- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของสาวตกอับ ข้ามมิติพร้อมระบบเพื่อเดินหน้าสู้ชีวิต
- บทที่ 350 - เพื่อนร่วมทางมาแล้ว
บทที่ 350 - เพื่อนร่วมทางมาแล้ว
บทที่ 350 - เพื่อนร่วมทางมาแล้ว
บทที่ 350 - เพื่อนร่วมทางมาแล้ว
เว่ยอวิ๋นรีบจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผม แล้วเดินตามเจี่ยนซิงเซี่ยไปทันที
เธอไม่ค่อยเข้าใจคำว่า "เพื่อน" ที่เจี่ยนซิงเซี่ยพูดถึงเท่าไหร่นัก แต่แม่นางหลินเคยบอกไว้แล้วว่า เจ้าของซานจวงสั่งให้ทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถึงจะดูแปลกๆ ก็ไม่เป็นไร ยังไงก็หวังดีกับพวกเธอทั้งนั้น
พอมาถึงสำนักศึกษา ก็พาสวีซานนิวไปด้วย
เจี่ยนซิงเซี่ยร้อง "โอ้โห" ออกมา "ได้ชุดใหม่ด้วยเหรอเนี่ย?"
สวีซานนิวเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ "มามาฉางทำให้แหละ!"
เจี่ยนซิงเซี่ยดีใจสุดๆ — เห็นไหมล่ะ นี่สิถึงจะเรียกว่ามืออาชีพ!
เธอขี่รถสามล้อคันเล็ก ขนอาหารเช้าที่ขายไม่หมดเมื่อเช้า ใส่เว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิวซ้อนท้าย ขี่ตรงไปที่ตีนเขาทันที
ตอนนี้ที่ตีนเขากำลังก่อสร้างกันอย่างขะมักเขม้นเชียวล่ะ!
ก่อนหน้านี้ทำเล้าไก่เสร็จไปแค่อันเดียว ที่เหลืออีกหลายอันทำโครงไว้เฉยๆ ไม่ได้ลงมือทำต่อมาหลายวันแล้ว
แต่ตอนนี้ ลูกศิษย์ชั้นเรียนสานไม้ไผ่ทั้งหกคนกับอาจารย์อีกหนึ่งคน กำลังง่วนอยู่กับการฟันไม้ไผ่ ผ่าไม้ไผ่ สร้างเล้าไก่กันอย่างแข็งขัน ภายใต้การดูแลของซางเยว่
เจี่ยนซิงเซี่ยเห็นภาพนี้แล้วก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
"ซางเยว่!"
ซางเยว่ที่กำลังต่อ "คานหลังคา" เล้าไก่ด้วยไม้ไผ่อยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเจ้านายซานจวง ก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันที
เขารีบฝากงานในมือให้เหยียนเจี่ยกับปารงทำไปก่อน
แล้วตัวเองก็วิ่งเข้ามาหา พร้อมกับตะโกนเสียงดังว่า "ผู้มีพระคุณ!"
เจี่ยนซิงเซี่ยเห็นเขาใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดิน แต่ท่าทางทะมัดทะแมง ก็พลอยดีใจไปด้วย "แผลที่ขาของนายหายดีแล้วเหรอ?"
"ดีขึ้นมากแล้วขอรับ ต้องขอบคุณผู้มีพระคุณที่ประทานยาให้ ไม่เพียงแค่ขาของข้าจะดีขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อนร่วมทางที่ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่ ก็รักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว"
การทำงานในเหมืองแร่ กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับ ทำงานหนักเกินกำลัง ล้วนแต่บั่นทอนชีวิตคนอย่างช้าๆ
มีเพียงอาการบาดเจ็บเจ็บป่วยเท่านั้น ที่จะพรากชีวิตคนไปอย่างรวดเร็ว
"ยาลูกกลอนเสริมพลังชีวิต" ที่ซางเยว่ "อม" กลับไป ช่วยชีวิตเคอเหวินและผู้บาดเจ็บสาหัสเสียเลือดมากคนอื่นๆ ได้กว่าสิบคน
ส่วนผงยาที่พกกลับไปด้วยสารพัดวิธี ก็ยิ่งเป็นยารักษาแผลอักเสบห้ามเลือดชั้นดี
พูดถึงตรงนี้ ซางเยว่ก็วางไม้เท้าลงขวางหน้าตัวเอง เตรียมจะคุกเข่าลงไปกราบขอร้องให้เจี่ยนซิงเซี่ยช่วยชีวิตพวกเขาอีก
"ยาที่ผู้มีพระคุณประทานให้หมดเกลี้ยงแล้วขอรับ ถึงเพื่อนร่วมทางหลายคนจะรอดชีวิตมาได้ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้นเลย ได้แต่ประคองอาการไปวันๆ เท่านั้น..."
