- หน้าแรก
- ระบบสุดโกงกับนายน้อยปลอมตัว
- บทที่ 910 - สังหาร, มีอะไรแหม่งๆ จริงด้วย
บทที่ 910 - สังหาร, มีอะไรแหม่งๆ จริงด้วย
บทที่ 910 - สังหาร, มีอะไรแหม่งๆ จริงด้วย
บทที่ 910 - สังหาร, มีอะไรแหม่งๆ จริงด้วย
สิ้นคำพูด
"เอ่อ... ตกลง... ข้อมูลคร่าวๆ ข้าก็เล่าไปเกือบหมดแล้ว หลังจากฆ่าข้าเสร็จ สหายเต๋าทั้งสองก็รีบหนีออกจากโลกนี้ แล้วเอาข่าวกลับไปเถอะ!!"
หลิ่วเฉากุ้ยที่เหมือนอยากจะพูดอะไรต่อ เมื่อเห็นสถานการณ์แบบนี้ แววตาก็เผยให้เห็นความยินดี เขาลุกขึ้นหันไปมองเฉินซีอินที่อยู่ไม่ไกล ถอดแหวนมิติที่นิ้วออก โยนไปให้พลางหัวเราะว่า:
"ในนี้มีทรัพยากรพลังวิญญาณที่ข้าแอบเก็บสะสมมาตลอดหนึ่งล้านปี รวมถึงข้อมูลเทคโนโลยีพลังวิญญาณ ค่ายกล และอื่นๆ ของเมืองแห่งความหวัง หวังว่าพวกท่านทั้งสองจะนำมันกลับไปด้วย และนำไปพัฒนาต่อยอด..."
"ได้ ไว้ใจพวกเราเถอะ"
เฉินซีอินยกมือรับแหวนมา พยักหน้าเบาๆ กวาดสายตามองหลิ่วเฉากุ้ยที่มีรอยยิ้มอิ่มเอมและรู้สึกปลดแอก แอบระแวดระวังอยู่ในใจ
ในฐานะคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นล้านปี อยู่รอดมาได้ท่ามกลางยุคสมัยอันแปลกประหลาดและวุ่นวายมากมาย
จะยอมตายง่ายๆ แบบนี้จริงๆ น่ะเหรอ?
เรื่องราวทั้งหมดนี้ มันดูเหมือนพยายามจะสร้างความเชื่อใจและเรียกคะแนนสงสารมากกว่า
แต่ขอโทษทีนะ นายน้อยอย่างฉันไม่หลงกลหรอก ฉันเชื่อในพลังของตัวเองเท่านั้น!
ความคิดแล่นผ่าน ขณะที่เฉินซีอินเตรียมจะลงมือ
หลิ่วเฉากุ้ยก็ยกมือขวาขึ้นมา ทำท่าห้ามไว้ ก่อนจะใช้มือซ้ายชี้ไปที่พวกจื่ออิงที่อยู่ด้านล่าง พูดแฝงนัยยะว่า "เทพจ้านอินอย่าเพิ่งใจร้อน... จะฆ่าข้าก็ไปทำข้างนอกเมืองเถอะ... ขืนพวกท่านปล่อยท่าไม้ตายใส่กันตรงนี้ วิหารเทพแห่งไฟคงรับมือไม่ไหวแน่..."
"เอ่อ..."
เฉินซีอินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับ
ไม่นึกเลยว่าตาแก่นี่จะคิดรอบคอบขนาดนี้ ลูกเล่นเยอะซะจริง
......
