- หน้าแรก
- ระบบพลังเวทไร้ขีดจำกัดบนเส้นทางแห่งมหาจอมเวท
- บทที่ 37 - ถ้ายังไม่ตาย ก็ส่งเสียงหน่อย
บทที่ 37 - ถ้ายังไม่ตาย ก็ส่งเสียงหน่อย
บทที่ 37 - ถ้ายังไม่ตาย ก็ส่งเสียงหน่อย
บทที่ 37 - ถ้ายังไม่ตาย ก็ส่งเสียงหน่อย
สถาบันทั้งสี่แห่งนี้ ล้วนเป็นวิทยาเขตย่อยบนดาวเทียนหลางของสถาบันระดับท็อปจากดาวแม่ของมวลมนุษยชาติ
เรียกได้ว่าเป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดรองจากกองทัพสหพันธ์เลยก็ว่าได้
ขอเพียงแค่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในสถาบัน ก็จะได้สิทธิ์เดินทางไปยังดาวแม่ของมวลมนุษยชาติและเพลิดเพลินกับทรัพยากรที่มหาศาลยิ่งกว่า
แต่ในสถานการณ์ปกติ มีเพียงผู้ใช้อาชีพสายเทพเจ้าเท่านั้นถึงจะมีโอกาสนี้
นั่นก็เพราะจำนวนดาวเคราะห์ที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของสหพันธ์นั้นมีเยอะมากเกินไป สถาบันต่างๆ จึงต้องคัดเลือกเอาเฉพาะหัวกะทิของหัวกะทิเท่านั้น
หลังจากอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการสอบเข้าสถาบันระดับสูงอย่างละเอียดแล้ว ซูหมิงก็ตกอยู่ในห้วงความคิด
การสอบครั้งใหญ่บนดาวเทียนหลางตลอดหลายปีที่ผ่านมา มักจะจัดขึ้นในดันเจี้ยนขนาดใหญ่ เช่น 【ดันเจี้ยนเทียนหลาง】, 【ดันเจี้ยนสังหาร】 หรือ 【ดันเจี้ยนเนินทราย】
การจะทำอันดับให้ติดท็อปนั้นง่ายมาก ก็แค่พยายามล่ามอนสเตอร์ในดันเจี้ยนให้ได้มากที่สุด
ยิ่งมีแต้มล่ามอนสเตอร์สูง อันดับก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย
ซึ่งสำหรับเขาแล้วมันเป็นเรื่องหมูๆ มาก ก็แค่บุกเข้าไปกวาดล้างซะให้เกลี้ยงก็จบ
หลังจากจำจุดที่มอนสเตอร์กระจุกตัวกันเยอะๆ ในดันเจี้ยนต่างๆ จนขึ้นใจแล้ว ซูหมิงก็ทิ้งตัวลงนอนทันที
การต้องวิ่งรันแมปในเทือกเขาวิญญาณมรณะติดต่อกันถึงสิบวัน มันก็สูบพลังงานชีวิตไปไม่น้อยเหมือนกัน ต้องขอพักชาร์จแบตสักหน่อย
ในเวลาเดียวกัน หลี่ซือที่เพิ่งเดินทางกลับมาถึงโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง ก็เปิดอุปกรณ์สื่อสารแล้วกดวิดีโอคอลออกไป
สิบกว่าวินาทีต่อมา ชายวัยกลางคนใบหน้าคมเข้มในชุดคลุมยาวก็ปรากฏตัวขึ้นบนหน้าจอ
"อาจารย์ครับ ผมค้นพบเด็กหนุ่มที่พรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาดคนหนึ่งครับ"
ทันทีที่เห็นชายคนนั้นปรากฏตัว สีหน้าของหลี่ซือก็เปลี่ยนเป็นเคารพนบนอบทันที
"โอ้? อาชีพสายเทพเจ้าเหรอ?"
