- หน้าแรก
- ระบบสุดโกงกับนายน้อยปลอมตัว
- บทที่ 914 - นี่มันขายส่งกันได้เลยเหรอเนี่ย?!
บทที่ 914 - นี่มันขายส่งกันได้เลยเหรอเนี่ย?!
บทที่ 914 - นี่มันขายส่งกันได้เลยเหรอเนี่ย?!
บทที่ 914 - นี่มันขายส่งกันได้เลยเหรอเนี่ย?!
"หืม?"
จื่ออิงชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองหลิ่วเฉากุ้ยที่ตอนนี้กลายเป็นร่างวิญญาณจับต้องได้ ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเมื่อก่อนตอนที่เธอสารภาพรักกับเขา ถึงได้ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยมาโดยตลอด
ไม่ว่าเธอจะทำเรื่องต่างๆ ได้ดีแค่ไหน ก็ไม่เคยได้รับคำชมเลยแม้แต่น้อย
ที่แท้ในสายตาของเขา เธอก็เป็นแค่สัตว์ที่ถูกขังรอวันตายเท่านั้นเอง
ความคิดแล่นผ่าน จื่ออิงก็ฟังหลิ่วเฉากุ้ยพูดต่อ:
"จากการเวียนว่ายตายเกิดนับครั้งไม่ถ้วน เผ่ามนุษย์ทุกคนในโลกนี้เชื่อใจพวกเราเทพโบราณทั้งหกมากเกินไป... เหมือนกับที่พวกเจ้าเคยเป็นนั่นแหละ
แต่ในวัฏจักรปัจจุบันนี้ ภายในเมืองใหญ่แต่ละแห่งของเผ่ามนุษย์ ก็ยังมีระดับเทพและผู้มีพลังพิเศษระดับสูงอยู่บ้าง ถ้าเป็นไปได้ เจ้านายก็อยากจะช่วยพวกเขาเอาไว้..."
สิ้นคำพูด
"อืม พอเถอะ หลิ่วเฉากุ้ย ต่อไปเรียกฉันว่าเทพแห่งเสียงก็พอ"
เฉินซีอินพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยเนิบๆ ว่า "พอข่าวแพร่ออกไป กลุ่มแรกที่จะได้รับรู้ก็ต้องเป็นหน่วยข่าวกรองหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองต่างๆ แน่นอน แล้วถึงจะไปถึงหูของเทพเผ่ามนุษย์อีกห้าคน... ต่อให้ข่าวถูกปิดกั้น พวกนายก็ลองดูสิว่าประชาชนข้างล่างกำลังทำอะไรกัน..."
พูดจบ เฉินซีอินก็หันไปชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
พวกจื่ออิงพากันมองตามไป
ก็เห็นเงาร่างคนมากมายที่หลบอยู่ในม่านพลังป้องกัน กำลังรัวนิ้วกดอะไรบางอย่างด้วยความเร็วประดุจภาพลวงตา
ไม่ว่าจะใช้ผลึกหิน หรือช่องทางอื่นๆ ที่คล้ายกับเครือข่ายพลังวิญญาณ พวกเขากำลังกระจายข่าวสารสุดช็อกที่ได้ยินมาจากหม่าฉางกงออกไป
ส่วนผู้มีพลังพิเศษระดับกลางและระดับสูงบางคนที่เฝ้าอยู่บนกำแพงเมือง ก็กำลังติดต่อเพื่อนในเมืองต่างๆ ตามคำสั่งของเทพแห่งเสียง เพื่อช่วยกระจายข่าวเช่นกัน
เมื่อเห็นภาพนี้ จื่ออิงก็ถอนสายตากลับมา หันไปมองเทพจ้านอินที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง คล้ายกับเข้าใจอะไรบางอย่าง
ตอนนั้นเอง หลิ่วเฉากุ้ยก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาถอนหายใจ แล้วหันมามอง
"จริงสิ จื่ออิง ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนไอ้หนูไป๋หนานซิงมันชอบเจ้านี่นา เหมือนจะเคยตามจีบ... เอ่อ ไม่สิ ตามตื๊อเจ้าอยู่พักนึงเลย... ตอนนี้เจ้าก็อย่ามัวแต่ว่างสิ รีบสร้างโน้ตเพลงของนายท่านเทพแห่งเสียงให้เสร็จ แล้วส่งข้อความไปหามันซะ... ช่วยได้สักคนก็ยังดี..."
เมื่อได้ยินดังนั้น จื่ออิงก็มองหลิ่วเฉากุ้ยด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะพยักหน้ารับ ภายในใจรู้สึกหดหู่
ตอนนี้ท่านหลิ่วเป็นแค่ร่างวิญญาณเท่านั้น
ตามที่เขาบอก เขาจะติดตามรับใช้ท่านเทพแห่งเสียงทั้งสอง เพื่อใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตไถ่บาป
บางที... ฉันน่าจะลองจีบท่านเทพแห่งเสียงดูบ้างดีไหมนะ?!
