- หน้าแรก
- ปลูกพืช เลี้ยงปีศาจ ฝึกวิชาเซียน สู่เส้นทางแห่งอมตะ
- บทที่ 691 การเดินทางไปเป่ยโจว
บทที่ 691 การเดินทางไปเป่ยโจว
บทที่ 691 การเดินทางไปเป่ยโจว
ในสนามฝึกขนาดใหญ่จางเหลียงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หวาย
หลังจากผ่านไปหนึ่งถึงสองปี รูปลักษณ์ของเขาก็ดูแก่ชราไปอีกมาก
สำหรับผู้ที่ใกล้ถึงวาระสุดท้ายการฝึกตนและการใช้ยาวิเศษไม่สามารถช่วยให้เขาฝึกต่อไปได้เหมือนกับผู้ฝึกตนทั่วไป
แม้จะพยายามต่ออายุชีวิตด้วยวิธีการต่างๆในที่สุดก็หนีไม่พ้นการสูญเสียพลังวิญญาณระดับพลังถดถอยและสุดท้ายก็จะต้องตายไป
จางเหลียงก็เช่นกัน
เขาเอียงศีรษะพลังกายและเลือดดูเหมือนจะไม่พอแต่ก็ยังคงสอนวิชาให้แก่เหล่าศิษย์โดยอธิบายถึงความลึกลับของคัมภีร์และความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับวิชาเหล่านั้น
ที่เบื้องหน้าเขามีศิษย์หลายสิบคนที่นั่งขัดสมาธิอยู่พวกเขาจ้องมองมาที่เขาอย่างตั้งใจ
บางครั้งก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
ศิษย์ในสำนักมั่วไถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและกลายเป็นกำลังที่ไม่อาจมองข้ามได้
เฉินโม่พยายามทุกวิถีทางที่จะฝึกฝนเหล่าศิษย์เพราะเขาเองแม้จะมีพลังแข็งแกร่งเพียงใดแต่ก็เป็นเพียงคนเดียวจะปลูกพืชวิญญาณมากเพียงใดก็กินไม่หมด
ยิ่งมีศิษย์ที่มีพรสวรรค์มากเท่าใดอนาคตของสำนักมั่วไถก็จะยิ่งสดใสมากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นเฉินโม่เองก็มีพลังและเวลาที่จำกัด
ตอนนี้เขายังสามารถดูแลการปลูกพืชวิญญาณระดับสี่และห้าได้แต่ในอนาคตจะทำอย่างไร?
เมื่อซื้อเมล็ดพันธุ์พืชวิญญาณระดับห้ามาได้ พืชวิญญาณระดับสอง สาม และสี่ทั้งหมดคงต้องฝากให้ชาวนาวิญญาณของสำนักมั่วไถไถปลูกแทนแล้ว!
ดังนั้นสำนักจึงต้องการศิษย์ที่มีพรสวรรค์มากมาย
ทุกคนดูเหมือนไม่ได้สังเกตเห็นการมาของเฉินโม่มีเพียง มู่เถาที่อยู่ข้างๆจางเหลียงเท่านั้นที่รู้สึกว่ามีคนเข้ามาใกล้จึงหันไปมอง
“ท่านเจ้าสำนัก?!” มู่เถาร้องออกมาอย่างตกใจ
จางเหลียงที่กำลังบรรยายอยู่ก็หยุดพูดทันทีและหันไปอย่างเก้ๆกังๆ
เมื่อเห็นว่าเป็นเฉินโม่จริงๆเขาก็ใช้มือยันเก้าอี้ไม้หวายเพื่อพยุงตัวขึ้นอย่างยากลำบาก
“คารวะท่านเจ้าสำนัก!”
ศิษย์ที่อยู่ด้านล่างเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่กล้าชักช้า รีบลุกขึ้นและคุกเข่าข้างเดียวทำความเคารพ
“พวกเจ้าไปฝึกฝนกันเองก่อนเถอะ”
เฉินโม่โบกมือไล่ศิษย์เหล่านั้นออกไป
สำหรับสำนักมั่วไถไถอิทธิพลของเขาได้ไปถึงจุดสูงสุดแล้ว เหล่าศิษย์ที่รอดจากน้ำท่วมต่างศรัทธาในตัวเขาอย่างสุดหัวใจ
ตอนนี้พวกเขาอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน
แต่พวกเขาต่างก็เห็นการสร้างและการเติบโตของเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งทางตอนเหนือจากการเป็นเมืองชายแดนจนกลายมาเป็นผู้ควบคุมดินแดนผิงตูโจว
พวกเขารู้ดีว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ต้องขอบคุณเจ้าสำนักที่ยอดเยี่ยมคนนี้!
