- หน้าแรก
- ปลูกพืช เลี้ยงปีศาจ ฝึกวิชาเซียน สู่เส้นทางแห่งอมตะ
- บทที่ 979 ได้เวลาประกาศสงคราม!
บทที่ 979 ได้เวลาประกาศสงคราม!
บทที่ 979 ได้เวลาประกาศสงคราม!
“ข้ายังมีเรื่องจะประกาศอีกหนึ่งเรื่อง”
ทุกคนกลั้นหายใจจับจ้องมา การที่ประกาศในช่วงเวลานี้เรื่องที่กล่าวถึงย่อมต้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง!
“ข้ากับพี่ใหญ่เคยเป็นศิษย์ของสำนักชิงหยาง”
คำพูดของเฉินโม่ทำให้หวงอวี้และฉินซีซึ่งไม่ใช่คนของผิงตูโจวรู้สึกสับสนเล็กน้อย แต่สำหรับจางเหลียงและคนอื่นๆหัวใจของพวกเขากลับบีบรัดแน่น
“สำนักเสินหนงมีความแค้นกับสำนักชิงหยางในอดีต วันนี้ ข้าขอประกาศว่า สำนักมั่วไถขอประกาศสงครามกับสำนักเสินหนงอย่างเป็นทางการ!”
คำพูดนี้เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหมู่คน เสียงก้องสะท้อนในใจทุกคน
สำนักเสินหนงเป็นตัวตนแบบใดกัน?
มันเป็นสำนักเซียนโบราณที่สืบทอดมากว่าหมื่นปี!
ส่วนสำนักมั่วไถนั้นเพิ่งก่อตั้งมาเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น
“ข้ายินดีรับคำสั่งของท่านเจ้าสำนักทุกประการ!”
จางเหลียงตอบโดยไม่ถามหาสาเหตุใดๆ
"ถูกต้อง! ข้าไม่สนว่าสำนักเสินหนงจะเป็นอย่างไร หากท่านเจ้าสำนักต้องการให้ข้าทำอะไรข้าก็จะทำ ข้ากำลังคิดจะหลอมร่างของซากศพแดงอยู่พอดี เดี๋ยวจะส่งไปถล่มจงโจวให้หมดเลย"
"ข้าพร้อมทำตามคำสั่งท่านเจ้าสำนัก!"
เมื่อเห็นทุกคนต่างแสดงความจงรักภักดี เฉินโม่รู้สึกพอใจและกล่าวต่อ
"ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของผิงตูโจวเท่านั้น แต่ทางเป่ยโจวก็จะเข้าร่วมด้วย รายละเอียดเจาะลึกพวกเจ้ามิจำเป็นต้องรู้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน คือในช่วงระยะเวลาสั้นๆจะยังไม่มีการปะทะกันโดยตรง"
"เพราะพวกเจ้าทุกคนเป็นผู้อาวุโสระดับสูงของสำนัก เรื่องสำคัญเช่นนี้พวกเจ้ามีสิทธิ์รับรู้"
"และสิ่งที่พวกเจ้าต้องทำในตอนนี้คือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสงคราม พวกเราจะเริ่มจากด้าน ยาเม็ดและพืชวิญญาณเพื่อท้าทายอำนาจของสำนักเสินหนง!"
“อีกแล้ว ข้าต้องรับกรรมอีกแล้วหรือ...”
เถียนซูฉินจ้องเฉินโม่ตาขวาง
"อีกหกเดือนต่อจากนี้ ข้าจะกระตุ้นสายฟ้าแห่งด่านเคราะห์อีกครั้ง หวังว่าทุกท่านจะสามารถฝึกฝนจนบรรลุระดับจุดสูงสุดของขั้นเปลี่ยนจิตได้โดยเร็ว"
"ฮ่าๆ! ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะสามารถได้รับโอกาสทำความเข้าใจเป็นครั้งที่สองแล้วสิ!"
ฉีเฉินกล่าวพร้อมหัวเราะ
คนอื่นๆในที่นั้นต่างรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน
เมื่อเทียบกับโอกาสนั้นแล้วการประกาศสงครามกับสำนักเสินหนงมันจะไปสำคัญอะไร!?
"่สหายหวง สหายงูแดง สหายงูเขียว กู้ฟาน ผู้อาวุโสเนี่ย ผู้อาวุโสเถียน ผู้อาวุโสหลี่ ฉินซี หนิงป๋อเฉียน พวกเจ้าทั้งหมดอยู่ต่อ"
แม้จะไม่ได้พูดประโยคที่เหลือออกมา แต่คนอื่นๆก็เข้าใจเป็นอย่างดี พวกเขาจึงคำนับและทยอยออกจากตำหนักเจ้าสำนัก
"ผู้อาวุโสหลี่"
"ข้าอยู่ที่นี่!"
