เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 เปิดศึกโดยตรง

บทที่ 20 เปิดศึกโดยตรง

บทที่ 20 เปิดศึกโดยตรง


เมืองกูหยางมีประชากรหลายแสนคน พื้นที่กว้างใหญ่ขวาง เป็นเมืองเอกของมณฑลเหอโจวแห่งราชวงศ์เทียนอวี่ เมื่อมองลงมาจากท้องฟ้า ตัวเมืองทั้งเมืองมีลักษณะเป็นรูปแปดเหลี่ยมด้านเท่าพอดิบพอดี

สี่ตระกูลใหญ่จัดเรียงตามทิศทาง ตระกูลอู่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ตระกูลเฟิงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ตระกูลโจวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และตระกูลเซวียนหยวนตั้งอยู่ทางทิศใต้ ส่วนมุมทั้งสี่ที่เหลือก็คือย่านการค้าทั้งสี่ ได้แก่ ย่านอาวุธ ย่านยุทธภัณฑ์ ย่านอาหาร และย่านของชำ

แต่ละตระกูลควบคุมดูแลหนึ่งย่านการค้า ตระกูลอู่ควบคุมย่านอาหารที่ดูเหมือนจะไม่ทำกำไร แต่กลับเกี่ยวข้องกับการดำรงชีพของผู้คนอย่างแยกไม่ออก ตระกูลโจวควบคุมย่านยุทธภัณฑ์ ตระกูลเฟิงก่อร่างสร้างตัวมาจากการตีอาวุธจึงควบคุมย่านอาวุธ ส่วนตระกูลเซวียนหยวนนั้นน่ารันทดที่สุด ทำได้เพียงควบคุมย่านของชำที่ทำกำไรได้น้อยที่สุดเท่านั้น

สมาคมการค้าเทียนซิงนั้นพิเศษที่สุด พวกเขาไม่อิงตามผังเมืองและไม่ตั้งอยู่ในย่านการค้า แต่กลับตั้งรกรากอยู่ในบริเวณทิศใต้ของเมืองซึ่งใกล้กับใจกลางเมือง

เนื่องจากเบื้องหลังอันแข็งแกร่งของสมาคมการค้าเทียนซิง พวกเขาจึงกล้าแย่งชิงการค้าของสี่ตระกูลใหญ่ ทว่ากลับไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากปฏิเสธแม้แต่ครึ่งคำ แม้แต่สายเลือดผู้เป็นเจ้าเมืองเมื่อพบเห็นผู้ดูแลของสมาคมการค้าเทียนซิง ก็ยังต้องยอมถอยให้สามส่วน

แน่นอนว่า สมาคมการค้าเทียนซิงไม่เพียงแต่ทำการค้ากับผู้บำเพ็ญเพียรเท่านั้น แต่ยังเน้นลูกค้าระดับสูงอีกด้วย คนธรรมดาทั่วไป หรือแม้แต่นักสู้ที่อยู่ต่ำกว่าระดับปรมาจารย์ล้วนไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปด้านใน

ดังนั้นความจริงแล้วการค้าของสมาคมการค้าเทียนซิงจึงไม่ได้ขัดผลประโยชน์กับสี่ตระกูลใหญ่มากนัก

จากสมาคมการค้าเทียนซิงไปยังตระกูลเฟิง หากเดินเท้าจะต้องใช้เวลาสองเค่อ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่มีความอดทนมากปานนั้น จึงเรียกจ้างรถม้าให้พานั่งไปพร้อมกับโหรวเอ๋อร์จนถึงหน้าคฤหาสน์ตระกูลเฟิง

แม้ตระกูลอู่จะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองกูหยาง ทว่าคนของตระกูลอู่มักจะมีน้อยและทำตัวอย่างถ่อมตนมาโดยตลอด หากมิใช่เพราะในตระกูลมีบรรพชนสามคนที่มีความแข็งแกร่งล้ำลึก ก็คงไม่อาจนั่งบนตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคง

แม้ตระกูลเฟิงจะเป็นตระกูลใหญ่เป็นอันดับสองของเมืองกูหยาง ทว่าหากพิจารณาจากความแข็งแกร่งโดยรวมแล้ว ตระกูลเฟิงต่างหากที่เป็นตระกูลอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเฟิงจึงมีอาณาเขตที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสี่ตระกูลใหญ่ มีคฤหาสน์ที่ดีที่สุด และมีคนเฝ้าประตูที่หยิ่งผยองจองหองที่สุด

เมื่อเซวียนหยวนฮ่าวเทียนและโหรวเอ๋อร์มาถึงคฤหาสน์ตระกูลเฟิง คนเฝ้าประตูหลายคนก็สังเกตเห็นพวกเขาทันที และพลันมีคนดวงตาเป็นประกายขึ้นมา

ความงดงามของโหรวเอ๋อร์นั้นอ่อนโยนดั่งสายน้ำ เย้ายวนดั่งม่านหมอก บริสุทธิ์ดุจเทพธิดา คนเฝ้าประตูเหล่านั้นยืนอยู่หน้าประตูทั้งวัน มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา ก็ไม่เคยพบเห็นหญิงงามเช่นนี้มาก่อน

ส่วนเซวียนหยวนฮ่าวเทียนนั้น พวกเขากลับเมินเฉยไปโดยสิ้นเชิง

เซวียนหยวนฮ่าวเทียนน่ะหรือ มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้จัก? สวะแห่งตระกูลเซวียนหยวนผู้นั้นน่ะสิ ก่อนจะเบิกชีพจรยังได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์เทียนอวี่ ทว่าหลังจากเบิกชีพจรกลับเผยธาตุแท้ออกมาทันที

เป็นเพียงแค่ขยะที่มีชีพจรปุถุชนระดับหนึ่งเท่านั้น ขยะที่มาเป็นคนเฝ้าประตูให้ตระกูลเฟิงยังไม่คู่ควรเสียด้วยซ้ำ

ขยะเช่นนี้ ไม่คู่ควรแม้แต่จะเทกระโถนให้คุณชายรองของพวกเขาด้วยซ้ำ

คนเฝ้าประตูหน้าโง่พวกนี้ยังไม่รู้ว่าเรื่องที่คุณชายของตนได้รับบาดเจ็บกลับมาเมื่อสามวันก่อนนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร

เฟิงจี้ฟางรู้สึกว่าการพ่ายแพ้ให้กับขยะที่มีชีพจรปุถุชนระดับหนึ่งนั้นช่างน่าอับอายขายหน้าเหลือเกิน จึงอ้างว่าตนเองไม่ระวังจนได้รับบาดเจ็บตอนที่ออกไปฝึกฝนล่าสัตว์นอกเมือง ปิดปากเงียบไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงรู้ว่ารอยแผลของตนนั้นได้มาอย่างไร

ในเวลานั้น บรรดาผู้เห็นเหตุการณ์ มีผู้ใดบ้างกล้าสอดปาก?

ดังนั้นด้วยความบังเอิญเช่นนี้ เรื่องที่เซวียนหยวนฮ่าวเทียนทำร้ายเฟิงจี้ฟางจนบาดเจ็บจึงถูกปิดข่าวเอาไว้ และยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้

ความจริงแล้วเรื่องนี้ก็ไม่แปลกอันใด ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียร การต่อสู้เข่นฆ่าและการได้รับบาดเจ็บจากการฝึกฝนถือเป็นเรื่องปกติ ตราบใดที่ยังไม่ตายหรือบาดเจ็บสาหัสจนสูญเสียพลังยุทธ์ ก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาอันใด

"คนงามมาจากที่ใดหรือ? มาๆๆ ให้นายท่านสิบสองทะนุถนอมเจ้าให้ดี โยว่ ดูใบหน้าเล็กๆ นี้สิ ช่างนุ่มนวลจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้เลย! อย่าไปตามไอ้สวะที่อยู่ข้างกายเจ้าเลย มาให้นายท่านสิบสองสอนเจ้าถึงความสุขของการเป็นสตรีดีกว่า"

