- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 805 - ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ
บทที่ 805 - ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ
บทที่ 805 - ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ
บทที่ 805 - ใช้ชีวิตตามอำเภอใจ
ในตลาดหุ้นไม่มีความลับที่แท้จริงหรอก การดำเนินการที่ดูเหมือนจะเร้นลับเพียงใด แท้จริงแล้วยังมีร่องรอยให้ตามสืบได้เสมอ หากคุณมีอำนาจและอิทธิพลมากพอ
วันต่อมา หลี่เจี้ยนคุนก็ได้รับข้อมูลของคนที่ทำการชอร์ตเซลหุ้นแล้ว
"เฉินชิ่งซง? ใครกัน?"
ในห้องทำงานประธานกรรมการแห่งอาคารหัวเฉียงไท่กู่ หลี่เจี้ยนคุนนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ฮวงหัวลี่ขนาดมหึมา เขารู้สึกคุ้นหูกับชื่อนี้อยู่บ้าง แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก
อ้ายเฟยยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามโต๊ะทำงาน เธอรู้ดีว่าเขาใช้เวลาอยู่ในฮ่องกงไม่มากนัก การที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ชายคนนี้เก็บตัวเงียบมาก แทบไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลยด้วยซ้ำ บนสื่อต่างๆ ก็ไม่มีแม้แต่รูปถ่ายของเขาเลยสักใบ
จุดนี้ช่างเหมือนกับพี่ชายของเธอไม่มีผิด
ชื่อ "หลี่เจี้ยนคุน" เองก็มีคนในฮ่องกงรู้จักน้อยมากเช่นกัน
"ท่านประธานไม่เคยได้ยินชื่อเฉินชิ่งซง ก็น่าจะเคยได้ยินชื่อกลุ่มบริษัทเจียหนิงบ้างนะคะ" อ้ายเฟยกล่าว
โฮ่!
ดวงตาของหลี่เจี้ยนคุนเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ เขาคิดออกแล้ว หรือจะพูดให้ถูกคือ จับคู่ตัวละครได้แล้ว
กลุ่มบริษัทเจียหนิงน่ะเขาต้องรู้จักอยู่แล้ว แถมยังพูดได้เต็มปากว่าในฮ่องกงไม่มีใครไม่รู้จัก
ประการแรก นี่คือบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับมอนสเตอร์ ในช่วงยุครุ่งเรืองที่สุด มูลค่าตามราคาตลาดสูงถึงสองหมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง แต่ไม่ได้นับเป็นกลุ่มทุนจีนนะ เพราะเถ้าแก่ผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเฉินชิ่งซง เป็นชนพื้นเมืองจากหนานหยาง
ประการที่สอง นี่คือบริษัทที่อาศัยการปั่นหุ้น แชร์ลูกโซ่ การติดสินบน การสร้างกระแส และสารพัดวิธีที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อผลักดันตัวเองจนกลายเป็นสัตว์ประหลาดร่างยักษ์
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว บริษัทแห่งนี้ได้รับผลกระทบจากการดิ่งลงครั้งประวัติศาสตร์ของค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกง ทำให้ขบวนการแชร์ลูกโซ่แตกและบริษัทล้มละลายในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนให้เกิดเรื่องราวตามมาอีกมากมาย
นักลงทุนจำนวนนับไม่ถ้วนขาดทุนย่อยยับ
เนื่องจากในช่วงที่ตลาดหุ้นกำลังบูม กลุ่มบริษัทเจียหนิงได้ดูดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลออกจากตลาด แล้วนำไปกว้านซื้อสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก เมื่อบริษัทล้มละลาย ผลกระทบจึงลุกลามไปถึงสิบกว่าประเทศ
