- หน้าแรก
- เศรษฐีใหม่พลิกประวัติศาสตร์การค้า
- บทที่ 802 - วางหมากในญี่ปุ่น
บทที่ 802 - วางหมากในญี่ปุ่น
บทที่ 802 - วางหมากในญี่ปุ่น
บทที่ 802 - วางหมากในญี่ปุ่น
หลี่เจี้ยนคุนผลักประตูห้องนอนของน้องสาวเข้าไป ถึงแม้ลูกสาวจะโตแล้ว ห้องนอนส่วนตัวผู้ชายคนไหนก็ไม่ควรจะพรวดพราดเข้าไปหรอกนะ แต่นาทีนี้เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว วันนี้ต้องขอสั่งสอนยัยเด็กนี่สักบทเรียนนึงเถอะ
"นี่มันอะไรกันเนี่ย?"
บนโต๊ะเครื่องแป้ง หลี่เจี้ยนคุนเจอแผ่นกล่องสังกะสีใส่ขนมปังบิสกิตอันนึง พอเปิดฝาออกดู โอ้โห ช่างเถอะ พวกครีมทาผิวตลับหอยเชลล์กับครีมน้ำมันงูก็ช่างมันเถอะ ลำพังแค่ลิปสติกก็มีตั้งเยอะแยะ แทบจะรวบรวมครบทุกเฉดสีอยู่แล้วเนี่ยนะ
"หนู... ไปโรงเรียนก็ไม่ได้ทาซะหน่อย" หลี่อวิ๋นเมิ่งเดินตามหลังเข้ามา ตอบด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
"เวลาปกติทาได้งั้นเหรอ? เธออายุเท่าไหร่กันเชียว!"
"สิบเจ็ดแล้วนะ"
"นั่นก็ยังถือว่าไม่บรรลุนิติภาวะอยู่ดี!" หลี่เจี้ยนคุนหันไปถลึงตาใส่ทีนึง "ไปเอามาจากไหน?"
หลี่อวิ๋นเมิ่งส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปที่เสิ่นหงอีที่ยืนอยู่ข้างประตูห้อง
"เอาเถอะๆ ผู้หญิงรักสวยรักงามมันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เสี่ยวเมิ่ง เธอยังเด็กอยู่นะ จะเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องพวกนี้ไม่ได้หรอกนะ" เสิ่นหงอีรีบเข้ามาช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้
หลี่อวิ๋นเมิ่งพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร พอหันกลับมา ก็พบว่าพี่รองกวาดเอาลิปสติกที่เธออุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจสะสมมาไปจนหมดเกลี้ยง ใบหน้าก็เปลี่ยนสีทันที ทั้งโกรธทั้งโมโห
"เหอะ!" หลี่เจี้ยนคุนเอาหนังสือพิมพ์เก่าๆ มาห่อลิปสติกทั้งหมดไว้ ถือไว้ในมือ แล้วเดินตรงไปที่ตู้เสื้อผ้า เตรียมจะเปิดประตูตู้ดู
หลี่อวิ๋นเมิ่งของขึ้นทันที: "พี่จะทำอะไรน่ะ? ตู้เสื้อผ้าของผู้หญิงพี่ก็ยังจะดูอีกเหรอ!"
"ผมเป็นพี่เธอนะ!"