ไม่กี่นาทีต่อมา
นอกเมืองแห่งความหวัง บรรยากาศยามพลบค่ำดูอ้างว้าง แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ย้อมท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวให้กลายเป็นสีเลือด
นอกเมืองเป็นทุ่งร้างอันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา พื้นดินปกคลุมไปด้วยดินสีดำที่ถูกชโลมด้วยเลือดจากสงครามที่ยืดเยื้อมานานปี
บนกำแพงเมืองที่ถูกครอบไว้ด้วยม่านพลังป้องกัน มนุษย์ระดับสูงที่ตามออกมาพร้อมกับพวกจื่ออิงทั้งสี่คน ต่างก็มีสภาพราวกับผีดิบเดินได้ สีหน้าเหม่อลอย
พวกเขาถูกความจริงและข้อมูลที่ถาโถมเข้าใส่อย่างกะทันหันในวิหารเทพแห่งไฟ ถล่มจนแทบไม่เหลือชิ้นดี สมองอื้ออึงไปหมด ภายในใจปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ ยากที่จะสงบลงได้!
คำพูดของท่านหลิ่วแฝงไปด้วยข้อมูลมหาศาล เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้!
ที่แท้พวกเราก็เป็นแค่หมู เป็นแกะ เป็นปศุสัตว์ เป็นของเล่น เป็นเครื่องมือฆ่าเวลาเท่านั้นเองเหรอ?!
แล้วบรรดาระดับเทพผู้อาวุโส วีรบุรุษในอดีตล่ะ ทำไมจุดจบของพวกเขาถึงได้เป็นแบบนี้!
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ โลกใบนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!
สิ่งที่เราทำมาทั้งหมดในอดีต พอมาดูตอนนี้ มันก็เป็นได้แค่ตัวตลกเท่านั้น!
ศรัทธาของทุกคนพังทลายลงในวินาทีนี้ พวกเขามองดูชายผมแดงที่ถือดาบอยู่ในมือซึ่งอยู่ห่างออกไปร้อยลี้ กับชายผมขาวที่วางมือลงบนพิณโบราณสีฟ้า มองดูอากาศที่บิดเบี้ยวรอบตัวพวกเขา และพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังก่อตัวขึ้น จิตใจก็สับสนวุ่นวาย!
พวกเขาไม่มีเหตุผลที่จะไปห้ามไม่ให้อีกฝ่ายฆ่าท่านหลิ่วอีกต่อไป!
ชายชราที่พวกเขาเคยเคารพดั่งเทพเจ้า เป็นทั้งเทพผู้พิทักษ์ของพวกเขา และในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังที่ผลักไสพวกเขาเข้าสู่ความมืดมิด!
......
ในขณะเดียวกัน
เฉินซีอินและหลิ่วเฉากุ้ยยืนอยู่บนผืนดินห่างจากเมืองแห่งความหวัง 100 ลี้ โดยเว้นระยะห่างกัน 10 ลี้
"มีอะไรจะสั่งเสียอีกไหม?"
เฉินซีอินจ้องมองหลิ่วเฉากุ้ยที่อยู่ไกลออกไป แววตาเป็นประกาย
ระหว่างทางออกจากเมือง เขาก็เริ่มรู้สึกว่าเหตุผลของหลิ่วเฉากุ้ยมันดูทะแม่งๆ
ในเมื่อรู้ว่าพวกเขาสองคนมีวิธีเข้ามาในโลกนี้ได้ แล้วทำไมถึงไม่เอ่ยปากขอให้พาหนีออกไปเลยล่ะ?
ต่อให้เขาจะรู้ตัวว่าบาปหนาหนักหนาก็เถอะ
แต่ข้อมูลพลังจิตที่เขายิงเข้าไปในหัวของอีกฝ่าย ก็มีบอกเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันและความแข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์ยุคนี้ด้วย
สมมติว่าถ้าเขาอยากจะไถ่บาปจริงๆ เมื่อออกไปจากโลกใบนี้ได้แล้ว ก็มีวิธีตั้งมากมายให้เขาได้แก้ตัวทำความดี
เช่น ยอมไปเป็นมนุษย์ดัดแปลงของเผ่ามนุษย์จักรกล หรือไม่ก็ลดตัวไปเป็นทหารวิญญาณ ทหารเต๋า หรืออะไรเทือกนั้น
ดีไม่ดี พูดแบบหยาบๆ หน่อย ระดับเทพกฎเกณฑ์ 20 สายทั้งตัวมันก็คือสมบัติล้ำค่าดีๆ นี่เอง แค่ฉี่ออกมา สำหรับเผ่ามนุษย์ระดับล่างๆ มันก็คือน้ำยาวิเศษชั้นยอดแล้ว... จับไปทำมนุษย์ทดลอง หั่นเนื้อชำแหละชิ้นส่วน ยังไงก็มีประโยชน์กว่าปล่อยให้ตายเปล่าตั้งเยอะ
"ข้า..."