ทั้งตำรวจฮ่องกง คณะกรรมการอิสระต่อต้านคอร์รัปชัน และตำรวจสากล ล้วนกระโดดลงมาร่วมสืบสวนคดีนี้
ในจำนวนนี้ยังพัวพันไปถึงคดีฆาตกรรมบุคคลระดับวีไอพีหลายราย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดของฮ่องกง เจ้าหน้าที่พิเศษจากรัฐบาลต่างชาติ ไปจนถึงทายาทมหาเศรษฐีระดับท็อปของหนานหยาง
คดีเจียหนิง ในชาติก่อนถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิบสิบสุดยอดคดีลี้ลับแห่งฮ่องกง
ถึงแม้กลุ่มบริษัทเจียหนิงจะก่อเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้ แต่ตัวเถ้าแก่อย่างเฉินชิ่งซงกลับยังอยู่รอดปลอดภัยและร่ำรวยอู้ฟู่ ตำรวจฮ่องกงและคณะกรรมการอิสระต่อต้านคอร์รัปชันต้องใช้เวลาถึงสิบเจ็ดปีเต็ม หมดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไปถึงสองร้อยสิบล้านดอลลาร์ฮ่องกง แถมยังมีหลักฐานกองเป็นภูเขาเลากาจนเต็มห้องขนาดสองพันกว่าตารางฟุต แต่สุดท้ายกลับตัดสินจำคุกเขาได้แค่สามปีเท่านั้น
แถมเฉินชิ่งซงยังใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายยื่นขอประกันตัวออกมารักษาอาการป่วย ทำให้เป็นไปได้สูงว่าเขาอาจจะไม่ต้องเข้าไปนอนในซังเตเลยแม้แต่วันเดียว
จวบจนกระทั่งถึงช่วงปี 2020 ที่หลี่เจี้ยนคุนย้อนเวลากลับมา ชายคนนี้ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หรูหราที่ฮ่องกง เสวยสุขกับความร่ำรวย โดยปล่อยให้คนในครอบครัวเป็นผู้ดูแลธุรกิจแทน
ในชาติก่อน คดีเจียหนิงยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ นำแสดงโดยสองราชาภาพยนตร์ตระกูลหลิวและตระกูลเหลียง ใช้ชื่อเรื่องว่า "นิ้วทองคำ" ซึ่งตัวละคร เฉิงเหยียนอี ที่ราชาตระกูลเหลียงแสดงนั้น ก็มีต้นแบบมาจากเฉินชิ่งซงนั่นเอง
ไม่สิ... หลี่เจี้ยนคุนคิดในใจ กลุ่มบริษัทเจียหนิงเพิ่งจะล้มละลายไปเมื่อปีที่แล้ว ต่อให้เฉินชิ่งซงจะแน่แค่ไหน ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาก็น่าจะกำลังมีคดีความพัวพันรัดตัวสิ ตามกฎหมายบางข้อของฮ่องกง เขาควรจะถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับตลาดหุ้นอีกต่างหาก
"เฉินชิ่งซงคนนี้ตอนนี้ยังเคลื่อนไหวได้อิสระอยู่อีกเหรอ?" หลี่เจี้ยนคุนถาม ก่อนจะเสริมว่า "ฉันหมายถึงการเข้ามาเทรดหุ้นน่ะ"
อ้ายเฟยขมวดคิ้วสงสัย "ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ?"
หลี่เจี้ยนคุนพูดไม่ออก
มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากชาติก่อนงั้นเหรอ เขาคิดในใจ ก่อนจะสั่งการ "ฉันขอรายงานการเติบโตของกลุ่มบริษัทเจียหนิง โดยเฉพาะช่วงที่พวกเขายื่นขอระงับกิจการ เอาแบบละเอียดเลยนะ"
อ้ายเฟยพยักหน้ารับคำ ก่อนจะบอกลาและรีบไปจัดการเรื่องนี้ทันที
ช่วงค่ำของวันเดียวกัน เอกสารปึกหนาก็ถูกส่งมาวางบนโต๊ะของหลี่เจี้ยนคุน
ห้องทำงานของเขาเป็นห้องชุดสวีท บนผนังไม้ฮวงหัวลี่มีประตูบานหนึ่งซ่อนอยู่ ด้านในเป็นห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัว
คืนนั้นเขาไม่ได้กลับไปที่คฤหาสน์บนยอดเขาไท่ผิง เขานั่งพิงหัวเตียง กอดเอกสารปึกหนาไว้ในอ้อมแขน และนั่งอ่านมันไปจนถึงรุ่งสาง
"ไอ้สารเลวนี่ เลียนแบบฉันงั้นเหรอ?"