ประตูตู้เปิดออก โอ้โห พระเจ้าช่วยกล้วยทอด เสื้อผ้าอัดแน่นจนเต็มตู้ ในยุคสมัยที่คนรุ่นเก่าเสื้อผ้าตัวนึงต้องเย็บแล้วเย็บอีกใส่ไปตั้งสามปี เสื้อผ้าของเธอเยอะจนตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่แทบจะยัดไม่ลง ราวแขวนผ้ามีกางเกงขาบานแขวนอยู่เต็มไปหมด มีหลากหลายเนื้อผ้า ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าเดนิม... รวมๆ แล้วไม่ต่ำกว่าสิบตัวได้เลยมั้ง
แม่บอกว่าไม่ได้ให้เงินเธอซ่อนไว้เลยนะ ให้เงินค่าขนมแค่วันละหนึ่งหยวน วันหยุดยาวบางทีก็ให้เพิ่มอีกหยวนสองหยวน และเธอก็ไม่ได้ขอเงินแม่เพิ่มแล้วด้วย แต่เวลาปิดเทอมออกไปเที่ยวกลับมาทีไร ไม่เคยกลับมามือเปล่าเลยสักครั้ง
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเธอไปเอาเงินมาจากไหน
แน่นอนว่า ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่หลี่เจี้ยนคุนจินตนาการออกเลยล่ะ หน้าด้านจะตายไป เวลาเจอเสี่ยวหวังเหล่าหวัง หรือพวกหลู่หนาสวี่เถาคนพวกนั้น ก็ขยับเข้าไปหา แกล้งทำเป็นจน ร้องห่มร้องไห้ คนพวกนั้นจะไม่ยอมควักเงินให้เธอได้ยังไงล่ะ
คนพวกนั้นไม่มีใครขัดสนเรื่องเงินอยู่แล้ว เวลาให้ทีนึง ไม่มีทางให้น้อยหรอก
เขาคิดว่าต้องแวะไปทักทายคนพวกนี้ทีละคนแล้วล่ะ จะปล่อยให้ตามใจยัยเด็กนี่จนเสียคนไม่ได้
เมื่อเห็นพี่รองทำท่าเหมือนรวบม่าน กวาดเอากางเกงขาบานที่เธออุตส่าห์ดั้นด้นตระเวนหาซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ทั่วเมืองหลวงไปจนหมด กะจะเอาไปซ่อน หลี่อวิ๋นเมิ่งก็สติแตกเต็มที กำหมัดแน่นทำท่าเหมือนอยากจะเข้าไปสู้ตายกับเขาให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ทว่า พอหลี่เจี้ยนคุนหันกลับมา เธอก็ไม่กล้าขยับตัวอีกเลย
"ผมจะบอกอะไรให้นะ—" หลี่เจี้ยนคุนอึกอักพูดขึ้นมาว่า "เธอห้ามริอาจมีความรักในวัยเรียนเด็ดขาดเลยนะ!"
"พี่ยังมีหน้ามาว่าหนูอีกเหรอ!" หลี่อวิ๋นเมิ่งกักเก็บความอัดอั้นไว้ไม่ไหวในที่สุด สวนกลับทันควัน นิ้วเรียวขาวราวกับต้นหอมชี้ออกไปนอกประตูห้อง
ตรงนั้นมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนตัวตรงอยู่ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมิตสึโกะ
ความหมายแฝงก็คือ: พี่น่ะเหรอเที่ยงธรรม? พี่เที่ยงธรรมตรงไหนถึงได้หนีพาผู้หญิงกลับบ้านมาด้วยอีกคนล่ะ?
หลี่เจี้ยนคุนถลึงตาใส่: "ผมกับเธอไม่ได้มีความสัมพันธ์ชู้สาวอะไรกันเลยสักนิด!"
หลี่อวิ๋นเมิ่งทำหน้าเหมือนกำลังบอกว่าฉันเชื่อพี่ก็บ้าแล้ว
"แล้วเธอคนนั้น คุณจะเอายังไงคะ? ฉันคุยกับเธอจนน้ำลายแห้งหมดแล้วก็ไม่ได้ผล ขืนคุณไม่รีบจัดการให้เธอไปซะทีล่ะก็ ดูสิเสี่ยวเมิ่งเข้าใจผิดหมดแล้วค่ะ" เสียงของเสิ่นหงอิดังมาจากข้างหู
หลี่เจี้ยนคุนหันไปมองมิตสึโกะที่อยู่หน้าประตู เขาก็คุยจนน้ำลายแห้งเหมือนกันไม่ใช่หรือไง?
ยัยหนูคนนี้หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมไปท่าเดียวเลย
"คุณไปคุยกับเธอดีๆ สิครับ" หลี่เจี้ยนคุนส่งสัญญาณให้เสิ่นหงอี ชี้ไปที่น้องสาว แล้วก็ชี้ไปที่มิตสึโกะที่อยู่หน้าประตู "เดี๋ยวผมไปจัดการเธอเอง"
ทั้งสองคนแบ่งหน้าที่กันทำ เสิ่นหงอีเริ่มเปิดฉากอบรมสั่งสอนเรื่องค่านิยมความคิดให้หลี่อวิ๋นเมิ่ง ส่วนหลี่เจี้ยนคุนเดินออกจากห้อง ลากมิตสึโกะเข้ามาในห้องโถงกลางบ้าน
"คุณมิตสึโกะครับ ตกลงคุณต้องการอะไรกันแน่?" หลี่เจี้ยนคุนหย่อนก้นนั่งลงบนเก้าอี้ไท่ซือ
"ฉันไม่ได้ต้องการอะไรเลยค่ะ ก็แค่ต้องการติดตามคุณหลี่เท่านั้นเอง ในประเทศของฉัน เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติมาก คนเราพอได้เจอเจ้านายที่เก่งกาจ ก็จะสาบานตนว่าจะขอจงรักภักดีและติดตามไปตลอดชีวิตค่ะ" มิตสึโกะยิ้มแล้วตอบ "ฉันสาบานตนเรียบร้อยแล้วค่ะ"
หลี่เจี้ยนคุน "..."