ถ้าเป็นภรรยาท่านหลิ่วไม่ได้?
ก็เป็นเจ้านายผู้หญิงของท่านหลิ่วไปเลยสิ!
ฮิฮิ ถ้าเป็นแบบนั้น ต่อไปฉันก็จะได้สั่งใช้งานท่านหลิ่วได้
หึ!
ตอนนั้นมาทำเป็นเมินฉัน ต่อไปแม่จะทำให้แกต้องปีนขึ้นมาเกาะแข้งเกาะขาก็ยังไม่ถึงเลย!
ความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้จื่ออิงแอบลอบมองเทพแห่งเสียงผมแดงและเทพแห่งเสียงผมขาว พลางเปรียบเทียบในใจว่าใครเหมาะสมกับเธอมากกว่ากัน
อีกด้านหนึ่ง เฉินซีอินที่ไม่รู้ว่าจื่ออิงกำลังคิดอะไรอยู่ เขายังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคำนวณเวลาและกะเกณฑ์แผนการในใจ
ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์แบบไหน เมื่อผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนาน ก็ย่อมมีระบบการสื่อสารที่คล้ายคลึงกัน
ที่เขาให้ทุกคนกระจายข่าวโดยไม่ปิดบัง ก็เพราะเขามีแผนการอื่นซ่อนอยู่
จากความทรงจำที่หลิ่วเฉากุ้ยให้มา
พวกเย่หลิงเซียวคือคนทรยศ แต่ไม่ได้หมายความว่าระดับเทพเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาจะมีปัญหาตามไปด้วย
ไม่อย่างนั้น ถ้าใครเป็นคนดีใครเป็นหมาป่า มันดูออกง่ายเกินไป
สำหรับพวกคาออสแล้ว เกมนี้มันก็คงจะน่าเบื่อเกินไป!
ดังนั้นเผ่ามนุษย์กับเผ่าต่างดาวจึงเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาตลอด ยิ่งสู้กันดุเดือดเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้พวกมันรู้สึกสนุกและเพิ่มสีสันให้กับชีวิตที่น่าเบื่อหน่ายได้มากเท่านั้น
ยังไงซะ ไม่ว่าฝ่ายไหนจะตาย
สุดท้ายแล้วซากศพ แก่นผลึกเทพ และทรัพยากรพลังวิญญาณ ก็จะหมุนเวียนกลับไปอยู่ในมือพวกมันด้วยวิธีต่างๆ อยู่ดี
ขณะเดียวกัน การตายของหลิ่วเฉากุ้ย ก็ก่อให้เกิดสถานการณ์ได้หลายรูปแบบ
หนึ่ง พวกเย่หลิงเซียวส่งลูกน้องระดับเทพมาสืบข่าว
ถ้าเป็นแบบนี้ มาคนนึงก็จับคนนึง แล้วบอกความจริงให้รู้ ยังไงซะก็มีหลิ่วเฉากุ้ยอยู่ในมือ แถมยังมีพวกจื่ออิงเป็นพยานให้อีก ฐานะก็ชัดเจน หลักฐานก็แน่นหนา ไม่ต้องห่วงอะไรเลย
สอง พวกเย่หลิงเซียวทั้งห้าคนไม่ว่าจะมาเดี่ยวหรือมาเป็นกลุ่ม อาศัย 【วิชาแปลงกายสารพัดนึก (ว่านฮว่า)】 พลังของชูอิน และวิญญาณรับใช้ที่กำลังจะมีพลังรบเต็มเปี่ยม ยังไงเขาก็ชนะชัวร์
สาม ต่อให้พวกเย่หลิงเซียวมาพร้อมกับพวกนาโกรส ต้องรับมือกับระดับเทพชั้นยอดถึง 7 คน เขาก็น่าจะยันเอาไว้ได้
สี่...
ห้า...
หก...
สรุปก็คือ ข่าวลือที่เขาปล่อยออกไป อาจจะทำให้ระดับเทพของเมืองเผ่ามนุษย์อีกห้าแห่งเกิดความหวาดระแวง และอาจจะขอมาร่วมตรวจสอบสถานการณ์ด้วย
ถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น พวกเย่หลิงเซียวก็คงไม่กล้าโผล่มาพร้อมกับพวกนาโกรสแน่ๆ
ไม่อย่างนั้น ถ้าระดับเทพของทั้งเผ่ามนุษย์และเผ่าต่างดาวมาพร้อมกัน ก็คงได้ตีกันเละเทะก่อนเวลาอันควร
อีกอย่าง ถ้าเขาสามารถทำลายศรัทธาของเผ่ามนุษย์ในโลกนี้ แล้วสวมบทบาทเป็นผู้กอบกู้ ก่อนจะพาพวกเขากลับไปยังต้าเซี่ยที่ปลอดภัยล่ะก็
มีหรือที่พวกนั้นจะไม่ซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล แล้วยกให้เขาเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่ในดวงใจ?