คำสั่งของเจ้าสำนักไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน
ศิษย์ทุกคนค่อยๆล่าถอยออกไป เหลือเพียงจางเหลียง มู่เถา และเฉินโม่เท่านั้น
“ท่านทำงานหนักมาก”
จางเหลียงยิ้มเล็กน้อยอย่างซับซ้อน
“หากข้ารู้ว่าท่านจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ ข้าคงให้หินวิญญาณท่านไปมากกว่านี้”
“ตอนนี้ก็ยังไม่สายเกินไปนะ” เฉินโม่พูดหยอกล้อ
“ข้าแก่แล้ว อีกไม่นานก็จะจากไปแล้ว”
“ยาว่านโส่วยังใช้ไม่ได้ผลหรือ?”
จางเหลียงส่ายหัว
“การมีชีวิตต่อไปอีกห้าสิบปี กับการมีชีวิตอย่างทรมานอีกห้าสิบปีมันแตกต่างกันมาก”
เฉินโม่เข้าใจดีจึงพูดขึ้นว่า
“พวกเรากำลังจะไปเป่ยโจวท่านจะไปด้วยไหม?”
“เป่ยโจว?”
จางเหลียงดูมีท่าทีลังเลเล็กน้อย
เขามีชีวิตมาหลายร้อยปีแต่ไม่เคยออกจากผิงตูโจวเลย
แม้จะได้รับคำสั่งลับให้สามารถออกไปได้แต่เขาก็เลือกที่จะอยู่ที่นี่ต่อ
และเพราะคำสั่งลับนั้นทำให้ทั้งสำนักหย่งหนิงต้องประสบเคราะห์ร้ายไปด้วย
“พวกท่านไปเถอะ ร่างกายเช่นข้าเป็นเช่นนี้จะไปทำอะไรได้?”
คำพูดของจางเหลียงฟังดูสิ้นหวัง
สำหรับคนชราใกล้สิ้นอายุขัย ไม่ว่าสิ่งใดที่แปลกใหม่ก็ไม่อาจดึงดูดความสนใจได้อีกแล้วเพราะชีวิตเหลือเวลาไม่มาก
“เฮ้อ” เฉินโม่ถอนหายใจ
เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะรอสักปีครึ่ง เมื่อยาวิเศษถูกปรุงขึ้นแล้วจึงค่อยนำไปมอบให้จางเหลียง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าสิ่งที่จางเหลียงต้องการที่สุดอาจไม่ใช่อายุขัยแต่คือความหวัง!
เฉินโม่หยิบหยกบันทึกที่หลิวหยู่หลินมอบให้แล้วส่งให้มู่เถานำไปให้จางเหลียง
จางเหลียงรับมันด้วยความสงสัยและถามว่า
“นี่คืออะไร?”
“มันคือสูตรยาระดับสี่ท่านลองดูสิ”
จางเหลียงจึงใช้พลังจิตสอดเข้าไปในหยกบันทึก
เมื่อเห็นคำว่ายาวิหคเทพเขาไม่ได้รู้สึกอะไรมาก แต่ทันทีที่เห็นสรรพคุณของยานี้ลมหายใจของร่างกายที่ชราภาพก็เริ่มหนักขึ้นทันที
“ยืดอายุไข คืนความอ่อนเยาว์...”
“ตอนนี้ท่านไปเป่ยโจวกับพวกเราได้หรือยัง?” เฉินโม่พูดพร้อมรอยยิ้ม
จางเหลียงถึงกับน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเขาลุกขึ้นยืนแล้วคืนหยกบันทึกให้เฉินโม่พลางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“การตัดสินใจที่ดีที่สุดในชีวิตของข้า คงจะเป็นการได้รู้จักกับท่านในวันนั้น”
“บางทีทุกอย่างอาจเป็นพรหมลิขิต”
มู่เถาไม่รู้ว่ามีอะไรบันทึกอยู่ในหยกนั้น แต่เมื่อเห็นสีหน้าของจางเหลียงก็พอจะเดาได้เล็กน้อย
นางเองก็รู้สึกดีใจโดยไม่รู้ตัว
“แล้วเราจะไปเมื่อไร?”