สรุปคือยังไงก็สลัดไม่หลุดแล้วใช่ไหมเนี่ย?
เขาตั้งสติอารมณ์ให้เย็นลง นึกถึงภูมิหลังชีวิตของมิตสึโกะ ความจริงแล้วเธอก็เป็นเด็กผู้หญิงที่น่าสงสารมากคนหนึ่ง โตมาป่านนี้ไม่เคยได้รับความรักความห่วงใยที่แท้จริงเลย และเขาก็แอบมอบความห่วงใยที่เธอโหยหามาตลอดให้โดยไม่รู้ตัว ผลลัพธ์ก็เลยทำให้เธอสาบานตนว่าจะขอติดตามเขาไปตลอดชีวิตซะงั้น
ได้แต่บอกว่าดวงมันมาประจวบเหมาะกันพอดี
ใครจะไปคิดล่ะว่าเก็บยัยหนูญี่ปุ่นกลับมาคนนึงมันจะง่ายดายขนาดนี้
เกลี้ยกล่อมให้เธอไป ดูท่าทางคงหมดหวังแล้ว หลี่เจี้ยนคุนเลยต้องลองเปลี่ยนความคิดดูใหม่ "คำสาบานของคุณมันไว้ใจได้ใช่ไหม? คุณแน่ใจนะว่าจะยอมติดตามผม และจงรักภักดีต่อผมตลอดไป?"
"ฉันแน่ใจค่ะ! ช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ ถึงคุณหลี่จะชอบถลึงตาใส่ฉัน พูดจาประชดประชัน ดุด่าฉันสารพัด แต่ฉันก็รู้ดีว่าคุณแกล้งทำไปงั้นเอง ลึกๆ แล้วคุณเป็นห่วงฉัน สั่งให้คนไปส่งฉันที่โรงแรม แถมยังจัดหาอาหารการกินมาให้ด้วย คุณเชื่อไหมคะ ขนาดฉันกินข้าวของพ่อแท้ๆ ของตัวเอง ยังต้องเสียเงินเลยนะค" มิตสึโกะพูดขอบตาแดงเรื่อ
ตกลงมันเป็นครอบครัวขยะประเภทไหนกันแน่เนี่ย?
"ขอถามอะไรหน่อยนะ" หลี่เจี้ยนคุนบอก "ถ้าเกิด วันข้างหน้าเรื่องที่ผมสั่งให้คุณทำ มันไปขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศคุณล่ะ? คุณก็น่าจะรู้ดีนะว่าระหว่างสองประเทศของเรามันมีความแค้นที่ไม่อาจลบล้างกันได้ซ่อนอยู่"
"ความจริงแล้วในประเทศของฉัน ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเรื่องนั้นกันแล้วค่ะ ใช่ค่ะ แต่ฉันเข้าใจดีนะคะ" มิตสึโกะมองดูแสงสายัณห์นอกหน้าต่าง พึมพำออกมาอย่างเศร้าสร้อย "แต่ประเทศของฉัน ก็ไม่ได้มอบสิ่งดีๆ อะไรให้กับฉันเลยนี่คะ"
หลี่เจี้ยนคุนแค่รับฟังไว้ ไม่ได้เชื่อทั้งหมดหรอกนะ
ในหัวของเขามีไอเดียผุดขึ้นมาข้อหนึ่ง
"ผมสั่งให้ทำอะไร คุณก็ยอมทำงั้นเหรอ?"