หลี่หลันอดีตเจ้าสำนักของสำนักสิบค่ายกล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหอสิบค่ายกล นับตั้งแต่เข้าร่วมกับสำนักมั่วไถเขายึดถือฐานะของตนเองในฐานะ "ผู้ใต้บังคับบัญชา"
"เร่งการพัฒนาค่ายกลระดับหกให้เร็วขึ้น อีกหกเดือนข้างหน้าเจ้าและผู้อาวุโสหยู่จะได้รับยาเม็ดบำรุงจิตฟ้าอย่างไม่จำกัด รีบฝึกฝนให้ถึงจุดสูงสุดของขั้นเปลี่ยนจิตโดยเร็ว"
หลี่หลันตัวสั่นเล็กน้อย
หยู่เซิ่งกงไม่ได้ถูกเรียกตัวมา
หรือกล่าวให้ชัดเจนในที่แห่งนี้หยู่เซิ่งกงไม่มีคุณสมบัติมาปรากฏตัว!
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือท่านเจ้าสำนักยังคงจำเขาได้!
"ข้าน้อยเข้าใจแล้ว!"
"เรื่องของเจ้าได้ถูกจัดการแล้ว"
หลี่หลันโค้งคำนับและกล่าวว่า
"ข้าขอลา"
ตลอดการสนทนาไม่มีคำพูดที่ไม่จำเป็นแม้แต่คำเดียว
"ฉินซี หนิงป๋อเฉียน "
"ศิษย์อยู่ที่นี่!"
"นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปพืชวิญญาณทั้งหมดยกเว้นพืชวิญญาณระดับหกขึ้นไป พวกเจ้าจะเป็นผู้ดูแลอย่างเต็มที่"
ขณะกล่าวจบหยกบันทึกความทรงจำสองชิ้นก็ลอยเข้าสู่มือของพวกเขา
"กลับไปศึกษามันให้ดี"
เมื่อสัมผัสหยกบันทึกทั้งสองไม่จำเป็นต้องตรวจสอบให้ละเอียดก็รับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นคืออะไร!
มันคือ "การถ่ายทอดศักดิ์สิทธิ์!"
ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาจารย์ยังสามารถใช้การถ่ายทอดศักดิ์สิทธิ์ได้อีก!
"ศิษย์เข้าใจแล้ว!"
พวกเขากล่าวขึ้นพร้อมกัน
"พวกเจ้าไปได้"
หลังจากที่ฉินซีและหนิงป๋อเฉียนออกไปแล้วเฉินโม่จึงหันไปกล่าวต่อ
“ผู้อาวุโสเถียนเจ้ารู้สึกกดดันหรือไม่?”
เถียนซูฉินยังคงแสดงสีหน้าราบเรียบเช่นเดิม
“กดดันแล้วจะทำอย่างไรได้ล่ะ? ก็ต้องโหมหลอมกันทั้งวันทั้งคืนอยู่ดี”
“ลำบากเจ้าแล้ว หลังจากกลับไปเจ้าก็ใช้เวลาศึกษาสิ่งนี้ให้ดี”
หยกบันทึกความทรงจำอีกชิ้นหนึ่งลอยเข้าไปในมือของนาง
เถียนซูฉินรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในใจรับมันไว้อย่างดีใจก่อนจะเดินจากไปด้วยความกระตือรือร้น
“ผู้อาวุโสเนี่ย หลี่ถิงอี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เนี่ยหยวนจือชะงักไปชั่วขณะก่อนจะตอบว่า
“เขาติดตามข้าจัดการกิจการต่างๆของสำนักมาโดยตลอด ตอนนี้ก็สามารถรับผิดชอบงานเองได้แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าลาออกจากตำแหน่งผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอการปกครองโลกีย์ได้แล้ว ให้เขาจัดการเรื่องเหล่านั้นแทน ส่วนเนี่ยซินก็ให้คอยช่วยดูแลด้วยก็ได้”
เนี่ยหยวนจือตกใจจนสีหน้าสั่นไหวอย่างไม่รู้ตัว
“ข้าต้องการให้เจ้าประจำการอยู่ที่จงโจวด้วยตัวเอง!”
เพียงเสี้ยววินาทีเนี่ยหยวนจือก็เข้าใจทุกอย่าง
“รับบัญชาท่านเจ้าสำนัก!”
“เจ้ากลับไปเตรียมตัว หนึ่งชั่วยามให้หลังจงเดินทางไปเป่ยโจวพร้อมข้า”
“ขอรับ!”
หลังจากกำหนดหน้าที่สำคัญให้ทุกคนแล้ว บรรยากาศในตำหนักเจ้าสำนักเงียบลง
ขณะนี้ที่เหลืออยู่ตรงหน้าเฉินโม่มีเพียงกลุ่มผู้ฝึกตนระดับหลอมรวม
“สหายหวงเจ้าคิดว่าที่ข้าทำนี้เสี่ยงหรือไม่?”