ทว่า เขายังพูดไม่ทันจบ ตอนที่กำลังจะคุกเข่าลงโดยใช้ขาที่กระดูกร้าวพยุงตัว เสียงเล็กๆ ของเด็กน้อยก็ดังขัดขึ้นมากะทันหัน
"ห้ามทำแบบนั้นนะ!"
หืม?
ซางเยว่เงยหน้าขึ้นไปมองตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่เห็นใครเลย
พอจะก้มลงคุกเข่าต่อ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าขาข้างที่เจ็บถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ชื่อ "ซานนิว" กอดเอาไว้แน่น
เมื่อรู้สึกว่าซางเยว่ยังจะคุกเข่าลงไปอีก สวีซานนิวก็เริ่มจะโมโหแล้ว
"ก็บอกว่าห้ามทำๆ ทำไมท่านถึงฟังไม่รู้เรื่องล่ะเนี่ย!"
ซางเยว่ไม่รู้ว่าเด็กน้อยคนนี้โผล่มาจากไหน ก็เลยทำหน้างงๆ เงยหน้ามองเจี่ยนซิงเซี่ย "นี่คือ—"
"นี่คือสวีซานนิว" เจี่ยนซิงเซี่ยยิ้มพลางโบกมือให้ซางเยว่ลุกขึ้น "ไม่ต้องคุกเข่าแล้วล่ะ ซานจวงมีกฎว่า คุกเข่าได้มากสุดแค่สองครั้งเท่านั้น ถ้าเกินโควตาจะต้องโดนทำโทษ"
ซางเยว่ได้ยินดังนั้น ก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง—
"ใครโดนทำโทษหรือขอรับ? ข้า หรือผู้มีพระคุณ?"
"หา?" เจี่ยนซิงเซี่ยหน้าเหวอ
ซางเยว่กำลังคิดทบทวนอย่างจริงจัง "หากข้าโดนทำโทษ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร การได้แสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เป็นสิ่งที่ข้าสมควรและเต็มใจกระทำยิ่งนัก"
"แต่หากผู้มีพระคุณต้องรับโทษ เช่นนั้นก็ย่อมกระทำมิได้เด็ดขาด"
เจี่ยนซิงเซี่ยมองดูสีหน้าของสวีซานนิวที่เปลี่ยนจากไม่เข้าใจ เป็นเข้าใจกระจ่างแจ้ง แล้วเปลี่ยนเป็นแปลกใจระคนขุ่นเคือง "แบบนี้ก็ได้เหรอ?"
สวีซานนิวแหงนหน้ามองซางเยว่ด้วยความไม่พอใจสุดๆ
เจี่ยนซิงเซี่ยอดหัวเราะก๊ากออกมาไม่ได้ "กฎก็คือกฎ ไม่เกี่ยวว่าใครจะโดนทำโทษหรอก"
เจี่ยนซิงเซี่ยกวักมือเรียกสวีซานนิวให้เข้ามาหา แล้วให้เว่ยอวิ๋นก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนจะพูดกับซางเยว่อย่างจริงจังว่า
"ซางเยว่ ฉันมีคนมาฝากสองคน ตอนนี้พวกเธอหนีภัยมา อาศัยอยู่ในป่า ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง พวกนายอยู่ในราชวงศ์ต้าเหยียนเหมือนกัน ไม่รู้ว่าระยะทางไกลกันแค่ไหน ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากรบกวนให้นายช่วยดูแลพวกเธอหน่อย จะได้ไหม?"