“ตอนนี้”
จางเหลียงมองไปที่มู่เถาด้วยความลังเล แต่นางยิ้มแล้วพยักหน้า
“ท่านเจ้าสำนักชวนท่านไปแล้ว ท่านอย่าปฏิเสธเลย”
“ดี!”
อายุขัยสำหรับจางเหลียงไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด
สิ่งที่เขาต้องการจริงๆคือการได้ฝึกตนต่อ
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ายาวิหคเทพจะมีสรรพคุณอัศจรรย์เช่นนี้!ในเวลานี้ความหวังในการมีชีวิตและความกระหายที่เขามีต่ออนาคตได้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
เฉินโม่เรียกเจ้าไก่หัวแข็งพาจางเหลียงกลับไปที่เชิงเขาหยินเย่ว
ส่วนเฉินโม่ก็ตรงไปยังสระวิญญาณ
ตอนนี้สวนนี้ถูกปรับปรุงให้เหมือนกับสระวิญญาณฉางเกอทุกอย่าง
แต่ความแตกต่างคือสระวิญญาณในสวนนี้เป็นสระระดับสี่ เดิมทีเฉินโม่ตั้งใจที่จะเลี้ยงปลาวิญญาณเพื่อพัฒนาพรสวรรค์สายนี้ต่อไป
แต่เนื่องจากเวลาจำกัดเขาจึงต้องพักไว้ก่อน
วิชาการเลี้ยงปลาวิญญาณคงต้องรอจนกว่า วิชาการปลูกพืชวิญญาณและวิชาการเลี้ยงสัตว์วิญญาณจะพัฒนาไปได้ก่อนแล้วจึงจะมีเวลาให้กับวิชานี้ได้
ในสวนปีศาจงูแดงและงูเขียวตัวใหญ่ตระหง่าน
ร่างกายที่ใหญ่โตขนาดนั้น แค่เห็นจากระยะไกลก็รู้สึกถึงแรงกดดัน
เหนือศีรษะของมันมีมังกรเขาเดียวที่ลอยอยู่กลางเมฆ มันมีทั้งน้ำแข็งและไฟอยู่ข้างตัวและมีสายฟ้าฟาดผ่านไปมา
โต่วยืนขาเดียวอยู่กลางสระวิญญาณ ทั้งทรงพลังและแฝงไปด้วยความหยิ่งทะนง
ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะไม่พอใจแค่การอยู่ในสระวิญญาณอีกต่อไป
เฉินโม่ยังไม่ทันเข้าใกล้ก็สัมผัสได้ถึงพลังของโต่ว บางทีตอนนี้สำนักมั่วไถอาจไม่สามารถกักขังการเติบโตของโต่วไว้ได้อีกต่อไป!
โต่วต้องการคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเพื่อให้มันบรรลุพลังแห่งสัตว์ร้ายโบราณ
นอกจากนี้จิ้งจอกหงค์อัคคียังซ่อนตัวอยู่ในดงพืชวิญญาณสูงๆบริเวณรอบๆตัวมันภาพทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ลูกของเจ้าไก่หัวแข็งกับนกศิลาเมฆาตอนนี้ก็ดูทรงพลังขึ้นเรื่อยๆในเวลาเพียงไม่กี่ปีมันก็ทะลุไปถึงขั้นสองแล้ว
นกสามหัวตัวนี้ไม่เหมือนเจ้าไก้หัวแข็งหรือนกศิลาเมฆาเลย สิ่งที่ทำให้เฉินโม่ประหลาดใจที่สุดก็คือ แม้จะผ่านการเปลี่ยนเลือดสองครั้งและกลับไปสู่สายพันธุ์บรรพบุรุษแต่มันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
นอกจากนั้นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ แมวขาวตัวน้อยที่เฉินโม่นำกลับมาจากผาหลิงศพแปดร้อย
ในเวลาเพียงปีเดียวร่างกายของมันเติบโตขึ้นจนเท่ากับเสือแดงเพลิง
และจากการที่เสือแดงเพลิงแสดงท่าทีเกรงกลัวต่อมันก็คงบอกได้ว่าแมวขาวตัวนี้คงมีสายเลือดที่ไม่ธรรมดา!
(จบบท)