หวงอวี้ครุ่นคิดก่อนตอบว่า
“หากสำนักเสินหนงมีเพียงหนงซิ่วหยวนในระดับหลอมรวม เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหา”
“แต่หากไม่ใช่ล่ะ?”
“ก็ยากจะบอกได้”
“เช่นนั้นแสดงว่าเจ้าเองก็คิดว่าสำนักเสินหนงมีปัญหา”
เฉินโม่ถอนหายใจ
“มีบางเรื่องที่ข้ายังไม่ได้บอกพวกเขา แต่พวกเจ้าควรจะรับรู้ไว้… เจ้าเมืองฮวางฝู่หยวนแห่งเป่ยโจว ได้ค้นพบเบาะแสว่าสำนักเสินหนงอาจมีเคล็ดวิชาฝึกตนเหนือระดับหลอมรวม ทุกครั้งที่เจ้าสำนักของพวกมันก้าวลงจากตำแหน่งล้วน ‘หายตัวไปอย่างลึกลับ’ ดังนั้นเป้าหมายของนางคือสืบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่าง”
“ส่วนพวกเราจะใช้วิธีการทางพืชวิญญาณเพื่อท้าทายอำนาจของพวกมัน แน่นอนสิ่งนี้จะทำให้เราถูกตอบโต้จากสำนักเสินหนงอย่างรุนแรงดังนั้นพวกเจ้าต้องคอยเฝ้าระวัง แต่!..สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… หากข้อสันนิษฐานถูกต้อง สำนักเสินหนงอาจมีผู้ฝึกตนระดับรวมเต๋าอยู่!”
หวงอวี้ขมวดคิ้ว
“เจ้าหมายถึง… ขั้นรวมเต๋าหรือ?”
“ฮวางฝู่หยวนคาดการณ์ว่า ‘เป็นไปได้สูง’”
ฟู่—!
หวงอวี้สูดลมหายใจเย็นเฉียบ
แม้แต่ตัวเขายังเพิ่งบรรลุขั้นหลอมรวมได้ไม่นาน
แต่เพียงครู่เดียวสีหน้าตื่นตระหนกของเขากลับแปรเปลี่ยนเป็นความฮึกเหิม
หากเรื่องนี้เป็นความจริง เช่นนั้นเขาก็ยังมีโอกาสก้าวขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง!
“สหายเฉินต้องการให้ข้าทำอะไรบอกมาได้เลย”
“ข้าแนะนำว่าเจ้าควรจะซ่อนตัวไว้ก่อนอย่าให้ใครรู้ว่าเจ้ารอดชีวิตมาได้”
หวงอวี้ชะงักก่อนจะนึกถึงหลัวจิ่วจง
จากนั้นเขากำหมัดแน่นก่อนพยักหน้ารับคำ
“สหายงูแดง สหายงูเขียว พวกเจ้าร่วมกับเนี่ยหยวนจือเฝ้าประจำการอยู่ที่จงโจวได้หรือไม่?”
ปีศาจงูเขียวเป่าลมหายใจออกเป็นหมอกมังกรก่อนที่ปีศาจงูแดงจะเอ่ยตอบ
“ไม่มีปัญหา”
หลังจากที่ทุกคนถูกกำหนดหน้าที่เรียบร้อยแล้วก็เหลือเพียงกู้ฟาน
เมื่อทุกคนออกจากตำหนักไปหมดเฉินโม่จึงเรียกเขาไว้
“กู้ฟาน”
“ศิษย์อยู่ที่นี่!”
เฉินโม่พูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ข้ารู้สึกเป็นหนี้เจ้า ที่ช่วยให้เจ้าทะลวงถึงระดับนี้ได้ด้วยผลปัญญาเซียน”
“ท่านเจ้าสำนักกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร? หากมิใช่เพราะท่านพวกเราคงตายอยู่ที่ต้าซีโจวไปแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะล้างแค้นอู๋เมิ่งได้สำเร็จ”
“ไม่ว่าจะอย่างไรก็คือหนี้”
“แต่ว่า…”
“ญาติพี่น้องสามคนที่เหลือของเจ้าปล่อยให้พวกเขาเลือกเส้นทางของตนเอง”
“ส่วนเจ้าข้าจะถามคำถามหนึ่ง… เจ้าพร้อมจะเป็นศิษย์ปิดสำนักลำดับที่สามของข้าหรือไม่?”
สำหรับผู้ที่เพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นหลอมรวม การรับศิษย์ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมระดับสามถือเป็นเรื่องที่เกือบจะ ‘ดูถูก’ ด้วยซ้ำ
แต่กู้ฟานไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เขาคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ศิษย์เต็มใจ!”
(จบบท)