- หน้าแรก
- พรสวรรค์ไร้ขีดจำกัด อัปเกรดเคล็ดวิชาทะลวงสวรรค์
- บทที่ 10 - ความตกตะลึงของลูกชาย
บทที่ 10 - ความตกตะลึงของลูกชาย
บทที่ 10 - ความตกตะลึงของลูกชาย
บทที่ 10 - ความตกตะลึงของลูกชาย
จางเฮ่าขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้แล้วถามขึ้น
"ยอดนักสู้คนไหนจะว่างงานถึงขนาดมาต่อยเครื่องนี้เล่นจนพังกันล่ะ"
"จึ๊ๆๆ"
กู่หยวนส่งเสียงในลำคอ
"ใครบอกนายกันล่ะว่ายอดนักสู้เป็นคนต่อยพัง"
จางเฮ่าชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตอบกลับ
"ถ้าไม่ใช่ยอดนักสู้ แล้วจะเป็นปรมาจารย์หรือไง"
"ไม่ใช่ยอดนักสู้ แล้วก็ไม่ใช่ปรมาจารย์ด้วย ถ้าฉันเดาไม่ผิด คนที่ต่อยเครื่องนี้พังน่าจะเป็นแค่นักสู้ธรรมดานี่แหละ"
กู่หยวนอธิบายอย่างเนิบนาบ
"จะเป็นไปได้ยังไงกัน"
จางเฮ่าไม่เชื่อเด็ดขาด
"นักสู้ธรรมดาจะไปต่อยเครื่องนี่พังได้ยังไง ถ้าต่อยพังได้ก็ไม่ใช่แค่ระดับนักสู้แล้วล่ะ ระดับนั้นมันยอดนักสู้ชัดๆ"
"ฉันถึงบอกไงว่านายมันพวกกบในกะลา โลกแคบ แล้วก็ยังจะมาทำปากดีเถียงฉอดๆ อีก ฉันสัมผัสได้ถึงร่องรอยของการเสริมพลังจากเครื่องนี้นะ น่าจะมีคนใช้เคล็ดวิชาหมัดสายเสริมพลังซัดใส่มันน่ะสิ แถมระดับความเข้าใจในเคล็ดวิชาของคนๆ นั้นก็ไม่ธรรมดาเลยด้วยซ้ำ และตัวเคล็ดวิชาก็น่าจะอยู่ในระดับที่สูงพอตัวเลยทีเดียว"
"วิชาหมัดสายเสริมพลังงั้นเหรอ"
จางเฮ่าถามด้วยความสงสัย
"เคล็ดวิชาสายเสริมพลังในโลกมนุษย์เราก็มีอยู่เยอะนะ แต่มันฝึกยากบรรลัยเลยไม่ใช่หรือไง เรียกว่าเป็นของไร้ค่าเลยก็ว่าได้ ต่อให้เป็นวิชาดาบสายเสริมพลังที่คนทั่วโลกยอมรับว่าฝึกง่ายที่สุด ก็ยังได้ยินมาว่ามีคนฝึกสำเร็จแค่วิชาขั้นที่ 3 เท่านั้นเอง"
"ถ้าตามที่นายบอก คนๆ นั้นยังเป็นแค่นักสู้ ต่อให้เป็นนักสู้ระดับสูง เขาก็ต้องฝึกฝนวิชาให้ถึงขั้นที่ 2 ให้ได้ก่อนถึงจะทำได้ขนาดนี้ ซึ่งมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเขามีทั้งพรสวรรค์และเวลามานั่งฝึกวิชาพวกนี้ เอาเวลาไปฝึกเคล็ดวิชาอื่น ป่านนี้คงก้าวขึ้นเป็นยอดนักสู้ หรืออาจจะไปไกลกว่านั้นนานแล้ว"
"หึๆๆ จางเฮ่าน้อยเอ๋ย นั่นเป็นเพราะนายยังไม่เคยเจออัจฉริยะของจริงไงล่ะ สำหรับอัจฉริยะตัวจริงแล้ว เคล็ดวิชาเสริมพลังระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดินของพวกนายเนี่ย เขาใช้เวลาแค่เดือนเดียวก็ฝึกจนบรรลุขั้นสุดยอดได้สบายๆ เรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยมาก"
"เส้นทางของนายยังอีกยาวไกลนัก แต่ถ้ามีฉันคอยชี้แนะรับรองว่าอนาคตของนายจะต้องรุ่งโรจน์โชติช่วงแน่นอน เชื่อฉันสิ ไปตามหายานอวกาศของฉันให้เจอ แล้วฉันจะสอนวิธีดูดซับหินปฐมภูมิให้นายเอง"
กู่หยวนอธิบายไปมาก็เริ่มวกกลับมาเกลี้ยกล่อมเขาอีกครั้ง
ครั้งนี้จางเฮ่าไม่ได้สนใจอีกฝ่าย เขาตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง
ตัดภาพมาที่เจียงหยวน ตอนนี้เขายังไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเพิ่งจะซัดเครื่องวัดพลังเพียงเครื่องเดียวในหมู่บ้านจนพังพินาศ เขากำลังจดจ่ออยู่กับเนื้อหาในหนังสือด้วยความตื่นเต้นและดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรแห่งความรู้
ด้วยพรสวรรค์ระดับร้อยเท่า เขาเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าพรสวรรค์ของตัวเองในตอนนี้มันน่ากลัวขนาดไหน
เขาใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาของวิชาหมัดทลายปราณได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสามารถต่อยอดความคิดและมองเห็นช่องโหว่ของวิชาได้อย่างง่ายดาย
ในสายตาของเขา หมัดทลายปราณยังไม่สมบูรณ์นัก แค่ขั้นแรกก็มีปัญหามากมายแล้ว แม้ในตำราจะระบุไว้ว่าสามารถเพิ่มความเร็วหมัดได้ 1 เท่า แต่พอเอาเข้าจริงกลับทำได้แค่ 9 ส่วนเท่านั้น ถือว่ายังไม่สมบูรณ์แบบ
เจียงหยวนเพียงแค่ปรับแก้จุดเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถยกระดับมันให้กลายเป็นวิชาที่สมบูรณ์แบบได้แล้ว
"ใช้ได้เลย ไม่เลวเลยจริงๆ"