ช่วงนี้ตอนที่เนี่ยนอินฝึกสอนพวกหลินอู่ อยู่ที่วิหารเทพแห่งกาลเวลา เขาพบว่าพวกระดับเทพที่เป็นวัวเป็นม้าในต้าเซี่ยมีไม่พอใช้งานแล้ว!
ตอนนี้ต้าเซี่ยกำลังเร่งผลิตโน้ตเพลงระดับเทพ รวมถึงเสบียงสงครามระดับสูงอย่างยันต์เทพและลวดลายเทพ ทำให้กำลังการผลิตขาดแคลนอย่างหนัก!
ดังนั้น ระดับเทพและผู้มีพลังพิเศษระดับสูงจากเมืองเผ่ามนุษย์ต่างๆ ในโลกนี้ สำหรับเขาก็คือแรงงานชั้นเยี่ยมกลุ่มใหม่เลยล่ะ
แถมเขาก็แค่อยากจะให้พวกเขามีที่พักพิง ยังไงซะต้าเซี่ยก็ยังมีทวีปว่างๆ อีกตั้งหลายทวีป...
"ทำไมเธอถึงยังไม่ส่งข้อความอีกล่ะ? ยืนบื้ออยู่ทำไม?"
ตอนนั้นเอง หงชงก็เดินเข้ามา ปรายตามองจื่ออิงที่ทำหน้าเหม่อลอย รู้สึกหงุดหงิดใจแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจเธออีก เขาหันไปรายงานเทพจ้านอินด้วยความเคารพ:
"นายท่าน ค่ายกลของเมืองแห่งความหวังเตรียมพร้อมแล้วครับ สามารถเปิดใช้งานได้ทุกเมื่อ"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซีอินก็พยักหน้ารับเบาๆ เป็นอันรับทราบ
ในขณะเดียวกัน
จื่ออิงที่เพิ่งจะได้สติ ก็รีบก้มหน้าก้มตาทำงานทันที กลัวว่าท่านเทพแห่งเสียงทั้งสองจะมองว่าเธออู้ แล้วจะพานไม่พอใจเอา
"เอ่อ... คือว่า... ท่านเทพจ้านอิน พวกเราจะต้านไหวจริงๆ เหรอคะ?"
สิ้นคำพูด
จื่ออิงที่เพิ่งจะหยิบผลึกหินออกมาก็ขมวดคิ้ว หันไปมองหงชงที่มีท่าทีอึกอัก
ก็ได้ยินเขาเอ่ยกับเทพจ้านอินช้าๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเว้าวอน
"นายท่าน สมมติว่าถ้าพวกท่านต้านทานการโจมตีของเผ่าต่างดาวมากมายขนาดนั้น กับเทพเผ่ามนุษย์อีกหลายคนไม่ไหว แล้วเตรียมจะหนีออกจากโลกนี้ไป... อะแฮ่ม ข้าไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงนะ ไม่ได้ดูถูกพวกท่านเลย...
ถ้าเป็นไปได้ ช่วยฆ่าข้าก่อนไปได้ไหม ข้าไม่อยากตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพวกเผ่าต่างดาว..."
สิ้นคำพูด ภายในห้องบัญชาการก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
จื่ออิงมองมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ หงชงที่ปกติเป็นคนเลือดร้อนชอบบู๊ กลับพูดจาแสดงความขี้ขลาดตาขาวออกมาแบบนี้
ต้องรู้ไว้ว่าก่อนหน้านี้เขากับปาวู่เป็นพวกบุกทะลวงอยู่แนวหน้า ฟาดฟันกับเผ่าต่างดาวมาเป็นพันๆ ครั้งเลยนะ!
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง จื่ออิงก็ถึงบางอ้อ
ก็ต้องเข้าใจแหละว่า ท่านหลิ่วไม่ยอมป้องกันเลย ปล่อยให้ตัวเองโดนโจมตี ถึงได้ถูกท่านเทพแห่งเสียงทั้งสองฆ่าตายอย่างรวดเร็ว
ส่วนท่านเทพเย่แห่งเมืองแห่งความยุติธรรมกับพวกอีก 5 คน รวมกับระดับเทพเผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ก็คงจะมีสัก 20 กว่าคนได้
แล้วถ้ามีพวกระดับเทพเผ่าต่างดาวโผล่มาอีก รวมๆ แล้วก็คงมีระดับเทพสัก 40-50 ตัว
ไหนจะระดับเทพชั้นยอดของเผ่าต่างดาวอีก 10 ตัว
ส่วนท่านเทพจ้านอินกับพวกมีแค่ 2 คน ต่อให้รวมท่านหลิ่วที่เป็นร่างวิญญาณเข้าไปด้วย ก็มีแค่ 3 คนเท่านั้น!
