- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 21 สวี่โหยว
บทที่ 21 สวี่โหยว
บทที่ 21 สวี่โหยว
การหลอมโอสถชักนำปราณระดับสอง วัตถุดิบที่ใช้ไม่ต่างจากระดับหนึ่ง สิ่งเดียวที่เปลี่ยนคือปริมาณ
เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า
ดังนั้นการสกัดสรรพคุณยาที่อยู่ภายในออกมา แล้วทำการผสานเปลี่ยนแปลงอันซับซ้อน จึงมีความต้องการที่สูงส่งยิ่งยวดต่อการควบคุมไฟของนักหลอมโอสถ การชักนำกลิ่นอายภายในโอสถ การกะเวลา ฯลฯ ความยากเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
นี่ก็เป็นเหตุผลที่ทั่วทั้งลานโอสถยอดเขาสี่ทอง มีนักหลอมโอสถที่สามารถหลอมโอสถชักนำปราณระดับสองได้เพียงหยิบมือ
แน่นอน หากถึงระดับหนิงหยวน หรือกระทั่งเขตแดนเจินเหรินระดับจู้จี นั่นเรียกได้ว่ามีฝีมือครอบคลุมฟ้าดิน การควบคุมกลิ่นอายเหนือกว่าที่เฉินชิงหยางจินตนาการไปไกลลิบ เพียงแต่โอสถเหล่านี้หมดประโยชน์สำหรับพวกเขาไปนานแล้ว จึงไม่มาเสียเวลากับเรื่องนี้
ขณะที่เฉินชิงหยางกำลังลงมือ หลิวเถาก็ยืนมองอย่างเหม่อลอยอยู่ด้านข้าง บางครั้งสายตาก็จับจ้องไปที่ตัวคน บางครั้งก็จับจ้องไปที่เตาหลอมโอสถ
เตานี้มีชื่อว่า “เถาหยวน” นางสะสมมันมาทีละเล็กทีละน้อย
สร้างขึ้นจากเหล็กนิล ทั้งยังประดับประดาด้วยหยกอัคคีไม่น้อย ไม่เพียงแต่ผ่านการปรับแต่งจากช่างหลอมอาวุธ ยังถูกสลักอักขระยันต์วิถีเต๋าเข้าไปมากมาย เพื่อใช้เพิ่มสรรพคุณของโอสถ
ความสูงเก้าฉื่อ เส้นรอบวงหกฉื่อ สลักมังกรไฟหกตัวไว้ทั้งสี่ทิศ และยังแบ่งออกเป็นเจ็ดด้าน แต่ละด้านมีต้นท้อหนึ่งต้น งดงามราวกับมีชีวิต บ้างดอกบานสะพรั่ง บ้างผลดกเต็มต้น บ้างกิ่งก้านงดงาม
ตั้งแต่ที่ฐานฝึกปรือของหลิวเถาติดขัดอยู่ที่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้า นางก็ลุ่มหลงในวิถีโอสถ หวังจะใช้มันทะลวงคอขวด
หลังจากใส่ผลักวัตถุดิบลงไป เฉินชิงหยางก็ค่อยๆ ดันฝ่ามือทั้งสองออกไป ไม้ฟืนใต้เตาหลอมโอสถก็แผ่เปลวเพลิงสีฟ้าครามออกมา ความอบอุ่นสายหนึ่งกระจายออกไปในพริบตา พลังระเบิดของมันรุนแรงจนแม้แต่หลิวเถายังอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น
ยามนี้เมื่อมองเฉินชิงหยางที่ใบหน้าไร้ความเปลี่ยนแปลง แถมยังสงบนิ่งเยือกเย็น
เปิดเตาในตอนเที่ยงวัน เมื่อดับไฟภายนอกก็มืดสนิทแล้ว
เฉินชิงหยางค่อยๆ ชักมือกลับ เปลวไฟในเตาหลอมโอสถก็ค่อยๆ ดับลง สำหรับโอสถชักนำปราณระดับสองแล้ว “ไฟอ่อนตอนท้าย” ในกระบวนการสุดท้ายก็สำคัญอย่างยิ่ง หากรีบร้อนเกินไป สรรพคุณยาจะแห้งเกินไป เมื่อกินเข้าไปจะทำให้เกิดไฟในร่างได้ง่าย เป็นผลเสียต่อสภาพจิตใจของผู้ฝึกตน