หลี่เจี้ยนคุนพึมพำกับตัวเอง ในที่สุดเขาก็ค้นพบความแตกต่างบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากชาติก่อน
ภาพรวมของกลุ่มบริษัทเจียหนิงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ตอนที่รุ่งเรืองก็โด่งดังไปทั่วฮ่องกง มีคนแห่แหนเข้าไปลงทุนตามอย่างบ้าคลั่ง แต่พอได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ในปี 1982 บริษัทก็เริ่มตกต่ำลง กระทั่งปี 1983 ราคาหุ้นของบริษัทก็ดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด จนเกิดการแตกของแชร์ลูกโซ่และล้มละลายไปในที่สุด
แต่ในช่วงเวลาที่เจียหนิงล้มละลายนั้น เฉินชิ่งซงกลับทำเรื่องบางอย่าง เขาทำการชอร์ตเซลในตลาดหุ้น
ดูเหมือนเขาอยากจะพลิกสถานการณ์ในช่วงที่จนตรอก
เขากว้านทำชอร์ตเซลหุ้นไปทั้งหมดยี่สิบสองตัว และทำสำเร็จไปถึงสิบเก้าตัว การดำเนินการทั้งหมดนี้ผ่านบริษัทที่ชื่อ "หย่งหนิง" คาดการณ์กันว่าเขาฟันกำไรไปหลายพันล้านดอลลาร์ฮ่องกง
ตอนนี้เฉินชิ่งซงมีเงินอยู่ในมืออีกแล้ว
และเงินก็สามารถแก้ปัญหาได้หลายอย่าง
คดีเจียหนิงจึงไม่ได้บานปลายใหญ่โตเหมือนในชาติก่อน
ประวัติศาสตร์เกิดความเบี่ยงเบน เบี่ยงเบนไปในทิศทางที่หลี่เจี้ยนคุนคาดไม่ถึง ไม่มีข้อกังขาเลยว่า เฉินชิ่งซงคือสุดยอดนักปั่นหุ้นระดับพระกาฬ ว่ากันว่าตอนที่เขายากจนข้นแค้นและต้องหนีหนี้มาเสี่ยงโชคที่ฮ่องกง เขามีเงินติดตัวมาแค่ร้อยเดียว แต่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี เขาก็ปั้นกลุ่มบริษัทเจียหนิงขึ้นมา และดันให้มูลค่าตามราคาตลาดพุ่งขึ้นไปสูงถึงสองหมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการปั่นหุ้นทั้งสิ้น
และการที่หลี่เจี้ยนคุนเคยทำชอร์ตเซลหุ้นของกลุ่มทุนอังกฤษจำนวนมากจนสำเร็จ ก็ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เฉินชิ่งซง เขาเริ่มทำวิธีเดียวกันเพื่อสวนกระแส และผลลัพธ์ก็คือเขายิ่งอยู่ดีกินดีกว่าเดิมเสียอีก
มีเพียงคำอธิบายนี้คำอธิบายเดียวเท่านั้น
"สร้างเวรสร้างกรรมแท้ๆ!" หลี่เจี้ยนคุนฟาดเอกสารในมือเข้ากับผนังไม้ดังปัง
ไม่ใช่คนรวยทุกคนจะสมควรถูกยัดเยียดตราหน้าว่าเป็น "นายทุน" ที่ถูกชาวบ้านร้านตลาดเกลียดชังหรอกนะ นักธุรกิจที่สร้างคุณงามความดีก็มีอยู่ไม่น้อย แต่เฉินชิ่งซงคนนี้ คือเศษสวะแห่งวงการทุนนิยมตัวจริงเสียงจริง!
จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามา
หร่านจือวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในห้อง
สี่ตาประสานกัน
หลี่เจี้ยนคุนที่สวมแค่กางเกงในตัวเดียวนั่งอยู่บนเตียง รีบคว้าผ้าห่มมาคลุมท่อนล่างไว้แทบไม่ทัน ตอนแรกเขากะจะดุหร่านจือเสียหน่อยว่าทำไมไม่เคาะประตูก่อน แต่พอพอนึกขึ้นได้ว่าตัวเองเพิ่งทำเสียงดังโครมครามไปเมื่อครู่ เขาก็เงียบปากลง
"ฉันบอกให้เธอกลับไปก่อนไม่ใช่เหรอ?"
ใบหน้าขาวเนียนของหร่านจือแดงระเรื่อ ในสมองของเธอเต็มไปด้วยภาพมัดกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งทรงพลังนั้น "คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?"
หลี่เจี้ยนคุนส่ายหน้า
"มีอะไรให้ฉันรับใช้ไหมคะ?"
"ชงกาแฟให้หน่อยสิ"
"ดึกป่านนี้ยังจะดื่มกาแฟอีกเหรอคะ?"
"ฉันนอนไม่หลับน่ะ"
ไม่นานนัก หร่านจือก็ยกกาแฟบลูเมาน์เทนหอมกรุ่นมาเสิร์ฟ หลี่เจี้ยนคุนบอกว่า "ให้จางกุ้ยขับรถไปส่งเธอที่บ้านเถอะ ผู้หญิงอดหลับอดนอนเดี๋ยวผิวจะเสียเอานะ"
"จะตีสองแล้วค่ะ" หร่านจือยิ้มบางๆ "ในห้องพักผ่อนมีโซฟาเบด นอนสบายดีเหมือนกัน ถ้ามีอะไรเรียกฉันผ่านสายในได้เลยนะคะ"
"งั้นเธอไปรอฉันหน้าประตูก่อน"
"หืม?" แม้จะงุนงง แต่หร่านจือก็ยอมทำตามแต่โดยดี
ไม่นานหลี่เจี้ยนคุนก็สวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เขาประคองแก้วกาแฟเดินออกมาจากห้อง "เธอเข้าไปนอนข้างในเถอะ ฉันนอนไม่หลับจริงๆ"
ยังไม่ทันที่หร่านจือจะได้ตอบรับ หลี่เจี้ยนคุนก็เดินออกไปแล้ว หญิงสาวมองตามแผ่นหลังของเขาไปอย่างไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกอีกต่อไป นัยน์ตากลมโตสีดำขลับเต็มไปด้วยความรักใคร่หลงใหล
หญิงสาวเดินเข้าไปในห้องนอน ปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกจนหมด แล้วมุดตัวเข้าไปในผ้าห่มบางๆ ที่ยังมีไออุ่นของเขาหลงเหลืออยู่ เธอหลับไปอย่างมีความสุข ในใจแอบหวังลึกๆ ว่า... เขาจะกลับมาไหมนะ?
แต่แล้วเธอก็ลุกจากเตียง เดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ส่วนหลี่เจี้ยนคุนนั้นนั่งอยู่ในห้องพักผ่อน ไม่ได้หลับไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน ในหัวของเขาเอาแต่คิดถึงเรื่องปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก เดิมทีเขาคิดว่า ตราบใดที่เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยตัวเอง ประวัติศาสตร์ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เห็นได้ชัดว่า ความคิดของเขามันตื้นเขินเกินไป
เส้นทางชีวิตของคนอย่างเฉินชิ่งซง เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่ต้องสงสัย จากแรงกระพือปีกของเขา
มันเกิดขึ้นในมุมมืดที่เขาไม่ล่วงรู้
ไอ้คนเลวทรามที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวแบบนี้ แค่มันขยับตัวนิดเดียว ก็สร้างความหายนะที่ยากจะจินตนาการได้แล้ว
เขาจะต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ไหมนะ?
และตอนนี้เฉินชิ่งซงยังเป็นฝ่ายเปิดฉากจู่โจมเขาก่อนเสียด้วย...