"คุณหลี่ต้องการให้ฉันพิสูจน์ความจริงใจยังไงล่ะคะ? คุณบอกมาได้เลย ต่อให้เป็นตอนนี้ก็ตาม! ฉันไม่สนใจสายตาคนอื่นหรอกค่ะ" มิตสึโกะพูดพลางเอื้อมมือไปจับชายกระโปรง เตรียมจะถลกขึ้น
หลี่เจี้ยนคุนตกใจจนตัวสั่น รีบห้ามไว้แทบไม่ทัน แม่ผม น้องสาวผม เมียผมอยู่กันพร้อมหน้าในลานบ้าน คุณจะมาเล่นมุกนี้กับผมเนี่ยนะ?
ช่วยเลิกเอาเรื่องเรือนร่างมาใช้แก้ปัญหาในทุกๆ เรื่องได้ไหมครับ?
เขาจะไปรู้ได้ยังไงล่ะว่า เพราะความเคยชิน ในสายตาของมิตสึโกะแล้ว เธอเหลืออะไรอีกล่ะ? นอกจากเรือนร่างที่พอจะดูดีนี้เท่านั้น การมอบทั้งร่างกายและหัวใจให้ เป็นวิธีที่เธอคิดว่าจริงใจที่สุดแล้ว ส่วนหัวใจมันควักออกมาให้ดูไม่ได้นี่นา
"โอเคๆ ผมเชื่อแล้ว" หลี่เจี้ยนคุนบอก "ในเมื่อเป็นแบบนี้ ผมต้องการให้คุณกลับประเทศไป..."
"ไม่ได้นะคะ!" มิตสึโกะเบิกตากว้าง "คุณจะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ ฉันต้องการอยู่ข้างกายคุณค่ะ!"
"ฟังผมพูดให้จบก่อนได้ไหมครับ" หลี่เจี้ยนคุนเคาะนิ้วบนที่วางแขนเก้าอี้ไท่ซือ ทำทีเป็นพูดเรื่องจริงจัง "ที่ให้คุณกลับประเทศไปเพราะมีเรื่องสำคัญต้องจัดการ เรื่องนี้ใหญ่หลวงนัก ธุรกิจของผมมีขนาดใหญ่มาก อาจจะเกินกว่าที่คุณจินตนาการไว้ซะอีก วันข้างหน้ายังไงก็ต้องขยายตลาดไปที่ประเทศของคุณแน่ๆ ผมต้องการให้คุณไปเป็นทัพหน้า คอยปูรากฐานไว้ให้ผม เพื่อที่วันหน้าจะได้สยายปีกขยายอาณาจักรธุรกิจได้ง่ายขึ้น"
มิตสึโกะทำท่าสงสัย: "ธุรกิจของคุณ... ใหญ่ขนาดไหนกันคะ?"
"ในแผ่นดินใหญ่ของประเทศผม ผมมีธุรกิจหลักร้อยล้าน ในฮ่องกงมีธุรกิจหลักหมื่นล้าน..."
"ซี้ด!"
"ในลาสเวกัสมีคาสิโนสองแห่ง มูลค่ารวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ"
มิตสึโกะเบิกตากว้าง: "ถึงแม้ฉันไม่อยากจะสงสัยในคำพูดของคุณก็เถอะ แต่นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไปแล้วล่ะค่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริง คุณยังต้องมาทำธุรกิจกล้วยไม้จวินจื่อหลานอีกเหรอคะ?"
"ผมบอกว่าผมไปทำธุระที่ชุนเฉิง แล้วถือโอกาสติดสอยห้อยตามทำธุรกิจนี้ไปด้วย คุณจะเชื่อไหมล่ะ?"
"นี่มัน..."
"จะจริงหรือไม่จริง รอให้คุณได้เริ่มทำงานให้ผมแล้ว วันข้างหน้าคุณก็จะรู้เองแหละ โกหกคุณไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอก"
พูดมาถึงตรงนี้ มิตสึโกะก็เชื่อไปแล้วเจ็ดส่วน หัวใจเต้นแรงราวกับรัวกลอง บังเอิญได้เจอคนที่คุณอยากจะติดตาม ดันกลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกขนาดนี้เลยเหรอ?
ประเทศจีนมีมหาเศรษฐีระดับนี้ซ่อนอยู่ด้วยเหรอ?
