขนมและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ จากนั้นก็ไล่คนรับใช้ทั้งหมดออกไปจากห้อง เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เจ้าชายกูโม่ก็หูซิวอู๋"ได้ยินว่าท่านมีเหล็กวิเศษที่สามารถนำไปตีเป็นอาวุธชั้นยอดได้ ไม่ทราบว่าจะยอมตัดใจขายให้ข้าได้หรือไม่"
หูซิวอู๋ตอบ "ย่อมได้..."
ยังพูดไม่ทันจบ หูซิวอู๋ก็มองฮาตี๋ลี่ด้วยความตกตะลึง เมื่อกี้ฮาตี๋ลี่พูดเป็นภาษาชิวฉือ แต่เขากลับฟังรู้เรื่อง แถมดูเหมือนว่าฮาตี๋ลี่ก็ฟังภาษาฮั่นที่เขาพูดรู้เรื่องด้วยเหมือนกัน
เมื่อกี้พลังปราณของฮาตี๋ลี่ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวเลย แสดงว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากเขา
ในห้องนี้มีกันอยู่แค่ห้าคน และสามคนก็อยู่ฝั่งเขาแล้ว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นคนทำ
หูซิวอู๋มองไปที่สาวงามชาวซีอวี้ที่คอยดูแลฮาตี๋ลี่อยู่ข้างๆ แล้วเดาว่า:
"ทาซินทง (เจโตปริยญาณ)?"
ดูเหมือนว่านี่คือเจ้าชายกูโม่ที่เกาเยว่พูดถึง และนั่นก็คือพระชายาที่เป็นผู้ศรัทธาในศาสนาหู (พุทธศาสนา) สินะ
ที่แท้ศาสนาหูที่เกาเยว่พูดถึงก็คือพุทธศาสนานี่เอง และที่ทำให้หูซิวอู๋ประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ พระชายาผู้นี้กลับฝึกฝนวิชาหนึ่งในหกอภิญญาของพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิชาที่ฝึกยากที่สุด อย่างวิชาทาซินทงได้สำเร็จ
พุทธศาสนามีหกอภิญญา ได้แก่ ทิพยจักษุ (ตาทิพย์), ทิพยโสต (หูทิพย์), เจโตปริยญาณ (ทาซินทง - รู้ใจคนอื่น), ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติ), อิทธิวิธา (แสดงฤทธิ์ได้), และอาสวักขยญาณ (รู้การทำลายกิเลส) มีเพียงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่แตกฉานในพระธรรมเท่านั้นจึงจะสามารถฝึกฝนได้ ว่ากันว่าหากใครสามารถฝึกฝนอภิญญาใดอภิญญาหนึ่งจนถึงขั้นสูงสุด ก็จะสามารถบรรลุอรหันต์ ซึ่งก็คือขั้นสูงสุดของการเป็นผู้ใช้พลัง หรือที่เรียกว่าการบรรลุเป็นเซียนนั่นเอง
คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาสูตรกล่าวไว้ว่า: ทาซินทง คือการล่วงรู้สภาพจิตใจของสัตว์โลกทั้งสิบทิศตามความเป็นจริง คือรู้ถึงความโลภ โกรธ หลง ในใจผู้อื่น และรู้ถึงการหลุดพ้นจากความโลภ โกรธ หลง เหล่านั้น รู้ถึงจิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่สงบ จิตเล็ก จิตใหญ่ จิตสงบ จิตไม่สงบ จิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น ล้วนรู้ตามความเป็นจริง
อธิบายง่ายๆ ก็คือ ทาซินทง คล้ายๆ กับวิชาอ่านใจคน
แม้แต่ในยุคหลัง หูซิวอู๋ก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครฝึกฝนวิชาหกอภิญญาของพุทธศาสนาได้สำเร็จมาก่อน