พอได้ยินแบบนั้น หลี่ฉางเซิงในชุดคลุมยาวสีขาวก็เริ่มให้ความสนใจขึ้นมาเล็กน้อย
"ยิ่งกว่าอาชีพสายเทพเจ้าทั่วไปอีกครับ! เขาลงดันเจี้ยนของโรงเรียนจนถึงเลเวล 10 แล้วก็ไปขลุกอยู่ในถ้ำใต้ดินแค่ห้าวัน ปั่นเลเวลตัวเองไปถึง 35"
"จากนั้นก็เข้าไปในเทือกเขาวิญญาณมรณะ ใช้เวลาอีกสิบวัน โซโล่คนเดียวดันเลเวลไปถึง 100 เลยครับ"
"แถมตอนนี้เขาก็เพิ่งจะทำเควสต์เปลี่ยนอาชีพคลาสแรกเสร็จไปหมาดๆ ด้วย"
หลี่ซือรีบรายงานสิ่งที่ตัวเองรู้ทันที
"เขาใช้อาชีพอะไร?"
ความอยากรู้อยากเห็นของหลี่ฉางเซิงถูกจุดประกายขึ้นมาเต็มที่ เขาจึงเอ่ยถามต่อ
"เรียนอาจารย์ อาชีพที่เขาปลุกพลังได้คืออาชีพหายาก จอมเวทธาตุไฟครับ"
"แต่จากที่เจ้าตัวบอก ตอนปลุกพลังเขาได้รับพรจากเทพเจ้า ทำให้พรสวรรค์วิวัฒนาการเป็น 'ทูตอัคคี' มีตัวคูณดาเมจธาตุไฟเริ่มต้นที่ห้าเท่า และหลังจากเปลี่ยนอาชีพคลาสแรกแล้ว มันก็ยังสามารถพัฒนาต่อได้อีกครับ"
"ผู้ได้รับพรจากเทพเจ้าที่มีพรสวรรค์พิเศษ น่าสนใจดีนี่ พรสวรรค์ของเขาน่าจะไม่ได้มีแค่นั้นหรอก"
"ลำพังแค่บัฟดาเมจธาตุไฟห้าเท่า การจะฟาร์มเลเวลจาก 35 ไป 100 ในพื้นที่อย่างเทือกเขาวิญญาณมรณะภายในสิบวันได้เนี่ย ระดับความยากมันไม่ใช่เล่นๆ เลยนะ"
หลี่ฉางเซิงจิบชาในถ้วยเบาๆ ก่อนจะเอ่ยปากวิเคราะห์อย่างใจเย็น
"อาจารย์คาดการณ์ได้แม่นยำดั่งตาเห็น ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ ตอนแรกผมกะจะเสนอชื่อให้เขารับโควตาตรงเข้าสถาบันจี้เซี่ย แต่เขาบอกว่าอยากจะลงแข่งในรอบการสอบรวมของสหพันธ์ด้วยตัวเองน่ะครับ"
"เรื่องนั้นฉันรู้แล้วล่ะ อีกไม่กี่วันเดี๋ยวฉันจะส่งคนไปที่เมืองเทียนอวิ๋นสักหน่อยก็แล้วกัน"
"รับทราบครับ"
......