เขาอ่านไปพลางอุทานด้วยความชื่นชมไปพลาง
เคล็ดวิชาเสริมพลังสองสายที่แตกต่างกันมาปะทะกัน ก่อเกิดเป็นประกายไฟแห่งความรู้ที่สว่างวาบขึ้นมาในหัวของเขาอย่างต่อเนื่อง
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เจียงหยวนก็อ่านเนื้อหาไปได้กว่าครึ่งเล่ม
เนื้อหาทั้งหมดที่อ่านผ่านตาถูกสลักลึกลงในความทรงจำ ชนิดที่ชาตินี้ก็ไม่มีวันลืม แถมเขายังเข้าใจเนื้อหาทั้งหมดอย่างถ่องแท้
สองชั่วโมงให้หลัง เขาก็อ่านหนังสือจบทั้งเล่ม
ตอนที่เขาวางหนังสือลง ใบหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยังไม่หนำใจ
ความเร็วในการอ่านหนังสือครั้งนี้รวดเร็วกว่าตอนที่อ่านหมัดสั่นสะเทือนเสียอีก เหตุผลหลักเป็นเพราะหนังสือเล่มก่อนได้มอบคลังความรู้มหาศาลให้แก่เขา
เขารู้สึกว่าถ้ามีหนังสือเกี่ยวกับเคล็ดวิชาหมัดสายเสริมพลังมาให้เขาอ่านอีกสักเล่ม คราวนี้เขาคงใช้เวลาแค่อ่านชั่วโมงเดียวก็จบ แถมยังทำความเข้าใจความรู้ทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"หมัดทลายปราณ 9 ขั้น หลังจากที่ฉันลองปรับแก้นิดๆ หน่อยๆ มูลค่าของมันก็แทบจะเทียบเท่ากับหมัดสั่นสะเทือนเลย น่าจะสามารถต่อยอดไปจนถึงขั้นที่ 12 ได้เหมือนกัน"
"ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็"
ดวงตาของเจียงหยวนเริ่มเป็นประกายสว่างไสว
"ถ้าฉันลองเอาแก่นแท้ของวิชาหมัดทั้งสองสายมารวมเข้าด้วยกันทีละนิด ฉันจะสามารถสร้างเคล็ดวิชาหมัดสายเสริมพลังที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิมขึ้นมาด้วยตัวเองได้ไหมนะ"
ยิ่งคิดเจียงหยวนก็ยิ่งตื่นเต้น แต่เขาไม่ได้ลงมือทำทันที เขาทำใจให้สงบและเริ่มตั้งใจต่อยอดระดับขั้นต่อๆ ไปของหมัดทลายปราณ
ใจร้อนไปก็กินเต้าหู้ร้อนๆ ไม่ได้หรอก
เผลอแป๊บเดียวเวลาหนึ่งวันก็ผ่านพ้นไป ท้องฟ้าถูกประดับประดาไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ
นับตั้งแต่ยุคมหาภัยพิบัติ ผู้คนก็หันมาใส่ใจระบบนิเวศกันมากขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษต่างก็ต้องปิดตัวและถูกคัดทิ้งไป การรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมก็เข้มข้นขึ้น ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาทำให้ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง
ตกกลางคืน มู่หรงชิงเยว่กลับเข้ามาในห้องก็เห็นเจียงหยวนกำลังก้มหน้าก้มตาขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนสมุดด้วยท่าทางบ้าคลั่ง เธออ่านสิ่งที่เขาเขียนไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียว
เธอพยายามเกลี้ยกล่อมเขาอยู่หลายครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล เธอก็เลยปล่อยเขาไป
วันรุ่งขึ้น เจียงหยวนก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ราวกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานวิจัย กระดาษร่างที่เขาเขียนกินพื้นที่ไปหลายสิบหน้า
และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เจียงหยวนได้นำผลลัพธ์จากการเสริมพลังของเคล็ดวิชาหมัดทั้งสองรูปแบบมาสรุปและปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่อง แถมเขายังค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่บ่อยครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์ ข้อมูลทางรังสีวิทยา กายวิภาคศาสตร์ หรือแม้แต่ภาษาศาสตร์ เขาก็เปิดอ่านจนหมด
ด้วยพรสวรรค์ระดับร้อยเท่าที่น่าสยดสยอง เพียงแค่เขากวาดสายตาผ่านเนื้อหาบางส่วน สมองก็สามารถประมวลผลหาคำตอบออกมาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งนั่นเป็นแรงผลักดันชั้นดีที่ช่วยให้เขาสร้างเคล็ดวิชาใหม่ขึ้นมาได้
"ขั้นแรกของเคล็ดวิชาใหม่ ใกล้จะสำเร็จแล้ว อีกนิดเดียวเท่านั้น"
เจียงหยวนพึมพำกับตัวเองด้วยแววตาบ้าคลั่ง เคล็ดวิชาบทใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ไอเดียสุดล้ำเลิศนับไม่ถ้วนกำลังโลดแล่นและถ่ายทอดผ่านปลายปากกาของเขาลงสู่หน้ากระดาษ
[จบแล้ว]