- หน้าแรก
- บุตรแห่งโชคชะตาอย่างข้า ยังสู้เจ้าที่บำเพ็ญเซียนมาสามชั่วคนไม่ได้หรือ
- บทที่ 101 เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำ
บทที่ 101 เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำ
บทที่ 101 เลื่อนขั้นเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำ
“ที่แท้ก็สหายเต๋าอวี๋นี่เอง บังเอิญจริง ๆ”
“การออกไปครั้งนี้ถือว่าพอมีเก็บเกี่ยวอยู่บ้าง แต่จะไปเทียบกับสหายเต๋าอวี๋ได้อย่างไร”
“ส่วนท่านนี้คือสหายเต๋าเจียง เป็นสหายเต๋าที่เพิ่งมาถึงตลาดชิงหลิน”
“วันหน้าหากมีโอกาส ทุกท่านสามารถทำความรู้จักกันได้”
“ทว่าวันนี้ไม่ประจวบเหมาะนัก พอดีกำลังจะไปจัดการขั้นตอนการเข้าพัก”
“ดังนั้นจึงไม่อาจสนทนากับสหายเต๋าอวี๋ได้มากนัก”
ฟ่านเวยยิ้มบาง ๆ เผยสีหน้าเป็นมิตรไมตรี อบอุ่นดั่งสายลมวสันต์
“เช่นนี้เอง ถ้างั้นคราวหน้ามีโอกาสค่อยคุยกันใหม่เถอะ”
“อย่างไรเสียทุกคนก็พักอยู่ในเขตชุมชนแออัด ทุกคนล้วนเป็นสหายกัน”
อวี๋หมิงฮุยกล่าวด้วยรอยยิ้มตาหยี
เขาไม่ได้สนทนาเรื่อยเปื่อยต่อ ดูเหมือนจะจดจำใบหน้าของเจียงฝานและซูเวยเวยเอาไว้ จากนั้นก็หมุนตัวจากไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายจากไป ฟ่านเวยที่เดิมทีมีรอยยิ้มเต็มใบหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา เขามองเจียงฝาน “สหายเต๋าเจียง หมอนี่ชื่ออวี๋หมิงฮุย ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ เป็นคนพาลที่มีชื่อเสียงในเขตชุมชนแออัด ผู้คนมากมายเคยตกเป็นเหยื่อน้ำมืออันโหดเหี้ยมของเขา ดังนั้นช่วงเวลานี้เจ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าใส่ใจคำพูดใด ๆ ของคนผู้นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปล้นชิง”
“ขอบคุณสหายเต๋าฟ่านที่ตักเตือน”
เจียงฝานพยักหน้า
อันที่จริงเขาก็สังเกตเห็นแล้วว่า ตอนที่อวี๋หมิงฮุยผู้นี้มองมาที่ตนเองและซูเวยเวย บนร่างของเขามีอารมณ์ละโมบผุดขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะหากำไรจากเขาและซูเวยเวย เป็นสิบสองมงกุฎมาตรฐาน
แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความรู้สึกละโมบ ทว่าไม่ได้มีความมุ่งร้ายและจิตสังหาร
ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก
“อืม”
ฟ่านเวยดูออกว่าอีกฝ่ายรับฟังคำเตือนจริง ๆ อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากให้ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคนนี้ถูกคนอื่นลอบกัด คนดี ๆ เช่นนี้บนโลกใบนี้มีไม่มากแล้ว ราวกับเป็นสัตว์วิญญาณหายากก็ไม่ปาน
เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็พาเจียงฝานมาอยู่ต่อหน้าผู้ดูแลตลาดชิงหลินคนหนึ่งในเขตชุมชนแออัด จ่ายหินวิญญาณไปสามก้อน จากนั้นก็รับกุญแจของบ้านไม้หลังหนึ่งมา ถือว่าได้สิทธิ์ในการพักอาศัยในบ้านไม้หลังนี้แล้ว
ในขณะเดียวกันก็ได้รับป้ายคำสั่งของตลาดชิงหลินมาด้วย
เช่นนี้แล้ว วันหน้าก็สามารถเข้าออกตลาดชิงหลินได้โดยไม่ถูกขัดขวาง
อีกทั้งบ้านไม้หลังนี้ก็บังเอิญอยู่ใกล้กับบ้านของฟ่านเวยพอดี
ต่อจากนี้ไปพวกเขาต่างก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน
“นี่มันหมู่บ้านกลางเมืองชัด ๆ”
เจียงฝานเข้าไปในเขตชุมชนแออัดแห่งนี้ เขามองเห็นบ้านไม้ที่ตั้งเรียงรายกันอย่างหนาแน่นรอบ ๆ แต่ละหลังอยู่ห่างกันใกล้มาก