รุ่งเช้า อ้ายเฟยถือปิ่นโตเก็บความร้อนเดินนวยนาดมาที่ห้องทำงานท่านประธาน เธอเคาะประตูที่ซ่อนอยู่นั้นเบาๆ สองสามครั้ง เมื่อไม่มีเสียงตอบรับ จึงค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป แต่พอเดินไปถึงหน้าเตียง เธอก็ต้องชะงักกึก
หร่านจือที่กำลังหลับใหลอยู่คล้ายจะรู้สึกตัว เธอปรือตาตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงีย ก่อนจะร้องลั่นและรีบเด้งตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง
อ้ายเฟยกวาดสายตามองเรือนร่างที่เปลือยเปล่าของเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับ "นอนต่อเถอะ"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ... คุณอ้าย ฉันไม่ได้... เมื่อคืนฉันนอนที่นี่คนเดียวจริงๆ ค่ะ บอสบอกว่าเขายังไม่ง่วง ก็เลยให้ฉันเข้ามานอนแทน"
อ้ายเฟยชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ถามโดยไม่หันกลับไปมอง "เธอมีรสนิยมนอนแก้ผ้าด้วยเหรอ?"
"เอ่อ... ใช่ค่ะ"
อ้ายเฟยหัวเราะเยาะ "ฉันไม่ถือหรอก แต่เธอเพลาๆ ลงหน่อยก็ดี อย่าให้คุณหวงรู้เข้าล่ะ"
"อ้อ..."
ช่วงสาย หลี่เจี้ยนคุนเรียกประชุมบรรดารองประธานกลุ่มบริษัท หลังเลิกประชุม ใกล้จะเที่ยง หลี่คาชิงก็รีบรุดมาหา
หลี่คาชิงในฐานะหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ ย่อมรู้ดีและเห็นด้วยกับการที่กลุ่มบริษัทคุนจู๋และกลุ่มบริษัทหัวเฉียงไท่กู่กลับเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกครั้ง ตัวเขาเองก็กำลังระดมทุนเพื่อเตรียมเปิดศึกใหญ่ในครั้งนี้เช่นกัน
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขายังนัดหลี่เจี้ยนคุนไปกินข้าว พร้อมกำชับนักหนาว่าห้ามมาแย่งฮ่องกงอิเล็กทริคกับเขาเด็ดขาด หลี่เจี้ยนคุนมองเห็นมูลค่าของฮ่องกงอิเล็กทริคมาตั้งนานแล้ว ซึ่งหลี่คาชิงเองก็รู้เรื่องนี้ผ่านปากลูกชายคนโตมาตั้งแต่ปีมะโว้
"เหล่าหลี่ คุณไปได้ยินข่าวลืออะไรมา ถึงได้รีบร้อนถ่อมาหาผมด้วยตัวเองแบบนี้?"
หลี่เจี้ยนคุนเชิญเขาไปนั่งที่โซฟาสไตล์ยุโรปฝั่งหนึ่งของห้องทำงาน ส่วนตัวเองก็เดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม ในบรรดารองประธานของกลุ่มบริษัทหัวเฉียงไท่กู่ มีคนของหลี่คาชิงอยู่ด้วยคนหนึ่ง ดังนั้น การที่เขาจะรู้เนื้อหาการประชุมก่อนหน้านี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
"ได้ยินมาว่าคุณกำลังจะเปิดศึกกับเฉินชิ่งซงเหรอ?" หลี่คาชิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"เขาทำชอร์ตเซลหุ้นของหัวเฉียงไท่กู่ คุณจะไม่รู้เชียวเหรอ?" หลี่เจี้ยนคุนย้อนถาม
"เจี้ยนคุน ฟังคำเตือนฉันหน่อยเถอะ อย่าไปยุ่งกับคนคนนี้เลย"
"โอ้?" หลี่เจี้ยนคุนทำท่ารอฟังอย่างตั้งใจ
"คนคนนี้ไม่ธรรมดาหรอกนะ" หลี่คาชิงพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับ "ข้างนอกมีข่าวลือเกี่ยวกับภูมิหลังของเขาเยอะแยะไปหมด เช่น เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนหนานหยาง เป็นผู้จัดการเงินทุนให้ภริยาประธานาธิบดีบางประเทศในหนานหยาง หรือเป็นคนฟอกเงินให้ขุนศึกในสามเหลี่ยมทองคำ อะไรเทือกนั้น ล้วนแต่เป็นระดับบิ๊กเนมทั้งนั้น มันคงไม่ใช่ข่าวลือโคมลอยไปเสียทั้งหมดหรอก
"แล้วก็ มีซินแสเคยชี้แนะฉันว่า ห้ามไปตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาเด็ดขาด คนคนนี้ดวงชะตามีอิทธิพลมืดคอยคุ้มครอง ใครไปแหยมกับเขาไม่มีทางจบสวยหรอก มีตัวอย่างให้เห็นมาตั้งหลายรายแล้ว คุณก็น่าจะเคยได้ยินมาบ้าง
"คุณดูสิ คดีเจียหนิงวุ่นวายขนาดนั้น มีคนตายไปตั้งหลายคน เขามีรอยขีดข่วนสักนิดไหมล่ะ?