เช่นนี้ผ่านไปหนึ่งเค่อ ไฟจึงดับสนิทลง
เขาไม่แตะต้องเตาหลอมโอสถ หลับตานั่งสมาธิฟื้นฟูเรี่ยวแรงอยู่กับที่
ในทางทฤษฎี ระดับเลี่ยนชี่ขั้นสองก็สามารถหลอมโอสถชักนำปราณระดับสองออกมาได้ ทว่าหากต้องการให้โอสถดีเพียงพอ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฐานฝึกปรือขั้นสองจะทำได้
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หลิวเถากำลังฉีกยิ้มกว้าง มองดูนางหัวเราะ ราวกับได้เห็นของรักของหวง โอสถชักนำปราณระดับสองสองเม็ดถูกประคองไว้ในมือ สีสันมันวาว ทั้งยังมีประกายสีทองจางๆ เอ่อล้นออกมา นี่คือความมันวาวที่จะปรากฏก็ต่อเมื่อหลอมหินหวงจิงจนถึงขีดสุดเท่านั้น
อย่างน้อยก็บรรลุตามที่เฉินชิงหยางคาดหวังไว้
“ครั้งแรก นี่เจ้าเพิ่งทำครั้งแรกเองนะ… ฮ่าๆ…” หลิวเถาแทบจะหุบปากไม่ลง: “โอสถดีถึงเพียงนี้ หากให้ข้ากินวันละสองเม็ดทุกวัน ข้ากล้าพูดเลยว่าภายในสองปีข้าต้องก้าวสู่ระดับหนิงหยวนได้แน่… ไม่สิ ไม่จำเป็นต้องถึงสองปีด้วยซ้ำ ท้ายที่สุดแล้ววิถีโอสถของเจ้าก้าวหน้าเร็วมาก ไม่แน่ว่าวันไหนอาจจะขึ้นเป็นระดับสามก็ได้…”
รอจนนางดีใจอย่างเต็มที่แล้ว เฉินชิงหยางจึงค่อยกล่าวว่า: “แต่ข้าหลอมออกมาได้แค่วันละสองเม็ด ศิษย์พี่หญิงคงไม่ได้คิดจะไม่แบ่งกับข้าหรอกนะ?”
แม้จะอาลัยอาวรณ์อย่างยิ่ง แต่หลิวเถาก็ยื่นมันมาให้: “ข้าหลิวเถาเป็นคนใจร้อน ตอนนี้หน้าตาก็ไม่งดงาม แต่เป็นคนรักษาคำพูด ตกลงกันไว้แล้วว่าคนละครึ่ง จะไม่เอาเปรียบเจ้าแน่นอน สองร้อยปีข้ายังรอได้ นับประสาอะไรกับแค่สองปี!”
เมื่อเฉินชิงหยางรับโอสถมาถือไว้ในมือ มันยังมีความอบอุ่นอยู่บ้าง เขาใคร่ครวญกลับไปกลับมาอยู่พักหนึ่ง คล้ายกำลังขบคิดอย่างจริงจังว่ายังมีจุดใดที่ควรปรับปรุงอีกหรือไม่
หากกล่าวถึงเพียงแค่ความสำเร็จในวิถีโอสถ ตอนนี้เขาไม่น้อยหน้าไปกว่าหลิวเถาที่อยู่ระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้าเลยแม้แต่น้อย
“โอสถชักนำปราณระดับสองนี้แม้จะดี แต่สำหรับข้าแล้ว มันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดในขั้นตอนนี้” กล่าวจบ เขาก็โยนโอสถกลับไปให้หลิวเถา ทำเอาหลิวเถาสะดุ้งรีบยกสองมือขึ้นรับ
“เหลวไหล หากตกลงบนพื้นแล้วเปื้อนกลิ่นอายดินจะทำอย่างไร ของสิ่งนี้ต้องเก็บไว้ในกล่องหยกเท่านั้น สรรพคุณยาถึงจะไม่กระจายหายไป… เจ้าให้ข้ามาง่ายๆ แบบนี้ ไม่เสียใจหรือ?”