โดยพื้นฐานแล้วไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเก็บเสียงเลย
ดังนั้นเสียงจากภายในบ้านไม้หลังอื่นก็สามารถดังลอดออกมาได้
“นังแก่ วันนี้ผลงานของข้าไม่เลวเลยใช่หรือไม่”
“หึหึ ไม่เลวกับผีน่ะสิ ของของเจ้ามันอย่างกับที่วัดไข้ ยังไม่ทันรู้สึกอะไรเลย ก็จบซะแล้ว”
“ผายลม ข้าอาละวาดไปทั่วหอคณิกา นังผู้หญิงคนไหนบ้างที่ไม่เอ่ยปากชมเปาะ เจ้ามันใส่ร้ายป้ายสี”
“ถ้าเจ้าให้เงิน ข้าก็ชมเจ้าเหมือนกัน ใครจะไปดูถูกลูกค้า ถ้าดูถูกจริง ๆ เจ้ายังจะมาอีกงั้นหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้ ของปลอม ล้วนเป็นของปลอม ข้าไม่มีทางสั้นขนาดนี้”
“อย่าร้องไห้สิ ร้องไห้ไม่นับเวลานะ”
สองสามีภรรยาในบ้านไม้หลังหนึ่งดูเหมือนกำลังทะเลาะกัน
เมื่อได้ยินเสียงนี้ ใบหน้างดงามของซูเวยเวยก็พลันแดงซ่าน
แม้ว่านางกับเจียงฝานจะเป็นสามีภรรยาที่อยู่กินกันมานานแล้ว แต่ปกติมักจะอยู่ในห้องหอ
ไหนเลยจะคิดว่าเรื่องพรรค์นี้กลับจะถูกเปิดเผยต่อหน้าธารกำนัลได้
“สหายเต๋าจาง ในตัวเจ้ามีหินวิญญาณสักร้อยกว่าก้อนหรือไม่ ขอยืมมาใช้หน่อยสิ”
“ยืมกับผีน่ะสิ คิดว่าข้าเป็นคนรวยจริง ๆ หรือไง หมดไปกับหอคณิกาตั้งนานแล้ว จะไปเหลือได้ยังไง”
“มารดามันเถอะ บอกเจ้าตั้งนานแล้วว่าอย่าเอาแต่ไปหาความสำราญที่หอคณิกาทั้งวัน พวกนางมารเหล่านั้นแต่ละนางล้วนกินคนไม่คายกระดูกทั้งนั้น ผู้ชายที่ไปที่นั่นทุกคน มีสักกี่คนที่เหลือเงินกลับมา ร่างกายก็พังกันหมดแล้ว ผู้หญิงมีอะไรดี สู้มาทำเหมือนข้าดีกว่า มีหินวิญญาณก็เอาไปเสี่ยงโชคสักตา ไม่แน่อาจจะรวยก็ได้”
“ไสหัวไปให้พ้น พอเสียหมดตัวก็มาหาข้ายืมเงิน ต่อให้ข้าขายบั้นท้ายก็ไม่มีเงินหรอก”
“พูดตามตรงก็น่าลองพิจารณาดูนะ รูปร่างหน้าตาเจ้าก็พอใช้ได้ ยอมให้เศรษฐีนีรวย ๆ เอาเปรียบ ดีกว่ายอมให้พวกนางมารพวกนั้นเอาเปรียบนะ”
“ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!”
บ้านไม้อีกหลังหนึ่งก็มีผู้บำเพ็ญเพียรกำลังพูดคุยกัน สบถด่าทอไปมา
“นี่...”
มุมปากของเจียงฝานกระตุก สองคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร คนหนึ่งเป็นผีหอคณิกา อีกคนเป็นผีพนัน
แถมเจ้าผีพนันนั่นยังกล้าไปดูถูกคนอื่นอีก
สรุปแล้ว ในเขตชุมชนแออัดมีคนเก่งกาจมากมาย ดีเลวปะปนกันไป
เขารู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้ยิ่งคล้ายกับหมู่บ้านกลางเมืองในชาติก่อนเข้าไปทุกที
จำได้ว่าตอนที่เขาเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เคยเข้าไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้านกลางเมืองช่วงหนึ่งเหมือนกัน
ดูเหมือนวุ่นวาย แต่อันที่จริงกลับเป็นระเบียบเรียบร้อย
“อะแฮ่ม ๆ เขตชุมชนแออัดก็เป็นแบบนี้แหละ”
“วันหน้าเจ้าก็จะชินไปเอง”
“เอาล่ะ ข้าขอตัวกลับก่อน”
“บ้านข้าก็อยู่แถวนี้ หากมีเวลาว่างก็มาหาข้าได้”
ฟ่านเวยไอกระแอมด้วยความกระอักกระอ่วนใจ เขาก็ได้ยินเสียงเหล่านี้เช่นกัน เมื่อนึกถึงว่าสองสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่นี้อาจไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เขาก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แต่นี่แหละคือชีวิตประจำวันของผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ไม่มีเบื้องหลังใด ๆ อย่างพวกเขา
พูดจบประโยคนี้ เขาก็จากไป
ตึก!
