- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นยอดจอมยุทธ์อัจฉริยะ
- บทที่ 280 - โต้เถียง
บทที่ 280 - โต้เถียง
บทที่ 280 - โต้เถียง
บทที่ 280 - โต้เถียง
ทิวเขาสงัดเงียบ ต้นไม้ใบหญ้าเจริญงอกงาม
เจียงผิงและคณะเดินทอดน่องกันอยู่ที่นี่
ซูหมิงเสี้ยวระบายลมหายใจยาว สีหน้าผ่อนคลายลงไม่น้อย หัวเราะร่วนพลางกล่าวว่า "เชื่อพี่ฟางนี่ไม่ผิดจริงๆ เสียงลมหายใจของมหาปิศาจดังกึกก้องราวอสนีบาต ฟังดูน่าอึดอัด ทว่ากลับไม่มีอันตรายใดๆ จริงๆ ด้วย"
"นั่นสิ ที่นี่อันตรายยิ่งกว่าสุสานปราชญ์แท้จริงเสียอีก ตอนที่พวกเราเพิ่งจะย่างกรายเข้ามาก็เกือบจะแย่แล้ว ทว่าตั้งแต่มีพี่ฟางคอยนำทาง ตลอดทางมานี้ก็ราบรื่นปลอดภัยดี" อู๋ชิงชิงก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชื่นชมเช่นกัน
เมื่อครู่เสียงลมหายใจของมหาปิศาจชวนให้ขนลุกขนพอง ทำให้นางนึกว่ามีมหาปิศาจสถิตอยู่ที่นั่นเสียแล้ว ทว่าเมื่อพวกเขาทั้งห้าเหาะเหินข้ามผ่านไป กลับไม่ได้พบเจออันตรายใดๆ เลย ช่างราบรื่นยิ่งนัก
"อืม เดินมาเกินครึ่งทางแล้ว ใกล้จะออกไปพ้นแนวเขานี้เสียที" อู๋ชิงชิงแหงนหน้ามองไปไกลๆ อารมณ์เบิกบานขึ้นไม่น้อย
หากพ้นสถานที่แห่งนี้ไปได้ ก็น่าจะตามพวกจงเสินซิ่วทันแล้ว
ในขณะที่ทุกคนกำลังอารมณ์ดี เจียงผิงกลับสาดน้ำเย็นเข้าใส่ "ยังไม่ใช่เวลามาผ่อนคลาย ราชันปิศาจตนนั้นอยู่เบื้องหน้านี้เอง"
"ห๊า?" บรรดาสายเลือดเข้าใกล้มรรคาหลายคนหน้าถอดสีในทันที
ราชันปิศาจ!
แค่มหาปิศาจชั้นที่เก้าก็สร้างแรงกดดันให้พวกเขามากพอแล้ว หากต้องไปเผชิญหน้ากับราชันปิศาจ นั่นมิใช่การรนหาที่ตายหรอกหรือ
"ห่างจากพวกเราไกลเท่าใด?" ห่าวจวินยืดคอชะเง้อมอง ทว่าฝีเท้ากลับถอยร่นไปด้านหลังอย่างห้ามไม่อยู่
พลังฝีมือของราชันปิศาจตนนั้นวิปริตเกินไป นับตั้งแต่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ มีสายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่ต้องมาจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของมันไม่ต่ำกว่าสองคนแล้ว
"ห่างออกไปพันลี้" เหยียนเหลียงคาดคะเนเอา เขาเองก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปิศาจอันผิดแผกที่แผ่ซ่านความตายออกมา จึงคาดเดาได้ว่าเป็นราชันปิศาจ
"อ้อมไปเถิด" น้ำเสียงของซูหมิงเสี้ยวสั่นเครือเล็กน้อย
"คงต้องเป็นเช่นนั้น" เจียงผิงพยักหน้า
หลังจากนั้น ภายใต้การนำทางของเขา พวกเขาก็อ้อมวงกว้างนับหมื่นลี้ ใช้เวลาอยู่หลายวัน จึงจะสามารถอ้อมผ่านแหล่งที่อยู่อาศัยของราชันปิศาจ และออกจากเขตเขาเฮยซานมาได้อย่างราบรื่นในที่สุด
"ในที่สุดก็หลุดพ้นจากสถานที่บัดซบนั่นเสียที" ซูหมิงเสี้ยวสัมผัสแสงแดดอันอบอุ่น สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด แม้ร่างกายและจิตใจจะอ่อนล้า ทว่าก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างหาที่สุดไม่ได้
อู๋ชิงชิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "ถึงจะใช้เวลามากไปหน่อย ทว่าก็ยังดีที่แคล้วคลาดปลอดภัย ไม่มีเรื่องร้ายแรงอันใดเกิดขึ้น"
"ทว่าไม่รู้ว่าพวกพี่ฉินจะเป็นอย่างไรบ้างนะ" ห่าวจวินจู่ๆ ก็หันขวับกลับไปมอง
......