เฉินชิงหยางส่ายหน้า: “ไม่ได้ให้ศิษย์พี่หญิง แต่จะขอทำการแลกเปลี่ยนสักหน่อย?”
หลิวเถาหัวเราะหึๆ: “เจ้าแก่จอมเจ้าเล่ห์นี่มีเล่ห์เหลี่ยมเยอะกว่าใครเพื่อน อยากจะแลกอะไร สิ่งที่ศิษย์พี่หญิงคนนี้ให้ได้ก็พร้อมจะให้ทั้งหมด?”
เมื่อหลิวเถายิ้มแฉ่ง ฟันที่หักก็โผล่ออกมาอีก
“ไม่ทราบว่าเตาหนึ่งศิษย์พี่หญิงสามารถหลอมโอสถรวบรวมปราณได้กี่เม็ด?”
“หากสรรพคุณยาชั้นยอดก็รอบละสามเม็ด หากแย่ลงมาหน่อยก็ห้าถึงหกเม็ดได้ เป็นอะไรไป เจ้าจะแลกกับข้าหรือ?”
เฉินชิงหยางพยักหน้า: “ตอนนี้วิธีที่จะช่วยยกระดับฐานฝึกปรือให้ข้าได้เร็วที่สุด ก็คือโอสถรวบรวมปราณควบคู่กับโอสถน่วนหยาง ศิษย์พี่หญิงท่านเปิดเตาหลอมโอสถรวบรวมปราณทุกๆ สองวัน เปิดเตาหลอมโอสถน่วนหยางระดับสองทุกๆ เจ็ดวัน ข้าเปิดเตาหลอมโอสถชักนำปราณระดับสองทุกวัน พวกเราก็ใช้สิ่งนี้แลกเปลี่ยนกัน ท่านเห็นเป็นอย่างไร?”
“เฮ้อ!” หลิวเถาถอนหายใจราวกับเสียเปรียบ แต่หางตากลับอดไม่ได้ที่จะแอบชำเลืองมองเฉินชิงหยาง: “เจ้าแก่จอมเจ้าเล่ห์ เจ้าอยากจะให้ศิษย์พี่หญิงอย่างข้าเหนื่อยตายหรืออย่างไร โอสถรวบรวมปราณน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่โอสถน่วนหยางนี่สิต้องเป็นระดับสองด้วย สิ้นเปลืองพลังจิตใจเป็นอย่างมาก แต่ก็นั่นแหละนะ ใครใช้ให้พวกเราเป็นตั๊กแตนบนเชือกเส้นเดียวกันเล่า เรื่องนี้... ข้ารับปากเจ้าก็แล้วกัน”
ได้เปรียบแล้วยังทำเป็นเสียเปรียบ นางมีฝีมือด้านนี้จริงๆ
เฉินชิงหยางยื่นมือออกไป แล้วหยิบโอสถชักนำปราณระดับสองเม็ดนั้นกลับมาจากกลางฝ่ามือของหลิวเถาหน้าตาเฉย “ดี เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ข้ารู้ว่าศิษย์พี่หญิงทำงานยุติธรรมมาโดยตลอด วันนี้ไม่มีโอสถให้ข้า ก็จะไม่เอาเปรียบข้าเปล่าๆ การแลกเปลี่ยนของพวกเราจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ โอสถชักนำปราณของวันนี้ยังคงเป็นของข้า”
หลิวเถาเบิกตาโพลงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มก่นด่า: “ฮึ เจ้าแก่จอมเจ้าเล่ห์...”