เจียงฝานและซูเวยเวยมองหน้ากันด้วยความรู้สึกจนใจอย่างยิ่ง
แต่เมื่อเทียบกับในป่าเขา อันที่จริงเขตชุมชนแออัดยังถือว่าดีกว่าหน่อย
อย่างน้อยก็ไม่ต้องเผชิญกับปีศาจร้าย
ไม่ต้องหวาดกลัวจนนอนไม่หลับในตอนกลางคืน
จากนั้น ทั้งสองก็เปิดประตูบ้านไม้และเดินเข้าไปด้านในทันที
บ้านไม้หลังนี้มีพื้นที่หนึ่งร้อยยี่สิบตารางเมตร มีสามห้องนอนสองห้องโถง
ดูเหมือนจะไม่มีคนอยู่อาศัยมานานแล้ว ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยฝุ่น
ทว่าดู ๆ ไปแล้วก็ยังถือว่าสมบูรณ์ดี
อย่างน้อยเฟอร์นิเจอร์อย่างโต๊ะ เตียง และเก้าอี้ ก็มีพร้อมสรรพ
ขอเพียงทำความสะอาดเสียหน่อย ก็สามารถเข้าอยู่ได้ในไม่ช้า
อย่างไรเสียแม้แต่ถ้ำพวกเขาก็ยังอาศัยอยู่ได้ นับประสาอะไรกับบ้านไม้
เมื่อเทียบกันแล้ว สภาพแวดล้อมของบ้านไม้อันที่จริงก็ถือว่าดีมากแล้ว
…………
ในเวลาเดียวกัน ฟ่านเวยก็กลับมาถึงบ้านของตนเอง
“ตาแก่หนังเหนียว ในที่สุดก็กลับมาแล้ว”
หลี่โจวผู้เป็นภรรยาเห็นฟ่านเวยกลับมา ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันที
นางเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับสามเช่นกัน
ดังนั้นย่อมรู้ดีว่าในป่าเขานั้นเป็นสถานที่ที่อันตรายเพียงใด
หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ก็อาจต้องตายอย่างอนาถ
ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดอย่างสัตว์อสูรและปีศาจร้ายเท่านั้น แต่ยังอาจพบเจอผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงด้วย
สรุปแล้วไม่มีสถานที่ใดที่ไม่อันตราย
ทว่าเพื่อหาเลี้ยงชีพ เพื่ออนาคต สามีของนางก็ยังคงต้องออกไปเสี่ยงอันตราย
มิฉะนั้นแล้ว แม้แต่ค่าเช่าบ้านในเขตชุมชนแออัดก็คงจ่ายไม่ไหว
“ครั้งนี้เกือบจะไม่ได้กลับมาแล้ว”
“โชคดีที่เจอคนใจดีคนหนึ่ง”
ฟ่านเวยถอนหายใจ เล่าประสบการณ์ในครั้งนี้ของตนเองออกมาอย่างละเอียดลออ
“คนไม่มีหัวใจ”
“บอกว่าอย่าไปเสี่ยงอันตราย ก็ยังจะไปเสี่ยงอีก”
“ระมัดระวังมาทั้งชีวิต พอเสี่ยงอันตรายแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ก็เกือบจะตายเสียแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ขอบตาของหลี่โจวผู้เป็นภรรยาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที
นางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าหากสามีของนางตายไป นางจะทำอย่างไรดี
“ไม่มีทางเลือก สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพรสวรรค์รากปราณระดับต่ำอย่างพวกเรา”
“หากไม่ไปต่อสู้ดิ้นรน ชาตินี้ก็คงหมดหวังแล้ว”
ฟ่านเวยกล่าวอย่างจนใจ
“นี่เจ้ายังไม่ยอมรับชะตากรรมอีกหรือ?”
“ด้วยพรสวรรค์อย่างพวกเรา ไม่มีทางสร้างรากฐานสำเร็จได้หรอก”
หลี่โจวผู้เป็นภรรยากล่าวอย่างจนใจ
นางยอมรับชะตากรรมมาตั้งนานแล้ว
อย่างไรเสียในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร พรสวรรค์แทบจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง
ในตอนแรกนางยังไม่เชื่อ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความเป็นจริงก็พุ่งเข้ามาตอกย้ำนางอย่างหนักหน่วง
นี่ทำให้นางรับรู้ว่าตนเองเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
เมื่อเทียบกับอัจฉริยะที่แท้จริงแล้ว ช่างห่างไกลกันไม่รู้ตั้งเท่าใด
“จะไม่ยอมรับชะตากรรมได้อย่างไร ข้ายอมรับมาตั้งนานแล้ว”
“ที่ข้าทำเช่นนี้ ก็เพื่อลูก ๆ ของเราทั้งนั้น”
“พวกเราสองคนทำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าลูกของเราจะทำไม่ได้”
ฟ่านเวยมองดูเด็กสองคนที่กำลังหลับสนิทอยู่ในห้องนอน คนหนึ่งห้าขวบ อีกคนสามขวบ
บนใบหน้าของเขาอดไม่ได้ที่จะเผยแววตาอ่อนโยนออกมา
“เฮ้อ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลี่โจวผู้เป็นภรรยาก็ถอนหายใจออกมา นางเองก็ไม่มีอะไรจะพูด
“แม้ว่าครั้งนี้จะอันตรายจริง ๆ แต่ข้าก็ได้ผลวิญญาณม่วงมาสองผล”
“หนึ่งผลมอบให้ผู้มีพระคุณไปแล้ว”
“แต่ในตัวข้ายังมีอีกหนึ่งผล”
“หากกลืนกินผลวิญญาณม่วงนี้เข้าไป แม้ว่าข้าจะมีรากปราณระดับต่ำ ก็สามารถเลื่อนขั้นเป็นขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับสี่ได้เช่นกัน”
“ถึงตอนนั้นความแข็งแกร่งของข้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ก็จะสามารถหาหินวิญญาณได้มากขึ้นแล้ว”
บนใบหน้าของฟ่านเวยอดไม่ได้ที่จะเผยแววตาแห่งความคาดหวังออกมา
เขารู้สึกว่าอนาคตยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
อย่างน้อยก็ไม่ได้มืดมนไร้แสงสว่างเหมือนเมื่อก่อน
“คนที่ช่วยเจ้าไว้คือใครกันแน่?”