เมื่อสายสนทนาถูกตัดไป ร่างกายที่เกร็งเขม็งของหลี่ซือก็ผ่อนคลายลงทันที
หลังจากปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ เขาก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องทำงานไป
ในขณะที่ซูหมิงกำลังตกเป็นที่จับตามองของสถาบันจี้เซี่ย ที่ด้านนอกค่ายประจำการของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่ง ณ เทือกเขาวิญญาณมรณะ ก็มีเด็กใหม่กลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึง
ไม่ใช่ใครที่ไหน ปาร์ตี้สี่คนของหวังเถิงนั่นเอง
พวกเขาหมกตัวฟาร์มเลเวลอยู่ในถ้ำใต้ดินมาสิบวันเต็มๆ จนกระทั่งเลเวลทะลุยี่สิบกว่าๆ เมื่อเห็นว่าสมาชิกในทีมเริ่มรู้ใจและประสานงานกันได้ดีแล้ว พวกเขาจึงยื่นเรื่องต่อทางโรงเรียนเพื่อขออนุญาตเข้ามาหาประสบการณ์ในเทือกเขาวิญญาณมรณะ
เรียกได้ว่ามาได้จังหวะเป๊ะๆ สวนทางกับซูหมิงไปแบบเฉียดฉิว
ถ้ามาเร็วกว่านี้สักนิด อาจจะได้เดินสวนกันก็ได้
หนานกงจิ้งที่กำลังนอนอ่านข่าวบนเก้าอี้ผ้าใบภายในค่าย เมื่อเห็นยานบินร่อนลงจอดอีกครั้ง คิ้วของเธอก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
แต่วินาทีต่อมา ร่างของเธอก็ไปปรากฏอยู่ที่หน้าค่ายแล้ว
"สวัสดีครับ/ค่ะ อาจารย์หนานกง"
ทั้งสี่คนที่ศึกษาข้อมูลอาจารย์ประจำการของโรงเรียนมาอย่างทะลุปรุโปร่ง รีบก้าวเข้าไปทำความเคารพทันที
"ด้วยเลเวลของพวกเธอ อย่าเพิ่งเข้าไปลึกถึงใจกลางเทือกเขานะ ให้ฟาร์มอยู่แค่รอบนอกก็พอ"
หนานกงจิ้งกวาดสายตามองเลเวลของทั้งสี่คน แล้วเอ่ยปากเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ครับ/ค่ะ"
"อืม"
.....
"อาจารย์หนานกงครับ ซูหมิงยังฟาร์มอยู่ในเทือกเขา ไม่ได้ออกมาใช่ไหมครับ?"
หวังเถิงที่ยังคงคิดถึงเพื่อนรัก อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามขึ้นมา
พอคำถามนี้หลุดออกไป สีหน้าของหนานกงจิ้งก็ดูแปลกประหลาดขึ้นมาทันที
"เธอเป็นอะไรกับเขาล่ะ?"
"เขาเป็นเพื่อนสนิทผมเองครับ"
เมื่อเห็นท่าทางของอาจารย์ หวังเถิงก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
"ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในเทือกเขาวิญญาณมรณะแล้วล่ะ กลับเข้าเมืองไปเติมเสบียงแล้ว"
หนานกงจิ้งกวาดสายตามองดวงตาสี่คู่ที่จ้องมองมาทางเธอตาแป๋ว ก่อนจะตอบปัดๆ ไป
"อ้อ ครับ"
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเถิงก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ
ส่วนหนานกงจิ้งก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เธอหมุนตัวเดินนำทั้งสี่คนไปยังทางเข้าเทือกเขาวิญญาณมรณะ
ไม่นานนัก ทั้งสี่คนก็เดินผ่านบาเรียเข้าไปในเขตเทือกเขา
และจุดฟาร์มแห่งแรกที่พวกเขาเลือกก็คือ ป่าทึบโครงกระดูกขาว
"หัวหน้า นายไม่อยากรู้เหรอว่าตอนนี้ซูหมิงเลเวลเท่าไหร่แล้ว?"
"หลังจากโดนช็อตฟีลไปรอบก่อน ฉันก็บรรลุสัจธรรมข้อหนึ่งเลยว่ะ ว่าความอยากรู้อยากเห็นมันฆ่าแมวได้"
"เอาเป็นว่า พวกเธอเลิกสงสัยกันได้แล้ว รู้เยอะไปก็ปวดสมองเปล่าๆ"
หวังเถิงตอบคำถามเพื่อนร่วมทีมไปพร้อมๆ กับกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว
"อ้อ"
.....