หัวหน้าคนเฝ้าประตูผู้นั้นมีนามว่าเฟิงสือเอ้อร์ เมื่อมองดูโหรวเอ๋อร์ก็น้ำลายไหลย้อย

บ่าวรับใช้ระดับล่างของตระกูลเฟิงล้วนใช้ตัวเลขแทนชื่อ เฟิงสือเอ้อร์ผู้นี้อยู่อันดับที่สิบสอง ถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลเฟิง หากทำงานต่ออีกสองสามปีก็จะได้กลับไปใช้ชื่อเดิมและเลื่อนขั้นเป็นบ่าวรับใช้ระดับสูง สามารถเริ่มได้รับทรัพยากรการฝึกฝนมาบ้างเล็กน้อย

ทว่าเห็นได้ชัดว่าเขาคงไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนอีกต่อไปแล้ว

เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้าวไปข้างหน้าแล้วตบหน้าเขาไปหนึ่งฉาด

กล้าใช้วาจาสกปรกโสมมกับภรรยาของข้าเซวียนหยวนฮ่าวเทียนเช่นนี้! รนหาที่ตาย!

เพียะ!

เสียงตบหน้าดังก้องกังวาน เฟิงสือเอ้อร์ผู้นั้นถูกเซวียนหยวนฮ่าวเทียนตบกระเด็นลอยละลิ่ว พลังกลืนมารโคจรในร่างกายของเขาหนึ่งรอบ สูบกลืนปราณแท้ของเขาจนหมดสิ้น

ไม่เกินหนึ่งปี คนผู้นี้จะต้องตายเพราะปราณแท้เหือดแห้งอย่างแน่นอน

การลงมืออย่างเด็ดขาดของเซวียนหยวนฮ่าวเทียน ทำให้บรรดาคนเฝ้าประตูตระกูลเฟิงตกใจสะดุ้ง ทว่าวินาทีต่อมา คนเฝ้าประตูเหล่านี้กลับเผยความดุร้ายออกมาทีละคน

ดังคำกล่าวที่ว่า คนเฝ้าประตูของอัครมหาเสนาบดียังเทียบเทียมได้กับขุนนางขั้นเจ็ด

คนเฝ้าประตูของตระกูลอันดับสองแห่งเมืองกูหยางอันยิ่งใหญ่ ล้วนแต่หยิ่งยโสโอหังมาโดยตลอด

คนเฝ้าประตูเหล่านั้นล้วนอยู่ในขอบเขตผลัดเปลี่ยนร่างกายขั้นสามขึ้นไป นับได้ว่าอยู่ในขอบเขตนักสู้และปรมาจารย์ยุทธ์ แต่ละคนมีพละกำลังเทียบเท่าวัวห้าตัว หากคนธรรมดาถูกพวกเขาโจมตีก็มีแต่ต้องกระดูกหักเอ็นขาดเท่านั้น

เมื่อเห็นว่าขยะที่มีชีพจรปุถุชนระดับหนึ่งอย่างเซวียนหยวนฮ่าวเทียนกลับกล้าลงมือทำร้ายผู้คนต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ จะยอมได้อย่างไร พวกเขาจึงแหกปากร้องตะโกนและพุ่งเข้ามาทันที

เซวียนหยวนฮ่าวเทียนไม่แม้แต่จะปรายตามอง เคล็ดวิชากลืนมารทำงาน วังวนพลังวิญญาณอันเลือนรางพลันปรากฏขึ้นพร้อมกับดึงรั้งอย่างแรง ทำให้คนเฝ้าประตูเหล่านี้เกิดภาพลวงตาคล้ายกับว่าร่างกายพุ่งถลำไปข้างหน้าจนเสียการทรงตัว พวกเขาจึงรีบเอนตัวไปด้านหลังเพื่อรักษาสมดุลทันที

ทว่านั่นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาของพวกเขาเท่านั้น เมื่อเอนตัวกลับไปเช่นนี้ พวกเขาจึงเสียสมดุลไปเสียทั้งหมด

เซวียนหยวนฮ่าวเทียนลงมืออย่างสบายๆ ใชัดัชนีทะลวงวิญญาณจี้ออกไปทีละจุด ทำลายจุดตันเถียนของคนเฝ้าประตูเหล่านี้จนสิ้น