ณ ทางเข้าเขตเขาเฮยซาน
สายเลือดเข้าใกล้มรรคาทั้งหกคนมารวมตัวกัน ทว่าทุกคนต่างปิดปากเงียบ บรรยากาศดูหนักอึ้งอึมครึม
เดิมทีพวกเขากำลังเดินทางข้ามเขตเขาเฮยซาน ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้วแท้ๆ ผลลัพธ์กลับต้องเผชิญกับอันตราย ไม่เพียงแต่ต้องกลับมามือเปล่า ทว่าแต่ละคนยังได้รับบาดเจ็บ อาภรณ์เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต
ผู้นำทางสายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่ใช้วิชาซานไฉมีสีหน้าอิดโรย เขาถอนหายใจยาว เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน เอ่ยด้วยใบหน้ารู้สึกผิดว่า "ขออภัยด้วย เป็นความผิดของข้าเอง ข้าคิดว่าสถานที่ที่มีเสียงลมหายใจของมหาปิศาจดังกึกก้องนั้นจะไม่มีอันตราย เป็นเพียงมนตร์บังตา ทว่าการคาดคะเนที่ผิดพลาดของข้า กลับทำให้พวกเราพลัดหลงเข้าไปในแหล่งที่อยู่อาศัยของมหาปิศาจที่แท้จริงเข้า จนทำให้ทุกคนต้องได้รับบาดเจ็บ"
"ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก" สตรีชุดขาวโบกมือปฏิเสธ พลางกล่าวว่า "อย่างไรเสียทุกคนก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอันใด"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหยาหงที่มีใบหน้าซีดเซียวก็มีสีหน้าโกรธเคืองขึ้นมา "นี่มันใช่ปัญหาเรื่องบาดเจ็บหรือไม่บาดเจ็บหรือ ประเด็นก็คือ พวกเราไม่เพียงแต่ต้องกลับมามือเปล่า ทว่ายังต้องมาหยุดพักอยู่ที่นี่อีกหลายวันเชียวนะ"
ต้องรู้ไว้ก่อนว่า บรรดาสายเลือดเข้าใกล้มรรคาล้วนเดินทางมาเพื่อต้นพฤกษามรรคากันทั้งสิ้น
ทว่าบัดนี้ กลุ่มของพวกเขากลับต้องมาล่าช้าเพราะอาการบาดเจ็บ
ในขณะที่พวกจงเสินซิ่วและหลินเทียนเจียวได้เข้าไปในส่วนลึกแล้ว กำลังตามหาร่องรอยของต้นพฤกษามรรคา หากพวกตนไปช้า ก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ได้ซดแม้แต่น้ำแกง ถ้าเป็นเช่นนั้น การเดินทางในครั้งนี้ก็สูญเปล่าแล้วมิใช่หรือ
"เอาล่ะๆ เรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว พวกเราพักฟื้นร่างกายให้หายดีก่อนแล้วค่อยบุกเข้าไปใหม่ก็แล้วกัน" ฉินอวิ๋นไม่อยากจะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้อีกต่อไป เพราะมันไม่มีประโยชน์อันใดแล้ว สู้พักผ่อนเอาแรงเสียยังจะดีกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเชื่อมั่นว่ากลุ่มหกคนของตนนั้นแข็งแกร่งเพียงพอ สมควรเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในการผจญภัยแดนอันตรายครานี้แล้ว แม้แต่พวกจีอู๋ซวงและจงเสินซิ่วก็ยังต้องหลีกทางให้
ขอเพียงแค่ตามให้ทัน อย่าว่าแต่ซดน้ำแกงเลย โอกาสที่จะได้ส่วนแบ่งก้อนโตที่สุดก็มีสูงมาก