เจี่ยนซิงเซี่ยเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าราชวงศ์ต้าเหยียนมีอาณาเขตกว้างขวางแค่ไหน ถ้าเกิดอยู่กันคนละฟากเหนือใต้ คงเดินไปไม่ถึงและหนาวตายกลางทางแน่ๆ
เธอก็พอจะใช้โควตาลูกศิษย์เรียกเว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิวมาได้ทุกวัน เพื่อให้พวกเธอได้กินอิ่มนอนอุ่นหรอกนะ
แต่ฟังจากที่พวกเธอเล่ามา ราชวงศ์ต้าเหยียนเป็นยุคสมัยที่โหดร้ายทารุณ ยิ่งเว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิวมีกินมีใช้ มีเสื้อผ้าอุ่นๆ ใส่ ก็ยิ่งตกอยู่ในอันตราย
ทางที่ดีที่สุดสำหรับพวกเธอ ก็คือการได้ไปอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่ไว้ใจได้
ซางเยว่ได้มาซานจวง ก็เท่ากับระบบยืนยันแล้วว่าเป็น "คนดี" คนหนึ่ง การที่เว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิวได้อยู่ร่วมกับคนในยุคสมัยเดียวกัน ย่อมดีที่สุด เจี่ยนซิงเซี่ยจึงตัดสินใจฝากฝังสองคนนี้ไว้กับซางเยว่
เมื่อซางเยว่ได้ฟังดังนั้น ก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก
เขามองไปทางเว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิว "พวกเจ้าก็เป็นชาวเมืองราชวงศ์ต้าเหยียนอย่างนั้นหรือ?"
เว่ยอวิ๋นจับมือสวีซานนิวไว้แน่น พยักหน้าอย่างตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น "เมื่อก่อนพวกเราอยู่ที่หมู่บ้านสวีเจียจวง... พอเกิดเรื่อง ก็เลยหนีเข้าไปหลบในป่า เดินทางรอนแรมในป่ามาสองวันแล้วเจ้าค่ะ"
เว่ยอวิ๋นไม่อยากจะเชื่อเลย ว่าเจ้าของซานจวงจะรู้จักคนจากราชวงศ์ต้าเหยียนด้วย!
ถึงแม้ว่าเธอและสวีซานนิวจะเพิ่งเคยพบซางเยว่เป็นครั้งแรก แต่ในใจเว่ยอวิ๋นก็รู้ดีว่า คนที่เจ้าของซานจวงฝากฝังให้ดูแล ย่อมต้องเป็นคนดีอย่างแน่นอน!
สวีซานนิวกล้าเดินเข้าไปในป่าลึกอย่างไม่เกรงกลัวอะไร แต่เว่ยอวิ๋นกลับแอบกังวลใจอยู่ลึกๆ— ลำพังแค่พวกเธอสองคน ยากนักที่จะเอาชีวิตรอดในป่าลึกที่ไร้ผู้คนและเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายงูเงี้ยวเขี้ยวขอได้
ตอนนี้มี "คนบ้านเดียวกัน" มาอยู่ด้วย ช่างโชคดีอะไรอย่างนี้
ภายใต้การเร่งรัดของเจี่ยนซิงเซี่ย ซางเยว่กับเว่ยอวิ๋นก็เริ่มจับเข่าคุยกัน เพื่อเทียบข้อมูลกัน และก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ทีเดียว
ข้อแรกคือ สวีซานนิวไม่มีใบเบิกทางและหนังสือเดินทาง ตั้งแต่เกิดมาก็ยังไม่เคยออกนอกเขตหมู่บ้านสวีเจียจวงเลย
ข้อสองคือ ราชวงศ์ต้าเหยียนมีกฎห้ามไม่ให้สตรีเรียนหนังสือ เว่ยอวิ๋นถูกกึ่งขายกึ่งแต่งงานมาจากหมู่บ้านฝั่งแม่ มาอยู่ที่หมู่บ้านสวีเจียจวง อย่างมากก็เคยได้ยินแค่ชื่อตำบลกับชื่อหมู่บ้านใกล้เคียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