แต่ก็เหมือนจะไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ ว่าประเทศจีนจะมีมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินหลักล้านดอลลาร์
ดูเหมือนเธอจะ... ดวงเปลี่ยนซะแล้วล่ะ
นอกจากความตกใจ ในใจของมิตสึโกะก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจสุดขีด ใครๆ ก็หวังให้เจ้านายที่ตัวเองจงรักภักดีแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ
"ฉันทำงานให้คุณที่ญี่ปุ่น แต่ฉันก็ยังได้เจอคุณบ่อยๆ ใช่ไหมคะ อย่างเช่นถ้ามีเรื่องอะไรต้องรายงานคุณด้วยตัวเอง ฉันสามารถไปหาคุณที่สำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทได้ใช่ไหมคะ?" เธอถาม
"แน่นอนอยู่แล้ว ผมไม่ได้จะเอาคุณไปขังไว้ในกรงที่ญี่ปุ่นซะหน่อย" หลี่เจี้ยนคุนบอก
มิตสึโกะยิ้มร่า: "งั้นคุณสั่งมาได้เลยค่ะ ว่าต้องการให้ฉันทำยังไงบ้าง"
ทำยังไงดีน่ะเหรอ? ใช่แล้ว ทำยังไงดีล่ะ... หลี่เจี้ยนคุนต้องคิดแผนสดๆ ร้อนๆ ตรงนั้นเลย
สารภาพตามตรง เขาก็เคยมีความคิดที่จะไปกอบโกยผลประโยชน์จากญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นวิกฤตฟองสบู่เศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ที่พวกเขาเรียกกันว่าช่วงเวลาสามสิบปีที่หายไปนั่นแหละ
ถ้าไม่ฉวยโอกาสไปกอบโกยมาสักก้อน คงเสียหน้าบรรพบุรุษแย่
ทว่า เขาไม่เคยคิดจะไปตั้งรกรากเปิดธุรกิจอะไรที่ญี่ปุ่นเลยสักครั้ง
ตอนนี้มีโอกาสนี้เข้ามา ก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอกนะ มันจะทำให้การกอบโกยผลประโยชน์ของเขาในวันข้างหน้า เปลี่ยนจากเคียวสั้นๆ กลายเป็นเคียวเกี่ยววิญญาณยาวสี่สิบเมตรของยมทูตได้เลยทีเดียว
เร้าใจสุดๆ แน่นอน
เขานึกขึ้นได้อีกเรื่อง ธุรกิจชิปของเขา ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากที่สุดในปัจจุบัน ถึงขนาดแซงหน้าอเมริกาไปแล้วด้วยซ้ำ...
"คราวนั้นคุณบอกว่าคุณเรียนจบด้านไหนมานะ ประชาสัมพันธ์ใช่ไหม?" พอนึกอะไรขึ้นมาได้ หลี่เจี้ยนคุนก็เอ่ยถาม
"ค่ะ มหาวิทยาลัยวาเซดะ สาขาธุรกิจและความสัมพันธ์สาธารณะ คุณพ่อเป็นคนเลือกให้ค่ะ"
มิตสึโกะตอนที่ทำงานอยู่ในบริษัทของพ่อ เธอก็รับผิดชอบงานด้านประชาสัมพันธ์นี่แหละ แต่น่าเสียดายที่คุโด้ ซาบุโร่ขี้เหนียวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย จึงไม่ได้จัดหาทีมงานให้เธอเลย ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเลยต้องลุยเดี่ยวมาโดยตลอด เพื่อที่จะทำงานที่พ่อมอบหมายให้สำเร็จ บางครั้งก็เลยต้องใช้ร่างกายเข้าแลก
"งั้นก็ดีเลย เปิดบริษัทประชาสัมพันธ์ขึ้นมาสักแห่งสิครับ" หลี่เจี้ยนคุนฟันธง
อย่างแรกคือใช้คนให้ตรงกับงาน
อย่างที่สอง ประชาสัมพันธ์มันดีนะ เรื่องราวทั้งหมดบนโลกนี้ พูดง่ายๆ มันก็คือเรื่องระหว่างคนกับคนนั่นแหละ ถ้าอยากจะได้ผลประโยชน์ในด้านไหน ถ้าสามารถเคลียร์คนในด้านนั้นให้จบก่อนได้ งานมันก็จะสำเร็จได้ง่ายขึ้นเยอะ
มิตสึโกะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ นี่เป็นสาขาวิชาชีพที่เธอเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เธอมีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะต้องทำมันออกมาได้ดีแน่นอน "คุณตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำขนาดไหนคะ?"