ในขณะที่ทั้งสี่คนกำลังค่อยๆ คืบคลานฟาร์มเลเวลอยู่ในป่าทึบโครงกระดูกขาว อีกด้านหนึ่ง ซูหมิงที่กลับไปนอนชาร์จพลังที่บ้านมาสองชั่วโมง ก็ตื่นขึ้นมาด้วยสภาพร่างกายที่ฟิตปั๋งเต็มร้อย
【เหล่าซู ฉันออกจากถ้ำใต้ดินแล้วนะ ตอนนี้มาถึงเทือกเขาวิญญาณมรณะแล้ว】
【ถ้าแกยังไม่ตาย ก็ส่งเสียงหน่อยเว้ย】
.....
เมื่อเห็นข้อความที่หวังเถิงส่งมาทิ้งไว้เมื่อชั่วโมงก่อน ซูหมิงก็พิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ
"จิ๊ด"
หลังจากส่งข้อความทักทายเพื่อนรักเสร็จ เขาก็ผลักหน้าต่างห้องแล้วกระโจนออกไป กางปีกทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าตรงไปยังเทือกเขาวิญญาณมรณะทันที
ในเมื่อไม่มีดันเจี้ยนระดับสูงๆ ให้ลง ก็ต้องยอมกินข้าวคลุกน้ำปลาไปก่อน
ถึงจะได้ทีละนิด แต่เก็บหอมรอมริบไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็เป็นกอบเป็นกำเอง ยุงตัวเล็กก็ยังมีเนื้อให้กินนี่นา
สำหรับซูหมิงแล้ว ค่าประสบการณ์จะเยอะหรือน้อยมันไม่สำคัญหรอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ 'แต้มอัปเกรด' ต่างหาก ซึ่งไอ้แต้มนี่น่ะ มีเท่าไหร่เขาก็ไม่เคยเกี่ยงอยู่แล้ว
สิบห้านาทีต่อมา หนานกงจิ้งที่เพิ่งจะเอนหลังนอนลงบนเก้าอี้ผ้าใบได้ไม่นาน ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งร่อนลงมาจากท้องฟ้า
สีหน้าของเธอยิ่งดูแปลกประหลาดหนักเข้าไปอีก ปีกค้างคาวนั่นเธอจำได้แม่น คูลดาวน์ของไอเทมชิ้นนี้มันไวขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่น่าจะใช่นะ!
"รับป้ายนี่ไป แล้วเธอเข้าไปเองเลยนะ"
หนานกงจิ้งปัดความสงสัยในหัวทิ้งไป แล้วโยนป้ายผ่านทางให้
"ขอบคุณครับอาจารย์หนานกง"
ซูหมิงรับป้ายมาแล้วก็เดินหมุนตัวจากไป
เมื่อเขาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ร่างของเขาก็ลอยอยู่เหนือป่าทึบโครงกระดูกขาวเสียแล้ว
ด้วยการเปิดเรดาร์ตรวจจับสิ่งมีชีวิต เขาใช้เวลาไม่นานก็หาตำแหน่งของหวังเถิงเจอ
ตอนนี้ทั้งสี่คนกำลังช่วยกันรุมทึ้งทหารโครงกระดูกระดับธรรมดาเลเวล 30 อยู่
หลังจากการสาดสกิลประสานงานกันเป็นชุด ไอ้มอนสเตอร์กระดูกก็ล้มตึงลงไปกองกับพื้น
"ฟู่... โชคดีนะที่ไม่ไปปลุกพวกโครงกระดูกอีลีทตื่น ไม่งั้นได้วิ่งหนีหางจุกตูดอีกแน่"
สมาชิกหญิงสายซัพพอร์ตที่คอยระวังหลังให้ ถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าโครงกระดูกหลายตัวทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้สังเกตเห็นพวกเธอ
ถ้าเทียบกับพวกโอเกอร์ในถ้ำใต้ดินแล้ว ทหารโครงกระดูกอีลีทพวกนี้มักจะโจมตีระยะไกลเป็นหลัก ขืนโดนรุมล้อมขึ้นมาล่ะก็ งานนี้มีหวังได้ลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงแน่ๆ