"พูดก็พูดเถอะ พวกเราล้วนแต่เจออันตรายจนต้องล่าถอยกลับมา ไฉนกลับไม่ได้ยินข่าวคราวของพวกเหยียนเหลียงและห่าวจวินเลย คงไม่ได้เกิดเรื่องร้ายอันใดขึ้นหรอกนะ" ในเวลานี้เอง ใครบางคนก็หันกลับไปมองทิวเขาอันอึมครึม
การบุกเขตเขาเฮยซานครานี้ เป็นการออกเดินทางพร้อมกันของสายเลือดเข้าใกล้มรรคาถึงสองกลุ่ม กลุ่มของพวกเขาแข็งแกร่งกว่าทว่ากลับต้องเผชิญอันตราย จึงไม่คิดว่าอีกกลุ่มที่อ่อนแอกว่าจัผ่านพ้นไปได้อย่างปลอดภัย
"ก็ไม่แน่ ล้วนเป็นสายเลือดเข้าใกล้มรรคา จะดูถูกผู้ใดไม่ได้ทั้งนั้น การที่พวกเขายังไม่กลับมา ก็แสดงว่าน่าจะเดินทางเข้าไปในส่วนลึกได้อย่างราบรื่นแล้วล่ะ" สตรีชุดขาวเลิกคิ้วกล่าว
นางไม่ได้ดูแคลนผู้ใดทั้งสิ้น กลุ่มนั้นแม้จะมีพลังฝีมือด้อยกว่าหนึ่งขั้น ทว่าหากพบเจออันตราย ก็ย่อมต้องหนีตายกลับมาเหมือนพวกเขาเป็นแน่
ทว่าหลายวันมานี้ พวกเขากลับไม่พบเห็นคนกลุ่มนั้นเลย นีแสดงให้เห็นว่า กลุ่มนั้นอาจจะกำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขตเขาเฮยซาน หรืออาจจะทะลวงผ่านแดนอันตรายแห่งนี้ไปแล้วก็เป็นได้
"ถ้างั้นพวกเขาคงโชคดีกว่าล่ะมั้ง" คนผู้นั้นเบ้ปาก รู้สึกอิจฉาริษยาอยู่บ้าง ไฉนโชคชะตาของพวกตนถึงได้อับเฉาเช่นนี้
"เป็นเพราะโชคดีจริงหรือ" ฉินอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง ภายในใจบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดพิกล
"ไม่เป็นไรหรอก กลุ่มนั้นอ่อนแอจะตายไป แม้แต่พวกหลินเทียนเจียวก็ยังสู้ไม่ได้ ต่อให้ตามพวกจงเสินซิ่วและจีอู๋ซวงทัน ก็ใช่ว่าจะได้กินน้ำแกงหรอก" มีคนพยายามปลอบใจตัวเอง
ส่วนผู้นำทางก็เอ่ยรับประกันว่า "ครั้งหน้าข้าจะพาทุกคนข้ามเขตเขาเฮยซานไปได้อย่างราบรื่นแน่นอน จะไม่เกิดเหตุขัดข้องขึ้นอีก"
เหยาหงยักไหล่ นึกถึงความเด็ดขาดในการนำทางของใครบางคนขึ้นมา จึงแค่นเสียงเย็นกล่าวว่า "ครั้งหน้านำทางก็อย่าให้มันอิดออดโลเลให้มากนักล่ะ คิดมากไปก็รังแต่จะทำให้เสียการเปล่าๆ"
"แม่นางเหยาหงโปรดวางใจ ข้าได้รับบทเรียนแล้ว" ผู้นำทางสายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่ใช้วิชาซานไฉพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น
เขาเองก็คิดเช่นกันว่า การคาดคะเนที่ผิดพลาดทั้งสองครั้งก่อนหน้านี้ล้วนเกิดจากความลังเลใจของตน จึงทำให้ทุกคนต้องได้รับบาดเจ็บ
ทว่ามนุษย์เราย่อมเติบโตขึ้นได้ เขารับบทเรียนราคาแพงจากการคาดคะเนผิดพลาดทั้งสองครั้ง ยามนี้เขามั่นใจในการนำทางครั้งต่อไปมากยิ่งขึ้น และจะไม่ยอมทำผิดพลาดเช่นนี้อีกเด็ดขาด
เมื่อได้ยินดังนั้น เหยาหงกลับรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า "ท่านหยั่งรู้เคราะห์ดีเคราะห์ร้ายแท้ๆ ทว่ากลับคาดคะเนผิดพลาดมาแล้วถึงสองครั้งหรือ?"