"แน่นอนว่ายิ่งใหญ่ก็ยิ่งดีครับ" หลี่เจี้ยนคุนส่งยิ้มให้เธอ "เอาเป็นว่า การบริหารงานตามปกติปล่อยให้เป็นหน้าที่คุณจัดการไปเลย ผมจะไม่เข้าไปจุ้นจ้านหรอก ผมมีข้อเรียกร้องแค่ข้อเดียวเท่านั้น: ตอนที่ผมต้องการจะเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกิจอย่างใดอย่างหนึ่งในประเทศของคุณ คุณต้องจัดเตรียมคอนเนกชั่นความสัมพันธ์ที่ดีส่งมอบมาให้ถึงมือผม แน่นอนว่าผมจะแจ้งคุณล่วงหน้าก่อน"
"ถ้าเป็นแบบนั้น เงินลงทุนอาจจะคำนวณยากอยู่นะคะ ต้องใช้เงินทุนค่อนข้างเยอะเลยล่ะค่ะ" มิตสึโกะกะพริบตากลมโตพูด ใครๆ ก็อยากทำธุรกิจใหญ่ๆ ทั้งนั้นแหละ
"คุณคิดว่าต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นเท่าไหร่ล่ะ?" หลี่เจี้ยนคุนถาม
มิตสึโกะค่อยๆ เล่าความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในญี่ปุ่นให้ฟังอย่างละเอียด สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า: "ถ้าอยากจะสร้างบริษัทประชาสัมพันธ์ระดับแนวหน้า ตัวออฟฟิศต้องตั้งอยู่ในตึกระฟ้าเกรดพรีเมียม ต้องรับสมัครบุคลากรชั้นยอดของวงการเข้ามาทำงาน ช่วงแรกยังต้องทุ่มงบโฆษณามหาศาล และค่าใช้จ่ายในการบริหารคอนเนกชั่นความสัมพันธ์ที่ขาดไม่ได้ด้วย ฉันคาดการณ์ว่า อาจจะต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นถึงห้าล้านดอลลาร์สหรัฐถึงจะทำเรื่องพวกนี้ให้สำเร็จได้ค่ะ"
"ผมให้คุณสิบล้านดอลลาร์สหรัฐ" หลี่เจี้ยนคุนบอก
มิตสึโกะเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกนอกเบ้า สัมผัสได้ถึงสัจธรรมที่เรียกว่ารวยเวอร์วังอลังการอย่างแท้จริง
สำหรับบริษัทประชาสัมพันธ์แล้ว นี่ถือเป็นเม็ดเงินก้อนมหาศาลเลยทีเดียว เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีบริษัทประชาสัมพันธ์อิสระในประเทศแห่งไหน ที่เพิ่งจะเริ่มต้นตั้งไข่ก็ทุ่มเงินทุนลงไปมหาศาลขนาดนี้ ขืนเป็นแบบนี้จริง ในใจเธอก็เริ่มมีความทะทะยานอยากจะสร้างบริษัทประชาสัมพันธ์อิสระที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นขึ้นมาซะแล้ว
"ขยับเข้ามานั่งตรงนี้สิครับ เรามีเรื่องต้องปรึกษาหารือกันอย่างละเอียด"
เงินสิบล้านดอลลาร์สหรัฐถึงจะไม่ใช่จำนวนที่เยอะมากสำหรับเขา แต่มันก็ไม่ได้ลอยมาตามน้ำ ในเมื่อคิดจะทำแล้ว หลี่เจี้ยนคุนก็ไม่ได้ทำเล่นๆ แน่นอนว่าต้องมีการร่างแผนงานขึ้นมา และมีบางด้านที่เขาจำเป็นต้องควบคุมดูแลด้วยตัวเอง
ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
ถ้าเกิดมิตสึโกะจงรักภักดีและไว้ใจได้จริง เรื่องความสามารถในการทำงานจะด้อยไปหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร เรื่องบุคลากรเก่งๆ สามารถควักเงินจ้างมาได้อยู่แล้ว
นี่คือการลงทุนเพื่ออนาคต หากบริษัทประชาสัมพันธ์แห่งนี้ดำเนินกิจการไปได้ด้วยดี หลี่เจี้ยนคุนเชื่อมั่นว่าผลตอบแทนในอนาคตจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ดีไม่ดี อาจจะช่วยแก้ปัญหาบางอย่างที่วิธีปกติทั่วไปไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยซ้ำ
(จบแล้ว)