เห็นเขาทำตัวราวกับตอไม้แก่ๆ หลังจากด่าไปก็รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อันใด นางจึงค้นในชั้นหนังสืออยู่พักหนึ่ง หยิบกล่องหยกใบหนึ่งออกมา เมื่อเปิดออกก็มีโอสถน่วนหยางเม็ดหนึ่งนอนนิ่งสงบอยู่ภายใน
“เดิมทีเก็บไว้แลกวัตถุดิบ คราวนี้ซ่อนไม่มิดแล้ว ก็ให้เจ้าได้ประโยชน์ไปก่อนก็แล้วกัน วันหน้าข้าจะยอมเหนื่อยหลอมโอสถให้มากหน่อย เพื่อไม่ให้เจ้าต้องเสียเปรียบ...” แม้จะไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่นางก็ทำได้เพียงยัดมันใส่มือเฉินชิงหยาง
“เป็นศิษย์พี่หญิงที่ทำงานยุติธรรมที่สุด!”
เฉินชิงหยางถึงได้คืนโอสถชักนำปราณระดับสองให้นางอีกครั้ง
ราตรีไร้แสง ท้องฟ้ามืดมิดดั่งถูกชโลมด้วยหมึก
ทุกก้าวหลังจากออกจากลานโอสถ เฉินชิงหยางเดินอย่างระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
วันนี้เป็นวันแรกที่ไม่มีสวีเป่าหลิง เขากังวลมากว่าฉีซิวหย่วนจะพุ่งพรวดพราดออกมา
จากที่เห็นในวันนั้น คนผู้นี้ทำตัวกร่าง นิสัยใจร้อน หากค่อยๆ รับมือกับเขาย่อมจัดการง่ายกว่าสวีเป่าหลิงแน่นอน แต่ก็กลัวว่าการพุ่งพรวดพราดออกมาแบบไม่ใช้สมองนี่แหละ จะทำให้ตัวเองต้องเดือดร้อน
จนกระทั่งมาถึงใต้ต้นสนที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา เฉินชิงหยางถึงได้ผ่อนคลายจิตใจลง
ล้วงโอสถรวบรวมปราณที่สะสมไว้สามเม็ดออกมา กลืนลงคอไปรวดเดียวพร้อมกับโอสถน่วนหยางอีกหนึ่งเม็ด
ทันใดนั้น กลิ่นอายอันหนักแน่นก็พุ่งพล่านอยู่ในเส้นลมปราณจุดตันเถียน แต่โอสถน่วนหยางกลับให้กำเนิดความอบอุ่นสายหนึ่ง ราวกับปราณคุ้มกันชั้นหนึ่ง ปกคลุมอยู่ภายในเส้นลมปราณและจุดตันเถียน ผลักดันกลิ่นอายให้เคลื่อนไปข้างหน้า พร้อมกับค่อยๆ หลอมละลายมันไปทีละนิด
ทุกๆ หนึ่งเค่อ เขาจะพ่นลมหายใจยาวๆ ออกมาหนึ่งครั้ง ความปะปนที่เกิดจากโอสถรวบรวมปราณ ก็ถูกขับออกจากร่างกายไปทีละหยดเช่นนี้
ไม่แปลกใจเลยที่วิชานี้จะมีฉายาว่า “ปรมาจารย์หมื่นวิถี” วิถีโอสถอันสูงส่งช่วยส่งเสริมฐานฝึกปรือได้ไม่ใช่น้อยๆ แม้กระทั่งยังมี “โอสถหลิวหลีปู่เทียน” ซึ่งเป็นยาศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถซ่อมแซมวิญญาณกระบี่ได้
เมื่อถึงเรือนเล็ก ก็เป็นเวลาเช้าตรู่แล้ว
หลวี่อวิ๋นเชินกับชายผู้หนึ่งถือไม้กวาดคนละด้าม กำลังกวาดหิมะที่ทับถมอยู่ในลานบ้าน
ท้องฟ้าแจ่มใสติดต่อกันมาสองวันแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาเหมาะที่จะกวาดหิมะ
ยังมีสวีหยงที่อยู่ไกลออกไป เขามองดูทั้งสองคนพูดคุยหัวเราะกัน ใบหน้าคล้ายไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
พอเห็นว่าเป็นเฉินชิงหยางเดินเข้ามา เขาก็รีบพุ่งเข้ามาหาเหมือนเจอสหายรู้ใจ น่าเสียดายที่โดนหลวี่อวิ๋นเชินซึ่งกำลังกวาดหิมะอยู่กลางลานบ้านชิงตัดหน้าไปก่อน
“ศิษย์พี่เฉิน ท่านกลับมาแล้ว ท่านผู้นี้คือ...”