ครั้งนี้เขาไม่ได้สูบกลืนปราณแท้ของอีกฝ่าย แม้เขาจะเป็นคนลงมือเด็ดขาด ทว่าก็ไม่ใช่คนที่จะเข่นฆ่าผู้คนอย่างพร่ำเพรื่อ ในเมื่อคนเฝ้าประตูเหล่านี้ไม่ได้เอ่ยถ้อยคำล่วงเกิน เขาก็จะละเว้นชีวิตให้

ในสายตาของโหรวเอ๋อร์ เซวียนหยวนฮ่าวเทียนเพียงแค่จี้ปลายนิ้วไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้าห้าครั้ง คนเฝ้าประตูทั้งห้าก็คล้ายกับถูกรถม้าชนจนลอยละลิ่ว แต่ละคนกระอักเลือดกระเด็นไปคนละทิศคนละทาง ดูทุลักทุเลเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเห็นเซวียนหยวนฮ่าวเทียนร้ายกาจถึงเพียงนี้ ในดวงตาของโหรวเอ๋อร์ก็แทบจะมีประกายดาวระยิบระยับลอยออกมา

"เดรัจฉานหน้าไหนกล้ามาสร้างความวุ่นวายที่ตระกูลเฟิงของข้า!" เสียงตะคอกดังกึกก้อง ยอดฝีมือขอบเขตเบิกชีพจรขั้นห้าผู้หนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว คนยังมาไม่ถึง ทว่าสายลมจากหมัดกลับพัดมาถึงก่อน หมัด 'วิชาหมื่นทัพ' ทะลวงฝ่าอากาศพุ่งเข้ามา

เซวียนหยวนฮ่าวเทียนดึงโหรวเอ๋อร์มาหลบด้านหลังของตน แย้มยิ้มบางๆ แล้วเหวี่ยงหมัดขวาออกไปเช่นกัน

เสียงอาวุธและม้าศึกเข้าปะทะกันดังกึกก้องไม่ขาดสาย

นี่คือ 'วิชาหมื่นทัพ' ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาลับของตระกูลเฟิงพอดิบพอดี

สีหน้าของผู้มาเยือนแปรเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ไม่คาดคิดเลยว่าผู้บุกรุกจะใช้วิชาลับของตระกูลเฟิงได้เช่นกัน ในชั่วขณะที่ตกตะลึงอยู่นั้น พลังปราณก็ชะงักไปส่วนหนึ่ง

เป็นเพียงขอบเขตเบิกชีพจรขั้นห้ากระจอกๆ กลับกล้าเหม่อลอยต่อหน้าจักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่ นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ ทันใดนั้น หมัดของเซวียนหยวนฮ่าวเทียนก็ประทับลงบนหน้าอกของเขาพอดิบพอดี

อั้ก!

เลือดสดๆ คำโตพ่นพรวดออกมา ชายผู้นั้นปลิวละลิ่วกลับไปรวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่พุ่งเข้ามาชนเข้ากับเสาประตูจนสลบเหมือดไปในทันที

"วิชาหมื่นทัพงั้นหรือ? ก็แค่ระดับนี้แหละ!"

เนตรสวรรค์ของจักรพรรดิเซียนผู้ยิ่งใหญ่เปิดออก เคล็ดวิชาระดับขุนพลขั้นกลางกระจอกๆ กลับถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง การจะใช้วิชาหมื่นทัพย่อมเป็นเรื่องง่ายดายอย่างยิ่ง

"ก็แค่ระดับนี้งั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าลองรับหมัดของชายชราผู้นี้ดูหน่อยเป็นไร!"

เสียงแค่นหัวเราะอย่างเย็นชาดังขึ้น ไอสังหารโดยรอบพลันแปรเปลี่ยนเป็นราวกับสนามรบนับร้อยลี้ หนาวเหน็บจนทำให้ผู้คนหวาดกลัว

จบบทที่ บทที่ 20 เปิดศึกโดยตรง

คัดลอกลิงก์แล้ว