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ต่อให้รวมเมืองแห่งความหวังและระดับเทพอีก 4 คนของพวกเขาเข้าไปด้วย มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย!
ช่องว่างของพลังมันห่างกันมากเกินไป โอกาสชนะแทบจะริบหรี่เลยทีเดียว!
นึกไม่ถึงเลยว่าความรักของเธอยังไม่ทันจะได้เริ่มต้น ก็ต้องมาเหี่ยวเฉาซะแล้ว... ฮือๆๆ
"ฮ่าฮ่าฮ่า..."
ตอนนั้นเอง หลิ่วเฉากุ้ยก็หัวเราะร่า ดึงดูดความสนใจของทุกคน ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงัดลง
จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่กลุ่มก้อนพลังวิญญาณสองก้อนที่อยู่รอบตัวเฉินซีอิน แล้วเลิกคิ้ว "พอเถอะ เลิกตีตนไปก่อนไข้ได้แล้ว สั่งให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ วางใจได้ พวกเรามีกำลังเสริมสุดแกร่ง ไม่ต้องห่วงหรอก!!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ทำหน้างุนงง ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น!
จู่ๆ ภายในห้องก็มีแสงสีแดงและหลากสีสันเจิดจ้าบาดตา กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมา
ก้อนพลังวิญญาณลักษณะคล้ายเยลลี่ในสายตาของทุกคน ภายใต้การอัดพลังวิญญาณอันมหาศาลของเทพแห่งเสียงทั้งสอง ก็บิดเบี้ยวเปลี่ยนรูปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหญิงสาวผู้เย็นชาและชายหนุ่มรูปงามผมทอง
"คารวะนายท่าน!"
"คารวะนายท่าน!"
เหม่ยซาซาและอาเอ่อร์ต๋าเฟ่ยคุกเข่าลงข้างหนึ่งต่อหน้าเฉินซีอินทั้งสอง ทำความเคารพอย่างนอบน้อมประดุจทาสรับใช้
อีกด้านหนึ่ง นอกจากหลิ่วเฉากุ้ยที่ยังคงทำตัวสบายๆ แม้จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้างแล้ว
ทุกคนต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จ้องมองเหม่ยซาซาทั้งสองคนอย่างไม่เชื่อสายตา!
ตอนที่พวกเขาปรากฏตัวขึ้น ด้านหลังกลับมีภาพลวงตากฎเกณฑ์ 20 สายปรากฏขึ้นด้วย!
วินาทีต่อมา ทุกคนก็ได้ยินเสียงอันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเทพจ้านอิน ก็ต้องตกตะลึงงัน ยืนนิ่งเป็นหิน ราวกับมองเห็นแสงแห่งความหวังสาดส่องเข้ามา
"ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีเถอะ ไม่ต้องกลัว ฉันยังมีวิญญาณให้เรียกออกมาใช้อีก..."
สิ้นคำพูด
ทุกคนก็เห็นท่านทั้งสองโบกมือ ก็มีกลุ่มก้อนพลังวิญญาณอีกสองก้อนปรากฏขึ้นบนพื้น
ชั่วขณะนั้น
โลกทัศน์ของทุกคนที่เพิ่งจะได้รับการฟื้นฟูขึ้นมานิดหน่อย ก็ถูกทำลายอย่างไร้เยื่อใยอีกครั้ง แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
แม่ร่วง! นี่มันขายส่งกันได้เลยเหรอเนี่ย?!
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งชั่วโมงต่อมา
มีแสงสีต่างๆ รวม 27 สายพุ่งมาจากทิศทางต่างๆ อย่างรวดเร็ว ตัดผ่านท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยรอยร้าวเป็นระยะๆ บางครั้งก็ต้องคอยหลบหลีกกระแสปั่นป่วนแห่งมิติที่พุ่งออกมา
ผ่านไปอีกไม่กี่นาที
ทุกคนก็หยุดลอยตัวอยู่กลางอากาศ ทอดสายตามองไปไกลด้วยสีหน้าเคร่งเครียดสุดๆ
ภาพที่เห็นคือ เมืองแห่งความหวังที่ดูเหมือนไข่ไก่สีแดงใบเล็กๆ ตั้งตระหง่านอยู่บนผืนดินอันแห้งแล้งในระยะไกล
"โหมดสงครามขั้นสูงสุดงั้นเหรอ?"
(จบแล้ว)