ต้องรู้ไว้นะว่านี่คือเรื่องใหญ่โตมาก สถานะของหกอภิญญาในวัดเส้าหลินเทียบเท่ากับอสนีบาตห้าสาย (อู่เหลยเจิ้งฝ่า) ของหลงหู่ซานเลยทีเดียว หากมีใครฝึกสำเร็จ ก็แทบจะการันตีได้เลยว่าคนคนนั้นจะได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินคนต่อไปแน่นอน
หูซิวอู๋นึกไม่ถึงเลยว่า ในช่วงชีวิตนี้ เขาจะมีโอกาสได้พบกับผู้ใช้พลังที่ฝึกฝนวิชาหกอภิญญาของพุทธศาสนาได้ มิน่าล่ะ เขาถึงสัมผัสได้ว่าลมหายใจของหญิงสาวผู้นั้นช่างสงบเยือกเย็นนัก
ฮาตี๋ลี่กุมมือของหญิงสาวผู้นั้นไว้ แววตาเปี่ยมไปด้วยความรัก:
"นี่คือพระชายาของข้า อัญมณีแห่งกูโม่ จู่มู่เร่อตี้"
"หลายปีมานี้ หากไม่ได้นางคอยประคับประคอง ข้าก็คงทนมาไม่ได้จนถึงทุกวันนี้"
จู่มู่เร่อตี้กุมมือของฮาตี๋ลี่ตอบ ส่งผ่านความรู้สึกและความเชื่อใจที่เธอมีต่อเขา
หลังจากที่ฮาตี๋ลี่และจู่มู่เร่อตี้ส่งสายตาหวานซึ้งให้กันอย่างดูดดื่ม ในที่สุดฮาตี๋ลี่ก็นึกถึงหูซิวอู๋ที่ต้องกินอาหารหมา (ดูคนสวีทกัน) ไปเต็มๆ ขึ้นมาได้: "จู่มู่เร่อตี้ใช้ทาซินทง เชื่อมโยงจิตใต้สำนึกของข้ากับท่านเข้าด้วยกัน ทำให้เราสามารถสื่อสารกันได้"
จู่มู่เร่อตี้จะดักจับความคิดที่หลุดลอยออกมาจากคำพูดของหูซิวอู๋และฮาตี๋ลี่ในขณะที่สนทนากัน แล้วส่งผ่านความคิดของทั้งสองฝ่ายให้กันและกัน
หูซิวอู๋เข้าใจแล้ว: อ้อ เข้าใจล่ะ เธอทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางโทรศัพท์และเครื่องแปลภาษาในตัวสินะ มิน่าล่ะ ตอนนี้เฉินตั่วถึงมองหน้าฉันแบบงงๆ
เฉินตั่ว: นายไปเรียนพิเศษตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกฉันเลย?
เมื่อเห็นว่าหูซิวอู๋เข้าใจสถานการณ์แล้ว เจ้าชายกูโม่จึงกล่าวว่า "การแปลผ่านล่ามมักจะไม่สามารถถ่ายทอดความหมายของข้าได้อย่างชัดเจน วิธีนี้จะทำให้เราทั้งสองฝ่ายเข้าใจความคิดของกันและกันได้โดยตรงที่สุด"
จากนั้นเจ้าชายกูโม่ก็ตบมือเรียกคนรับใช้เข้ามา แล้วเชิญให้เกาเยว่ไปชมการแสดงระบำพื้นเมืองของกูโม่
คนผ่านโลกมาโชกโชนอย่างเกาเยว่ มีหรือจะไม่รู้ว่านี่คือการเชิญให้ออกไป แต่เขาก็ยอมตามคนรับใช้ไปแต่โดยดี โดยไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของหูซิวอู๋และเฉินตั่วเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะมองยังไง เจ้าชายกูโม่และพระชายาก็ดูไม่น่ากลัวเท่าทหารม้าซยงหนูเลยสักนิด
ขนาดทหารม้าซยงหนู หูซิวอู๋และเฉินตั่วก็ยังไล่ตะเพิดมาได้ แล้วจะไปกลัวอะไรกับฮาตี๋ลี่และพระชายาล่ะ? เมื่อเกาเยว่จากไป ฮาตี๋ลี่ก็เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา เขาไม่ได้เป็นเจ้าชายผู้อ่อนแอที่ใครๆ ในซีอวี้ต่างรู้จักว่าเอาแต่หลงใหลในการร่ายรำและเสียงเพลงอีกต่อไป
แต่เขากลายเป็นนักฆ่าผู้แสนเย็นชาและกล้าหาญ ที่กล้าลอบสังหารราชินีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในซีอวี้
ฮาตี๋ลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ท่านทราบหรือไม่ ว่าท่านกำลังถูกแคว้นจิงเจวี๋ยประกาศจับอยู่"
(จบแล้ว)