หลี่โจวผู้เป็นภรรยาเอ่ยถาม
“เขาชื่อเจียงฝาน ที่มานั้นลึกลับมาก”
“มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่หนีออกจากบ้าน”
“สรุปคือ ทำได้เพียงผูกมิตร ไม่อาจเป็นศัตรูด้วย”
ฟ่านเวยเอ่ยเตือน
“ยังต้องให้เจ้าบอกอีกหรือ”
“ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา เราก็ไม่เป็นศัตรูด้วยอยู่แล้ว”
หลี่โจวผู้เป็นภรรยากล่าวอย่างมีน้ำโห
นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตชุมชนแออัด ระมัดระวังตัวแจ ผูกมิตรกับผู้คนไปทั่ว
หวาดกลัวว่าจะไปล่วงเกินผู้อื่น จนนำภัยพิบัติมาสู่ตน
อย่างไรเสียคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น
แต่ละคนล้วนเชี่ยวชาญทักษะการเข่นฆ่า
ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายมีไพ่ตายอะไรอยู่ในมือบ้าง
ในเมื่อผูกมิตรกันได้ แล้วเหตุใดต้องเป็นศัตรูกันด้วยเล่า
มีเพื่อนเพิ่มมาหนึ่งคน ก็เท่ากับมีศัตรูลดลงหนึ่งคน นี่คือหลักการที่ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทุกคนต่างรู้ดี
…………
ผ่านไปอีกหนึ่งวัน
เจียงฝานและซูเวยเวยก็ลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ในเขตชุมชนแออัดของตลาดชิงหลินอย่างสมบูรณ์
ทั้งสองก็ฉวยโอกาสทำความเข้าใจสถานการณ์ของเพื่อนบ้านรอบ ๆ ไปด้วย
ที่ว่ารู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง
เพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกชื่อว่าเหยาลู่เสียน เป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำ อายุสี่สิบเจ็ดปี ขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับสี่ พรสวรรค์รากปราณระดับต่ำ ทว่าทักษะการสร้างยันต์นั้นย่ำแย่เกินไป ส่งผลให้ตลอดทั้งวันมีรายรับไม่พอกับรายจ่าย
อีกทั้งยังมักจะเข้าออกสถานที่อย่างหอคณิกาเป็นประจำ เรียกได้ว่าเป็นผีหอคณิกามาตรฐาน
บางทีการที่เขายากจนข้นแค้นอยู่ทั้งวันก็อาจเกี่ยวข้องกับการไปหอคณิกาทุกวัน
ทรัพย์สินในตัว คงถูกพวกนางมารเหล่านั้นสูบไปจนหมดเกลี้ยงตั้งนานแล้ว
เพื่อนบ้านฝั่งตะวันตกชื่อว่าเหลียงปิน เป็นนักปรุงโอสถระดับต่ำ อายุห้าสิบปี ขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับห้า พรสวรรค์รากปราณระดับต่ำ
แม้จะโอ้อวดว่าตนเองเป็นนักปรุงโอสถระดับต่ำ ทว่าโอสถที่เขาสามารถปรุงได้โดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นโอสถเสริมหยางทั้งสิ้น
เป็นโอสถที่ใช้เพิ่มสมรรถภาพในยามค่ำคืนให้กับผู้บำเพ็ญเพียรชายโดยเฉพาะ
นอกเหนือจากนี้ เขาก็ไม่สามารถปรุงโอสถอื่นได้มากนัก
อย่างไรเสียหากมีศักยภาพที่จะก้าวหน้าไปมากกว่านี้จริง ๆ ก็คงเข้าไปอยู่ในตลาดชิงหลินตั้งนานแล้ว เหตุใดจะต้องรั้งอยู่ในเขตชุมชนแออัดด้วย
ทว่าถึงกระนั้น เพียงแค่อาศัยการปรุงโอสถเสริมหยาง เขาก็ทำเงินได้ไม่น้อย
แต่น่าเสียดายที่ปกติแล้วเขาชอบเล่นการพนัน
เงินที่ขายโอสถเสริมหยางได้ มักจะถูกผลาญจนหมดไปในครั้งเดียวเสมอ
ดังนั้นเขาจึงเอาแต่หาผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นเพื่อขอยืมเงินตลอดทั้งวัน โดยหวังว่าจะได้เสี่ยงโชคสักตา และรวยขึ้นมาในชั่วข้ามคืน
เพื่อนบ้านฝั่งทิศเหนือชื่อตู้อวี่ อายุสี่สิบห้าปี ขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับหก พรสวรรค์รากปราณระดับกลาง
เป็นนักล่าที่เชี่ยวชาญการล่าสัตว์อสูรโดยเฉพาะ ประสบการณ์ต่อสู้ล้นเหลือ
ในเขตชุมชนแออัดแห่งนี้ก็ถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดัง
แต่เนื่องจากต้องเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาหมื่นสัตว์อสูรเพื่อล่าสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ค่อยได้อยู่บ้านนัก
เพื่อนบ้านฝั่งทิศใต้ชื่อเหมยจิ้งหย่า อายุสามสิบสามปี ขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับห้า พรสวรรค์รากปราณระดับต่ำ เป็นสตรีในหอคณิกา รูปร่างหน้าตาไม่เลว ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดใจ
ว่ากันว่าเชี่ยวชาญวิชาเหอฮวน ผู้บำเพ็ญเพียรชายในเขตชุมชนแออัดไม่น้อยล้วนตกอยู่ใต้กระโปรงนาง
สรุปคือผู้ชายที่เข้าไปในบ้านของนาง มักจะมีมาไม่ขาดสาย
นอกเหนือจากนี้ ยังมีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรอีกมากมาย ล้วนมีหลากหลายรูปแบบ
เรียกได้ว่าดีเลวปะปนกันไป
เนื่องจากภูมิประเทศในเขตชุมชนแออัดสลับซับซ้อน ทันทีที่ตกกลางคืน ก็อาจมีผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงปรากฏตัวขึ้น
ทุก ๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะมีผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรบางคนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
สรุปแล้วเขตชุมชนแออัดก็เป็นสถานที่ที่มีระดับความอันตรายไม่น้อย
หากไม่ระวังเพียงนิดเดียว ก็อาจถูกผู้บำเพ็ญเพียรปล้นชิงหมายหัว จนต้องตายอย่างอนาถได้
“โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรอันตรายจริง ๆ ด้วย”
“หากไม่จำเป็น ก็ออกนอกบ้านให้น้อยหน่อยจะดีกว่า”
เจียงฝานได้รับข้อมูลเหล่านี้ เขาก็เข้าใจสถานการณ์ของตลาดชิงหลินแห่งนี้มากขึ้น
สรุปแล้วสถานที่แห่งนี้ ราวกับเป็นสังคมป่าเถื่อนก็ไม่ปาน
หากไม่ระมัดระวัง ก็อาจกลายเป็นเหยื่อของคนอื่นได้
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรที่ตกตายไปในแต่ละปีนั้นมีไม่ใช่น้อย
ดังนั้นบ้านไม้ที่ว่างเปล่าในเขตชุมชนแออัดถึงได้มีมากมายขนาดนี้
“แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือต้องเรียนรู้วิธีการสร้างยันต์”
“แถมยังต้องสร้างยันต์เก็บเสียงด้วย”
“มิฉะนั้นแล้ว พอตกดึก จะเสียงดังหนวกหูเกินไป”
เจียงฝานกัดฟันกรอด เขาได้รับผลกระทบอย่างมาก
พูดตามตรง สิ่งอำนวยความสะดวกในการเก็บเสียงในเขตชุมชนแออัดนั้นย่ำแย่เหลือเกิน
บ่อยครั้งที่เวลามีคนทำกิจกรรมเข้าจังหวะฉันสามีภรรยา คนบริเวณใกล้เคียงก็สามารถได้ยินกันหมด
โดยเฉพาะบ้านที่เขาอยู่ ข้าง ๆ ก็มีหญิงคณิกามากประสบการณ์อาศัยอยู่ ทำให้เขากลายเป็นผู้รับเคราะห์
แน่นอนว่าต่อให้ไม่มีเสียงรบกวนจากที่อื่น
เขาก็ไม่อยากให้เสียงกิจกรรมยามค่ำคืนของเขากับซูเวยเวยดังลอดออกไปเช่นกัน
ดังนั้นการสร้างยันต์เก็บเสียง จึงเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เวลานี้ เจียงฝานนั่งอยู่บนเก้าอี้ บนโต๊ะจัดวางพู่กันยันต์ หมึกยันต์ และกระดาษยันต์เอาไว้
ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้เฒ่าฝูเตรียมไว้ให้เขา
ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อที่อื่น ช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก
“พู่กันยันต์ ภายนอกดูเหมือนพู่กันทั่วไป”
“ทว่าการจะสร้างพู่กันยันต์ชั้นดีสักด้าม จำเป็นต้องใช้ไม้ปราณและขนของสัตว์วิญญาณ”
“วัสดุระดับสูง ถึงจะสามารถสร้างพู่กันยันต์ระดับสูงได้”
“พู่กันยันต์สำหรับปรมาจารย์ยันต์แล้ว เรียกได้ว่าสำคัญอย่างยิ่ง ราวกับคทาของจอมเวทในชาติก่อนก็ไม่ปาน”
“เพราะพู่กันยันต์สามารถถ่ายทอดพลังวิญญาณภายในร่างของปรมาจารย์ยันต์ได้”
“พู่กันยันต์ระดับสูงสามารถถ่ายทอดพลังวิญญาณได้อย่างไร้ที่ติ ราบรื่นดุจแพรไหม ทว่าสำหรับพู่กันยันต์ระดับต่ำเล่า เวลาถ่ายทอดพลังวิญญาณอาจจะขาดช่วงได้ ซึ่งนี่จะส่งผลให้การสร้างยันต์ล้มเหลว”
“ปรมาจารย์ยันต์จำนวนมากที่สร้างยันต์ล้มเหลว มีอัตราความสำเร็จที่ต่ำมาก ล้วนเป็นเพราะไม่มีพู่กันยันต์ที่ดี”
แววตาของเจียงฝานเป็นประกาย นึกถึงข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพู่กันยันต์ที่ผู้เฒ่าฝูถ่ายทอดให้ตน
ว่ากันว่าพู่กันยันต์ระดับสูงสุดนั้น สร้างขึ้นจากขนของหงส์เพลิง ภายในแฝงไว้ด้วยพลังแห่งหงส์เพลิง
เมื่อใช้พู่กันยันต์ชนิดนี้วาดลงบนกระดาษยันต์ จะทำให้ยันต์นั้นแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายกดดันของหงส์เพลิง
แม้จะเป็นยันต์ธรรมดา อานุภาพก็ยังเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในทันที
น่าเสียดายที่นี่คือพู่กันยันต์ในตำนาน ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปไม่มีทางหามาครอบครองได้
“หมึกยันต์ก็ไม่ธรรมดา มันไม่ใช่หมึกน้ำ”
“ส่วนประกอบในนั้นมาจากสัตว์อสูร เลือดสดของสัตว์วิญญาณ”
“จากนั้นก็นำมาผสมกับวัสดุอื่น ๆ ถึงจะสร้างหมึกยันต์ออกมาได้”
“แน่นอนว่าก็ยังมีน้ำเลี้ยงของไม้ปราณชนิดพิเศษบางชนิด ที่สามารถนำมาใช้แทนเลือดของสัตว์อสูรได้”
“มีเพียงของเหลวที่แฝงไว้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้เท่านั้น ถึงจะสามารถรองรับพลังวิญญาณได้”
“จากนั้นจึงค่อยสลักพลังวิญญาณลงบนกระดาษยันต์”
“หากไม่มีหมึกยันต์มารองรับพลังวิญญาณ เช่นนั้นพลังของยันต์ก็จะไม่หลงเหลืออยู่บนกระดาษยันต์”
เจียงฝานรู้สึกว่าตนเองมีความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสำคัญในการสร้างยันต์มากขึ้น
“การสร้างกระดาษยันต์ก็ซับซ้อนมากเช่นกัน”
“แหล่งที่มาของวัสดุหลักนั้นกว้างขวางมาก”
“บ้างก็มาจากหนังสัตว์ของสัตว์อสูร อย่างไรเสียหนังสัตว์ก็สามารถรองรับพลังวิญญาณได้แต่เดิมอยู่แล้ว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสื่อกลางที่ดีที่สุด สัตว์อสูรยิ่งแข็งแกร่ง หนังสัตว์บนร่างก็ยิ่งล้ำค่า ดังนั้นนักล่าบางคนหลังจากล่าสัตว์อสูรได้แล้ว ก็จะถลกหนังสัตว์ออกมา จากนั้นก็นำไปขายให้ปรมาจารย์ยันต์ เพื่อนำไปสร้างกระดาษยันต์”
“นอกจากนี้ กระดาษยันต์ยังสามารถมาจากเปลือกไม้ของไม้ปราณได้ด้วย อย่างไรเสียเปลือกไม้ของไม้ปราณก็สามารถรองรับพลังวิญญาณได้เช่นกัน ตระกูลขอบเขตสร้างรากฐานบางตระกูลเพื่อหาเงิน ก็ได้ปลูกไม้ปราณจำนวนมากไว้ในบ้าน จากนั้นก็เก็บเกี่ยวเปลือกไม้เหล่านี้ นำมาสร้างเป็นกระดาษยันต์ นี่ก็นับว่าเป็นการค้าขายที่ไม่เลวเลย ตระกูลขอบเขตสร้างรากฐานไม่น้อยล้วนกอบโกยกำไรเป็นกอบเป็นกำ”
แววตาของเจียงฝานเป็นประกาย
พู่กันยันต์ หมึกยันต์ และกระดาษยันต์ ล้วนมีความเกี่ยวพันกับปรมาจารย์ยันต์อย่างใกล้ชิด วัสดุทั้งสามชนิดนี้ล้วนเป็นทักษะการสร้างยันต์ที่ปรมาจารย์ยันต์จำเป็นต้องเชี่ยวชาญ
แน่นอนว่าเนื่องจากการค้าในปัจจุบันเจริญรุ่งเรือง ของเหล่านี้ล้วนสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้า
แต่สำหรับปรมาจารย์ยันต์ระดับแนวหน้า ล้วนจำเป็นต้องเชี่ยวชาญทักษะนี้
หากเชี่ยวชาญแล้ว ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็สามารถหาเลี้ยงปากท้องได้
หากไม่เชี่ยวชาญ นั่นก็เป็นเพียงปรมาจารย์ยันต์ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เท่านั้น
“เริ่มกันเถอะ”
เจียงฝานสูดหายใจเข้าลึก ๆ ในหัวนึกถึงรายละเอียดต่าง ๆ ของยันต์เก็บเสียง
เนื่องจากเป็นยันต์ระดับต่ำ ลายเส้นจึงไม่มากนัก มีเพียงสามเส้นเท่านั้น
ทว่าเส้นสายพลังวิญญาณทั้งสามเส้นนี้จำเป็นต้องวาดรวดเดียวให้จบ ในขณะเดียวกันพลังวิญญาณก็ต้องสมดุล
มิฉะนั้นแล้ว ก็อาจจะสร้างยันต์ล้มเหลวได้
รวบรวมสมาธิ
ทำจิตใจให้สงบ
เขาถือพู่กันยันต์ คลี่กระดาษยันต์ขนาดเท่าฝ่ามือออก นำพู่กันยันต์ไปจุ่มลงบนหมึกยันต์
พลังวิญญาณฮุ่นหยวนในร่างเริ่มโคจร
ทะลักออกมาจากส่วนลึกของทะเลปราณจุดตันเถียน เข้าสู่เส้นลมปราณ จากนั้นก็มายังมือขวา ก่อนจะผ่านปลายนิ้ว และไหลเข้าสู่พู่กันยันต์
ทันใดนั้นขนพู่กันแต่ละเส้นบนปลายพู่กันก็ซึมซาบไปด้วยพลังวิญญาณฮุ่นหยวน
หยดน้ำหมึกยันต์แต่ละหยดบนนั้นล้วนอาบย้อมไปด้วยพลังวิญญาณ
จากนั้น พู่กันยันต์ก็ตวัดลงบนกระดาษยันต์อย่างรวดเร็วและพริ้วไหว
พลังวิญญาณราวกับจะซึมซาบเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของกระดาษยันต์ ส่องประกายแสงสีครามออกมา
เจียงฝานเองก็คิดไม่ถึงว่าการสร้างยันต์ครั้งแรกของตนเองจะราบรื่นถึงเพียงนี้ มองดูยันต์ที่ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์
จิตใจของเขาก็อดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายลงชั่วครู่
เพียงแค่ชั่วครู่นั้น การปลดปล่อยพลังวิญญาณก็เกิดความผันผวน
พรึ่บ!
เปลวเพลิงกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งขึ้น กระดาษยันต์พลันลุกไหม้ขึ้นในพริบตา ก่อนจะกลายเป็นเถ้าถ่าน
“ล้มเหลวงั้นหรือ?”
“ตอนสร้างยันต์ จำเป็นต้องรักษาสถานะความเยือกเย็นอย่างถึงที่สุดจริง ๆ”
“พลังวิญญาณที่แฝงอยู่ในลายเส้นยันต์แต่ละเส้น จำเป็นต้องเท่าเทียมกัน”
“หากเกิดความผันผวนของพลังวิญญาณแม้เพียงนิดเดียว ล้วนนำไปสู่การที่กระดาษยันต์ลุกไหม้ด้วยตัวเอง และการสร้างล้มเหลว”
เจียงฝานจนใจเป็นอย่างยิ่ง เห็นอยู่ว่าใกล้จะสำเร็จแล้ว ทว่ากลับมาหละหลวมในวินาทีสุดท้าย ผลลัพธ์จึงนำไปสู่ความล้มเหลว
เขาก็พอจะรู้แล้วว่าเหตุใดผู้บำเพ็ญเพียรที่สามารถกลายเป็นปรมาจารย์ยันต์ได้ถึงมีน้อยนิดเพียงนี้
การสร้างยันต์ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายปานนั้น
เพียงแค่เกิดความผันผวนของพลังวิญญาณเพียงเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้
ก็เหมือนกับศัลยแพทย์ในชาติก่อน ตอนผ่าตัด มือห้ามสั่นเด็ดขาด
มิฉะนั้นอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการผ่าตัดได้
อีกทั้งความยากลำบากของปรมาจารย์ยันต์ก็ไม่ใช่เพียงเท่านี้
พลังวิญญาณและสัมผัสวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรแต่ละคนล้วนมีจำกัด
ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหลอมรวมลมปราณระดับต่ำในแต่ละวันสามารถวาดตัวยันต์ได้เพียงสิบใบเท่านั้น
ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว พลังวิญญาณในร่างกายก็จะเหือดแห้งไป
หากต้องการฝึกฝนต่อ ก็ทำได้เพียงรอวันรุ่งขึ้น
แน่นอนว่าในฐานะที่เจียงฝานเป็นผู้ฝึกฝนคัมภีร์ยันต์ฮุ่นหยวน พลังวิญญาณในร่างกายย่อมไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปจะเทียบเคียงได้
เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญเพียรในระดับเดียวกัน ในแต่ละวันอย่างน้อยเขาก็สามารถวาดได้สี่ถึงห้าสิบใบโดยไม่มีปัญหาใด ๆ
นี่ก็ทำให้เขาอยู่เหนือกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นแล้ว
หากล้มเหลวหลายครั้งเกินไป ก็จะสิ้นเปลืองกระดาษยันต์และหมึกยันต์อย่างบ้าคลั่ง
ของเหล่านี้ล้วนต้องใช้หินวิญญาณซื้อหามา
ผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปคงไม่อาจแบกรับความสูญเสียมากมายปานนี้ได้ไหว
นานวันเข้า ผู้บำเพ็ญเพียรไม่น้อยจึงละทิ้งการเป็นปรมาจารย์ยันต์ไป
อย่างไรเสียต้นทุนในการเป็นปรมาจารย์ยันต์ก็สูงเกินไปจริง ๆ
หากไม่มีพรสวรรค์เพียงพอ ก็อย่าเป็นปรมาจารย์ยันต์จะดีกว่า
“ดูท่าคงต้องพึ่งพาพลังของแต้มวาสนาเสียแล้ว”
ดวงตาของเจียงฝานเผยให้เห็นประกายแสงสายหนึ่ง
เขาไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้มีอะไรไม่ถูกต้อง
เพราะแต้มวาสนาก็คือพลังแห่งดวงชะตาของเขา เป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวของเขา
สามารถเชี่ยวชาญทักษะการสร้างยันต์ได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดต้นทุน แล้วเหตุใดถึงจะไม่ทำเล่า
ก็เหมือนกับตนเองสามารถขับรถข้ามระยะทางหลายพันกิโลเมตรเพื่อไปถึงจุดหมาย แล้วเหตุใดจะต้องวิ่งไปด้วย
หรือเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองมีพละกำลังเหลือล้นงั้นหรือ?!
“โอ้ การเรียนรู้ยันต์เก็บเสียงใช้แต้มวาสนาเพียงหนึ่งร้อยแต้มงั้นหรือ?”
“ความคุ้มค่าสูงถึงเพียงนี้เชียว?”