"มีปัญหาอันใดหรือ ที่นี่คือแดนอันตรายเชียวนะ จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะราบรื่นปลอดภัยไร้อุปสรรคตลอดทาง" ผู้นำทางสายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่ใช้วิชาซานไฉยอมรับอย่างตรงไปตรงมา และรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก
ที่นี่คือแดนมรณะหวงเฉวียนเชียวนะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้แต่สายเลือดเข้าใกล้มรรคาก็ยังเคยมาจบชีวิตที่นี่อยู่บ่อยครั้ง
"ถึงกับคาดคะเนผิดตั้งสองครั้ง แบบนี้ยังเรียกว่าปกติอีกหรือ?" เหยาหงเริ่มไม่สบอารมณ์ นางเริ่มรู้สึกว่า สายเลือดเข้าใกล้มรรคาผู้นี้ช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย สู้ฟางหย่งที่มีระดับพลังต่ำต้อยผู้นั้นก็ยังไม่ได้
"นี่สิถึงจะเรียกว่าปกติ หรือว่าผู้นำทางคนเก่าของพวกท่านไม่เคยคาดคะเนพลาดเลยหรือ?" ยอดฝีมือท่องเทวะที่มากับผู้นำทางสายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่ใช้วิชาซานไฉอดไม่ได้ที่จะโต้แย้งกลับไป
"ไม่เคยเลยสักครั้ง!" เหยาหงเอ่ยอย่างมั่นใจ
แม้ว่าก่อนหน้านี้ฟางหย่งจะเคยไปเก็บโอสถเทวะจนก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาบ้าง ทว่าปัญหานั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ยังไม่เคยเผชิญกับสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตเลยสักครั้ง
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกสตรีชุดขาวทั้งสามคนก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ สตรีชุดขาวจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ตนสงสัยมาตลอด "ในเมื่อยอดฝีมือท่องเทวะแซ่ฟางผู้นั้นเก่งกาจถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดก่อนหน้านี้ เจ้าจึงรีบร้อนอยากจะไล่เขาออกจากทีมนักเล่า?"
เหยาหงชะงักไปชั่วครู่ อับจนคำพูด
นางเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่า แม้จะเป็นผู้นำทางที่ใช้วิชาซานไฉเหมือนกัน ทว่าคนตรงหน้านี้กลับไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ถึงกับคาดคะเนผิดพลาดถึงสองครั้ง
"พอแล้ว เลิกพูดจาไร้สาระพวกนี้เสียที" มีคนรีบออกมาไกล่เกลี่ย ไม่อยากให้เรื่องนี้มากระทบกระเทือนความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน พวกเขาได้ตกลงรวมทีมกันแล้ว สิ่งที่ต้องการมากที่สุดก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจ หาใช่การมานั่งกล่าวโทษกันและกันไม่
"นั่นสินะ ก็แค่มหาปิศาจมิใช่หรือ ใช่ว่าพวกเราจะเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรกเสียหน่อย ความสามารถของมหาปิศาจพวกนี้ก็มีอยู่แค่นั้น พวกเรารอดพ้นจากเงื้อมมือของพวกมันมาได้ถึงสองครั้งแล้ว ต่อให้ต้องเจอกันเป็นครั้งที่สาม ก็รับรองได้ว่าย่อมสามารถเอาตัวรอดมาได้เช่นกัน" อีกคนหนึ่งก็เอ่ยสนับสนุนเช่นกัน
ทว่าพอเหยาหงได้ยินคำพูดนี้ นางก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง อุทานออกมาว่า "นี่พวกท่านเจอมหาปิศาจเป็นครั้งที่สองแล้วหรือเนี่ย?"
"อืม ก่อนหน้านี้ในสุสานปราชญ์แท้จริงก็เคยเผชิญหน้ากับมหาปิศาจมาครั้งหนึ่งแล้ว สถานที่แห่งนั้นก็อันตรายใช่ย่อย พวกเราก็ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักกว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่ได้" ผู้นำทางสายเลือดเข้าใกล้มรรคาที่ใช้วิชาซานไฉเอ่ยขึ้นลอยๆ พลางเสริมอีกประโยคว่า "พวกท่านเองก็มาจากสุสานเหมือนกัน ย่อมต้องรู้ดีถึงระดับความอันตรายของสถานที่แห่งนั้น ส่วนเขตเขาเฮยซานนั้นอันตรายยิ่งกว่าเป็นเท่าทวีคูณ การจะล่าช้าไปบ้างสักหลายวันก็ถือเป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว"
พอได้ยินคำพูดประโยคนี้ เหยาหง ฉินอวิ๋น และพรรคพวกทั้งสามต่างก็รู้สึกแปลกแปร่งอยู่ในใจ
ความคิดของฉินอวิ๋นสับสนวุ่นวาย สีหน้าเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ทอดถอนใจพลางกล่าวว่า "พวกเราไม่ได้เสียเวลาในสุสานเลยแม้แต่น้อย เดินทางมาตลอดอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ไม่เคยพบเจอเรื่องวุ่นวายอันใดเลย จวบจนกระทั่งได้มาพบกับพวกท่านนี่แหละ"
(จบแล้ว)