"มีข่าววงในบอกว่า การไปขัดใจเขา ก็เท่ากับไปขัดผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้นที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก คนพวกนั้นก็จะออกโรงมากวาดล้างอุปสรรคให้เขาเอง
"เจี้ยนคุน พวกเราทำธุรกิจสุจริต คนแบบนี้ อย่าไปงัดข้อกับเขาตรงๆ เลยจะดีกว่า"
เกี่ยวกับภูมิหลังอันลึกลับของเฉินชิ่งซง หลี่เจี้ยนคุนเคยได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ละเอียดเท่าที่หลี่คาชิงเล่า เขาขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ:
"ต่อให้เขาจะมาแย่งข้าวในชามผม ชามของคุณ ก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ปล่อยให้เขากัดกินไปอย่างนั้นเหรอ?"
"เฮ้อ—" หลี่คาชิงถอนหายใจยาว "ทนหน่อยเถอะ เราชะลอแผนการเทขายทำกำไรออกไปก่อน พอราคาหุ้นไม่ตก เขาก็ต้องยอมถอยไปเองแหละ"
ดวงตาของหลี่เจี้ยนคุนทอประกายเหี้ยมเกรียม "คุณอยากทนก็ทนไปเถอะ แต่ผมไม่ทน"
หลี่คาชิงคิ้วขมวดมุ่น พูดไปตั้งเยอะ เด็กคนนี้ทำไมดื้อดึงแบบนี้นะ
"ปล่อยให้เขาดาหน้าเข้ามาเลย ผมเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าขุมกำลังทุนที่อยู่เบื้องหลังเขามันจะยิ่งใหญ่สักแค่ไหน" หลี่เจี้ยนคุนประกาศกร้าว "พวกเราไม่กี่ตระกูลนี่แหละ คือจุดสูงสุดของวงการทุนในฮ่องกงของจริง!"
"ประเด็นคือ มันอาจจะไม่ใช่แค่อำนาจทุนน่ะสิ"
"จะเล่นใต้ดิน? หรือจะเล่นการเมือง?" หลี่เจี้ยนคุนกระตุกยิ้มเยาะ "พูดกันตรงๆ เลยนะ ถ้าเขาจะเล่นไม้นี้ ผมก็ยิ่งไม่มีทางก้มหัวให้เขาเด็ดขาด"
เขาคิดในใจว่า ตัวเขาเองสามารถใช้ชีวิตแบบนอนกินสบายๆ ไปได้ตั้งนานแล้ว ทำไมเขาถึงต้องมาดิ้นรนต่อสู้แบบนี้อีกล่ะ?
เหตุผลหนึ่งก็คือ เขาอยากจะใช้ชีวิตตามใจชอบ ตามแนวทางของตัวเอง
ถ้าโดนรังแกแล้วต้องทำตัวหงอๆ มันจะไปมีประโยชน์อะไร?
อดทนงั้นเหรอ?
เมื่อก่อนเขาเคยอดทนกับสวีชิ่งโหย่ว แล้วผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะ? ในพจนานุกรมชีวิตชาตินี้ของเขา จะไม่มีคำคำนี้อีกต่อไป
(จบแล้ว)