และราชวงศ์ต้าเหยียนก็ตกอยู่ในภาวะสงครามมานาน ราชสำนักก็เสื่อมโทรม
ก่อนหน้านี้ซางเยว่ถูกจับไปสร้างกำแพงเมือง พอหนีรอดกลับมาบ้านเกิดได้ บ้านเกิดก็เปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม แถมต่อมายังถูกยัดข้อหาและส่งตัวไปเป็นทาสขุดเหมืองอีก สิบกว่าปีมานี้ เขาก็ไม่รู้เลยว่าสถานการณ์ในภาคกลางเป็นอย่างไรบ้าง
ทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามเชื่อมโยงข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัดเข้าด้วยกัน ใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะหาจุดเชื่อมต่อกันเจอ—
ของดีประจำถิ่นที่เว่ยอวิ๋นพูดถึง บังเอิญไปตรงกับอาหารพื้นบ้านที่เพื่อนร่วมทางขุดเหมืองของซางเยว่เคยพูดถึงพอดี
ซางเยว่จำได้ว่า "สหายของข้าเคยบอกว่า บ้านเกิดของเขาอยู่ห่างจากเหมืองแร่ไปพันห้าร้อยลี้ พวกเขาหนีตายไปจนถึงเนินเติงผิง ซึ่งอยู่ห่างจากเหมืองแร่ไปสองร้อยลี้ แล้วก็ถูกจับตัวมาตอนที่อยู่แถวๆ นั้น"
"เนินเติงผิง เนินเติงผิง..." เว่ยอวิ๋นจดจำชื่อสถานที่นี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ
ซางเยว่รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก "ตอนนี้ต้าเหยียนไม่ค่อยสงบ โจรผู้ร้ายชุกชุม ระยะทางตั้งพันห้าร้อยลี้ เกรงว่าจะเดินทางลำบากนัก"
เขาขมวดคิ้วใช้ความคิด "อีกไม่กี่วันแถวเหมืองแร่หิมะก็จะตกแล้ว วันนี้ข้ากลับไปจะรีบเก็บของ เตรียมตัวออกเดินทางออกจากป่าก่อนที่หิมะจะตก..."
ทว่า เว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิวกลับสบตากัน แล้วพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!"
เว่ยอวิ๋นจับมือสวีซานนิวไว้แน่น สีหน้าสงบและหนักแน่น "พี่ซาง แผลที่ขาของท่านยังไม่หายดี เดินเหินก็ไม่สะดวก อีกอย่าง พวกท่านหนีเข้ามาหลบในป่าลึกก็เพราะเกิดเรื่องที่เหมืองแร่ ขืนออกไปตอนนี้ เกรงว่าจะมีปัญหาตามมามากมายนะเจ้าคะ"
เว่ยอวิ๋นพูดต่อ "สู้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราสองคนดีกว่า ถึงพวกเราจะหนีออกมา แต่ก็ไม่ได้มีคดีติดตัว ถ้าจำเป็นจริงๆ พวกเราก็ค่อยตามกลุ่มผู้อพยพคนอื่นๆ ไปที่นั่น เหมือนสหายของท่านก็ได้เจ้าค่ะ"
ถึงจะยากลำบากสักหน่อย แต่ก็ไม่ต้องไปเป็นภาระของซางเยว่กับคนอื่นๆ
สวีซานนิวก็เงยหน้าขึ้นพูดสนับสนุน "ใช่แล้ว!"
เธอจุดไฟเผาหมู่บ้านสวีเจียจวงไปแล้ว ตอนนี้จะให้เธอกลับไป เธอก็ไม่กลับหรอก
แต่ซางเยว่ไม่ยอมเห็นด้วย เว่ยอวิ๋นกับสวีซานนิวเป็นคนที่เจ้าของซานจวงฝากฝังให้เขาดูแล ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เขาก็ต้องช่วยพวกนางให้ได้
(จบแล้ว)