เจียงฝานก็รู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย อย่างไรเสียแต้มวาสนาหนึ่งร้อยแต้มก็สามารถทำให้เขาวาดยันต์เก็บเสียงจากระดับเริ่มต้น จากนั้นก็บรรลุถึงระดับสมบูรณ์แบบได้อย่างรวดเร็ว นี่มันดีเกินไปแล้ว
เพราะตอนนี้ในตัวเขามีแต้มวาสนาอยู่ถึงหนึ่งพันเก้าร้อยหกสิบแต้ม
แต้มวาสนามากมายปานนี้ เพียงพอที่จะทำให้เขาเรียนรู้วิธีการสร้างยันต์ระดับต่ำจำนวนมหาศาลได้
ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เขากลายเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ไม่ลังเลใด ๆ ใช้แต้มวาสนาหนึ่งร้อยแต้มไปในทันที
ทันใดนั้น เจียงฝานก็พบว่าพลังงานลึกลับขุมหนึ่งได้นำพาวิญญาณของเขาไปยังมิติลี้ลับแห่งหนึ่งในชั่วพริบตา
ในมิติลี้ลับแห่งนี้ เขากำลังวาดยันต์เก็บเสียงอยู่บนนั้น
หนึ่งปี สองปี สามปี ห้าปี จากนั้นก็สิบปีผ่านไป
เขาเอาแต่วาดยันต์เก็บเสียงมาโดยตลอด
ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปยาวนานปานนี้
จากตอนแรกที่ไม่ชำนาญ จนกระทั่งชำนาญ จดจำได้ขึ้นใจ จนถึงท้ายที่สุด ดูเหมือนจะบรรลุถึงขั้นไร้ที่ติ เพียงแค่ตวัดพู่กันเบา ๆ ก็สามารถวาดยันต์เก็บเสียงเสร็จสิ้นในพริบตา ช่างง่ายดายและผ่อนคลายเป็นที่สุด
ครืน~~
วินาทีต่อมา เจียงฝานสัมผัสได้ว่าวิญญาณของตนเองสั่นสะเทือนเบา ๆ ความทรงจำจำนวนมากเกี่ยวกับยันต์เก็บเสียงหลั่งไหลเข้ามา ราวกับกลายความทรงจำของกล้ามเนื้อ กลายเป็นสัญชาตญาณไปเสียแล้ว
“มาลองดูกัน”
ดวงตาของเจียงฝานเผยประกายแสงสายหนึ่ง ตอนนี้กลิ่นอายบนร่างของเขาราวกับปรมาจารย์ยันต์ระดับปรมาจารย์ก็ไม่ปาน ในมือถือพู่กันยันต์ เริ่มตวัดพริ้วไหวไปบนกระดาษยันต์
ชั่วพริบตา เขาก็สามารถทำสำเร็จได้ในรวดเดียว
บนกระดาษยันต์ปรากฏเส้นสายอักขระยันต์ขึ้นมาในพริบตา กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่ละเส้นสายล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ราวกับถูกสลักเสลาด้วยเครื่องจักร ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว
ยันต์เก็บเสียง สำเร็จ
ทันใดนั้นยันต์แผ่นนี้ก็ทอแสงสีครามจาง ๆ ออกมา แฝงไว้ด้วยพลังวิญญาณเป็นสาย ๆ
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทักษะยันต์เก็บเสียงระดับสมบูรณ์แบบ ทำให้อัตราความสำเร็จในการวาดยันต์ของเขาบรรลุถึงร้อยเปอร์เซ็นต์
โดยพื้นฐานแล้วไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดใด ๆ ได้เลย
ตึก!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงฝานก็ขยับจิตรวบรวมความคิด ถ่ายทอดพลังวิญญาณในร่างกายเข้าไปในยันต์เก็บเสียงแผ่นนี้
ทันใดนั้น ยันต์เก็บเสียงแผ่นนี้ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาทันที ก่อตัวเป็นม่านพลังเก็บเสียงขนาดใหญ่ ปกคลุมบ้านไม้ทั้งหลังเอาไว้
เช่นนี้แล้ว เสียงใด ๆ ก็ไม่อาจเล็ดลอดออกจากม่านพลังเก็บเสียงไปได้
เสียงใด ๆ จากภายนอกก็ไม่อาจส่งผ่านเข้ามาได้เช่นกัน
อีกทั้งยันต์เก็บเสียงนี้ อย่างน้อยก็สามารถคงอยู่ได้นานถึงหนึ่งเดือน
ต้องรู้ก่อนว่า ยันต์เก็บเสียงทั่วไปอย่างมากที่สุดก็คงอยู่ได้เพียงหนึ่งวันเท่านั้น
ดังนั้นผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรในเขตชุมชนแออัดจึงไม่มีปัญญาใช้ยันต์เก็บเสียงเลย
ไม่ต้องสงสัยเลย นี่ก็คือทักษะยันต์เก็บเสียงระดับสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่สิ่งที่ปรมาจารย์ยันต์ทั่วไปจะเทียบเคียงได้
“ตอนนี้ข้าก็เป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำแล้ว”
เจียงฝานยินดีเป็นอย่างยิ่ง เผยรอยยิ้มออกมา
มาตรฐานในการเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำนั้นอันที่จริงง่ายมาก นั่นก็คือการสามารถสร้างยันต์ระดับต่ำได้
แม้จะเป็นยันต์ระดับต่ำเพียงหนึ่งแผ่น ก็ถือว่าเป็นปรมาจารย์ยันต์ระดับต่ำแล้ว