ดวงตาของหลิ่วเฉากุ้ยเปล่งประกายเจิดจ้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กวาดสายตามองไปรอบๆ หันไปมองเมืองแห่งความหวังที่อยู่ไกลออกไปเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะส่ายหน้า "ช่างเถอะ สองท่านลงมือได้เลย พอคิดถึงบาปกรรมที่เคยก่อไว้ในอดีต ข้าก็ปล่อยวางไม่ได้จริงๆ!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินซีอินก็ไม่ได้พูดอะไรอีก พลังเสียงในร่างยังคงไหลบ่าเข้าสู่ดาบยาวในมืออย่างบ้าคลั่ง
วินาทีต่อมา
หลังจากสบตากับเฉินชูอิน เขาก็ลงมือทันที ผลักมือทั้งสองข้างไปข้างหน้า ดาบเสียงสีเลือดสองเล่มก็พุ่งทะยานออกไป กลายเป็นเสาแสงสีเลือดที่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างฟ้าดิน พุ่งเข้าใส่หลิ่วเฉากุ้ยที่ไม่ได้ตั้งรับเลยแม้แต่น้อย
อีกด้านหนึ่ง เฉินชูอินก็ไม่รอช้า มือทั้งสองกรีดสายพิณไปมา ทันทีที่เสียงพิณดังกังวาน
เสาคลื่นเสียงหลากสีสันที่ผสมผสานธาตุหลายชนิดก็พุ่งกระฉูดออกไป ปกคลุมพื้นที่ที่หลิ่วเฉากุ้ยอยู่จนมิด
ตูม!
เสาแสงทั้งสามพุ่งแหวกอากาศราวกับเสาค้ำสวรรค์ แสงสีแดงและหลากสีสันอันเจิดจ้ากลืนกินร่างของหลิ่วเฉากุ้ยไปในพริบตา แสงสว่างจ้าขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว บดบังทัศนวิสัยของทุกคนบนกำแพงเมืองจนมิด
ครืนนน!
วินาทีถัดมา เสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท คลื่นกระแทกแผ่ขยายออกไป หอบเอาดินโคลนและเศษหินกระเด็นปลิวว่อนไปทุกทิศทาง คลื่นดินม้วนตัวสูงราวกับคลื่นยักษ์ถาโถม
แผ่นดินสั่นสะเทือน เลื่อนลั่นร้าวระบม!
ทุกคนที่ยืนอยู่บนกำแพงเมืองต่างก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอันรุนแรง ร่างกายโอนเอนไปมา แววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา!
ในขณะเดียวกัน สำหรับพวกจื่ออิงแล้ว นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นยอดฝีมือระดับเทพชั้นยอดลงมือเต็มกำลัง!
อานุภาพพลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายถึงชีวิตอย่างรุนแรง รู้เลยว่าโดนเข้าไปทีเดียวต้องตายแน่!