ไม่ทันให้หลวี่อวิ๋นเชินพูดจบ ชายผู้นั้นก็ประสานมือคำนับทันที: “ศิษย์พี่เฉิน ข้าน้อยสวี่โหยว ชาวราชวงศ์จิ้นจากนอกเขา เมื่อสามสิบปีก่อนขึ้นเขามาเป็นศิษย์รับใช้ที่นี่ วันนี้ได้รับการโยกย้ายจากผู้ดูแล ให้มาพักอาศัยอยู่ที่เรือนนี้ วันหน้าพวกเราก็ถือเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว หวังว่าศิษย์พี่เฉินจะช่วยชี้แนะข้าน้อยด้วย”
ศิษย์รับใช้ทั่วไปมักจะขึ้นเขามาตอนอายุสิบสี่สิบห้า เมื่อบวกกับเวลาสามสิบปีบนเขา ก็ควรจะอยู่ในวัยสี่สิบ
เมื่อดูจากหน้าตา ค่อนข้างดูหนุ่มแน่น ราวกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คิดว่าคงจะฝึกฝนเคล็ดวิชาชักนำปราณไท่ซวีได้ไม่เลว
ความเคยชินที่หลงเหลือมาจากการฝึกปรือ 《คัมภีร์ไท่หุน》 ทำให้เฉินชิงหยางลอบสังเกตและพิจารณาจังหวะการหายใจของเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง
ยืนยาว ครึ่งค่อนวันถึงจะหอบหายใจออกมาหนึ่งครั้ง
กลิ่นอายที่แผ่ออกมารอบตัว ก็ไม่เหมือนสิ่งที่ศิษย์รับใช้จะทำได้ หรือว่าเขาจะบรรลุระดับเลี่ยนชี่แล้ว?
มาถึงขั้นนี้แล้วยังมาคลุกคลีอยู่ในหมู่ศิษย์รับใช้อีก นอกเหนือจากตัวเขาเองแล้ว เฉินชิงหยางคิดไปคิดมาก็เห็นจะมีแค่หูไคจากสมาคมเสวียนกวงเท่านั้น
“ศิษย์พี่เฉิน?”
ขณะที่เขากำลังเหม่อลอย สวี่โหยวก็เอ่ยเรียกอีกคำหนึ่ง
ยามนี้ผิวพรรณของเฉินชิงหยางแม้จะเต่งตึง แต่รูปร่างกลับค่อมลง ดูแล้วพลังชีวิตยังคงมีไม่มาก
ลมหายใจแผ่วเบา รวดเร็ว คล้ายกับคนแก่ ส่วนเรื่องการแผ่กลิ่นอายรอบตัวนั้น ก็ต้องดูว่าอีกฝ่ายจะมีสายตาเฉียบแหลมหรือไม่
เขาคล้ายกับเพิ่งได้สติกลับมา: “ไอหยา ต้องขออภัยด้วยศิษย์น้องสวี่ อายุมากแล้วก็เป็นเช่นนี้แหละ ลำบากเจ้าแล้ว วันนี้เพิ่งมาถึงแท้ๆ ก็ต้องมากวาดหิมะเสียแล้ว ศิษย์น้องสวีและศิษย์น้องหลวี่กับข้า สิ่งที่ทำล้วนไม่ใช่ธรรมเนียมต้อนรับแขกเลยจริงๆ!”
สวี่โหยวหัวเราะเยาะตัวเอง: “ที่ไหนกันเล่า อีกอย่างข้าก็ไม่ใช่แขกเสียหน่อย”
เวลานี้ สวีหยงก็แทรกขึ้นมา: “ใช่แล้วศิษย์พี่เฉิน ศิษย์พี่สวี่โหยวผู้นี้ก็มาจากสมาคมเสวียนกวง สถานะของเขาทัดเทียมกับศิษย์พี่หูไค การที่เขามาพักอยู่ที่เรือนเล็กของเรา นับเป็นเรื่องดีนะ!”
หารู้ไม่ว่านั่นเป็นคำพูดที่หลวี่อวิ๋นเชินกำลังจะพูด แต่กลับถูกเขาแย่งไป จึงแอบหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย: “ใช่ ใช่แล้วศิษย์พี่เฉิน”
อาจจะเป็นเพราะมองเห็นทัศนคติที่สองคนนี้มีต่อเฉินชิงหยาง สวี่โหยวจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา: “ฮี่ๆ ดูเหมือนว่าศิษย์พี่เฉินจะได้รับความเคารพไม่น้อยเลยนะในเรือนเล็กของเรา”
ส่วนเฉินชิงหยางนั้นมีสายตาขุ่นมัว กวาดตามองคนทั้งสามฝั่งตรงข้าม
เรือนที่เต็มไปด้วยสมาชิกสมาคมเสวียนกวงแห่งนี้ วันหน้าคงมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว
“ล้อเล่นแล้ว ข้าก็แค่อายุมากกว่าหน่อยเท่านั้น เพิ่งลงเขามาก็เลยเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ข้าขอตัวกลับเข้าห้องไปพักผ่อนสักหน่อยก่อน เชิญพวกท่านตามสบาย”
เวลานี้หลวี่อวิ๋นเชินกล่าวว่า: “เมื่อครู่ศิษย์พี่สวี่บอกว่าคืนนี้จะให้ท่านลงเขาเร็วหน่อย เขาเตรียมสุราอาหารไว้บ้างแล้ว อยู่ใต้ต้นฮวายขนาดใหญ่ตรงนี้ พวกเราจะอาศัยแสงจันทร์ รับลมหนาว ชมภูเขาดื่มสุรากัน!”
เพราะสวีหยงไม่รู้เรื่องนี้ จึงทำได้เพียงปล่อยให้เขาเป็นคนพูด
ตามปกติแล้ว ศิษย์รับใช้จะกินอยู่อย่างเรียบง่าย อาหารที่มีเนื้อหรือสุรามีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นธัญพืชที่กินกันตาย สำนักไท่ซวีอ้างชื่ออย่างสวยหรูว่าระดับเลี่ยนชี่จำเป็นต้องละทิ้งความอยากและชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ กระทั่งเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการทำงาน ยังสั่งห้ามดื่มสุราอีกด้วย
ร้อยปีแล้ว เฉินชิงหยางไม่เคยแตะสุราเลยแม้แต่หยดเดียว อยู่ที่นี่นับเป็นของหายาก!
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง: “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณในความหวังดีของศิษย์น้องสวี่ คืนนี้ข้าจะมาแน่นอน คงต้องให้ทั้งสามท่านรอเสียแล้ว”
สวี่โหยวหัวเราะ: “ไม่เป็นไร”