ทั้งสี่คนจ้องมองแสงสว่างจ้า แบกรับความรู้สึกอันซับซ้อนและความยำเกรงต่อผู้แข็งแกร่ง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายชีวิตของหลิ่วเฉากุ้ยที่กำลังมอดดับลงอย่างรวดเร็ว พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะถอนหายใจออกมา
"ท่านหลิ่วเฉากุ้ย... เดินทางปลอดภัยนะครับ"
ครู่ต่อมา ฝุ่นควันที่ตลบอบอวลก็ค่อยๆ จางหายไป
ชาวเมืองแห่งความหวังทุกคนยังมีสีหน้าตื่นตระหนกและสงสัย พากันวิ่งออกมาจากที่พัก ถามไถ่กันให้วุ่น ราวกับฝูงสมเสร็จที่วิ่งพล่านอยู่กลางไร่แตงโมไม่มีผิด
และตอนนั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงดนตรีแปลกๆ แว่วมาเข้าหู ทำเอาหยุดชะงักอยู่กับที่
ข้าทอดถอนใจให้กับ~ บุปผาวสันต์จันทราสารท~ ไม่ถามถึงการจากลา~...
"นี่คือ... ทำอะไรกันน่ะ? หรือว่าเทพจ้านอินมีธรรมเนียมสวดส่งวิญญาณให้คนตายด้วย?"
เผ่ามนุษย์ระดับสูงจำนวนมากบนกำแพงเมืองชะเง้อคอมองด้วยความสงสัย
พวกจื่ออิงทั้งสี่คนก็งุนงงไม่แพ้กัน จึงพากันบินขึ้นไปดูให้เห็นกับตา
"เดี๋ยวก่อน พวกนายดูนั่นสิมันคืออะไร?" หม่าฉางกงร้องอุทาน
สิ้นเสียง พวกจื่ออิงทั้งสามก็เบิกตากว้าง จ้องมองไปไกลนับร้อยลี้
ก็เห็นว่าในตอนนี้ เทพจ้านอินที่ยืนลอยอยู่กลางอากาศ ห่างไกลจากจุดศูนย์กลางระเบิด กำลังใช้มือทั้งสองข้างจิ้มไปมาในอากาศ ก่อให้เกิดคลื่นเสียงเป็นระลอก พร้อมกับเสียงดนตรีที่แปลกประหลาด
เมื่อฝุ่นควันด้านล่างจางลง หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่กว้างกว่า 50 ลี้ ลึกไม่รู้กี่เมตรก็ปรากฏให้เห็น ตรงกลางหลุม ซากศพของหลิ่วเฉากุ้ยที่เละเทะไม่มีชิ้นดีกำลังเปล่งแสงออกมา
วินาทีต่อมา ร่างเงาเลือนรางก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาท่ามกลางเสียงดนตรี ทั่วร่างเต็มไปด้วยโซ่อักขระรูปร่างประหลาด ราวกับผ้าพันแผลมัมมี่ที่พันอยู่เต็มตัวไปหมด!
"นั่นมัน... โซ่คำสาบานทางวิญญาณเยอะขนาดนี้เลยเหรอ พระเจ้าช่วย ท่านหลิ่วเฉากุ้ยเขา..."
พวกจื่ออิงทั้งสี่คนที่จำได้ว่ามันคืออะไร ต่างก็ตกใจจนหน้าซีด ปากคอสั่นไปหมด
ในขณะเดียวกัน
"มีอะไรแหม่งๆ จริงด้วย... ไอ้หมอนี่โดนปั่นหัวจนเละเทะไปหมดแล้วสิเนี่ย!"
เฉินซีอินมองดูสภาพวิญญาณของหลิ่วเฉากุ้ยในตอนนี้ แล้วก็แอบตกใจ
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้เห็นวิญญาณสภาพนี้ มีโซ่คำสาบานทางวิญญาณพันอยู่เป็นร้อยๆ เส้น บรรยายไม่ถูกเลยจริงๆ!
สรุปคือว่างจัดจนเอาแต่สาบานงั้นสิ?!
เมื่อตั้งสติได้ ท่ามกลางสายตาของทุกคน
เฉินซีอินและเฉินชูอินก็ขยับเข้าไปใกล้หลิ่วเฉากุ้ยที่ดวงตาเหม่อลอย พร้อมกับบรรเลงบทเพลง 【ไม่ถาม ciaga】 ดึงวิญญาณของอีกฝ่ายเข้าไปในร่าง
(จบแล้ว)