- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของสาวตกอับ ข้ามมิติพร้อมระบบเพื่อเดินหน้าสู้ชีวิต
- บทที่ 310 - สิ่งอัปมงคลงั้นหรือ? นิมิตหมายอันเป็นมงคลต่างหาก!
บทที่ 310 - สิ่งอัปมงคลงั้นหรือ? นิมิตหมายอันเป็นมงคลต่างหาก!
บทที่ 310 - สิ่งอัปมงคลงั้นหรือ? นิมิตหมายอันเป็นมงคลต่างหาก!
บทที่ 310 - สิ่งอัปมงคลงั้นหรือ? นิมิตหมายอันเป็นมงคลต่างหาก!
พระสนมเหมยไม่ได้กินข้าวดื่มน้ำมาหลายวัน พละกำลังสู้มามาฉางไม่ได้ จึงถูกกดตัวไว้บนเตียงจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลริน หายเข้าไปในเส้นผม
มามาฉางรีบปลอบโยน "พระสนมอย่าตกใจไปเลยเพคะ บ่าวไปดูที่สถานรับเลี้ยงเด็กทารกมาแล้ว ได้ฝากฝังให้คนรู้จักช่วยดูแลแล้วเพคะ"
"พระสนม ตอนนี้เจ้านายน้อยอยู่ที่สถานรับเลี้ยงเด็กทารก กลับเป็นเรื่องดีนะเพคะ อย่างน้อย ก็มีชื่อบันทึกไว้ ไม่ได้ถูกใครแอบพาตัวไปอย่างลับๆ..."
คนที่ถูกพาตัวไปอย่างลับๆ นั่นแหละ ถึงจะไม่มีทางรอดชีวิต
เมื่อพระสนมเหมยได้ฟัง ในที่สุดก็หยุดดิ้นรน
พอใจเย็นลง ก็รู้ว่าการกระทำของตนนั้นเปล่าประโยชน์ เธอออกไปไม่ได้ มีแต่จะสร้างความลำบากให้มามาฉางเปล่าๆ
พระสนมเหมยจ้องมองหลังคาของเตียงไม้ด้วยสายตาเลื่อนลอย พึมพำออกมาเสียงแผ่ว
"มามาฉาง... เจ้าไม่น่ามาเลย"
พระสนมเหมยเสียงแหบพร่า เจ็บปวดใจอย่างแสนสาหัส "ข้ากลายเป็นคนตายไปแล้ว ตอนนี้เจ้าก็ตั้งหลักในกองภูษามาลาได้อย่างมั่นคงแล้ว จะมากระโดดลงน้ำครำร่วมกับข้าอีกทำไม"
มามาฉางหมอบอยู่ข้างเตียง ช่วยเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นนาย
"บ่าวคอยรับใช้พระสนมมาตั้งแต่ตอนที่พระสนมเพิ่งเข้าวัง หากไม่ใช่เพราะพระสนม เรื่องในตอนนั้น... บ่าวคงตายไปตั้งนานแล้ว"
พระสนมเหมยส่ายหน้า "ในตอนนั้นข้าแค่ทนเห็นเจ้าต้องรับเคราะห์อย่างไม่ยุติธรรมไม่ได้ เลยออกหน้าพูดแทนให้สองสามประโยคเท่านั้น หลายปีมานี้ เจ้ารับใช้ข้า ซื่อสัตย์ภักดี ถือว่าชดใช้ให้ข้าหมดแล้ว..."
มามาฉางก็ส่ายหน้าเช่นกัน "ชดใช้ไม่หมดหรอกเพคะ พระคุณของพระสนม บ่าวชดใช้ไม่หมดหรอก"
อย่าว่าแต่ตอนนั้นพระสนมเหมยยังเป็นแค่นางกำนัลเล็กๆ คนหนึ่งเลย สิ่งที่ทำเพื่อเธอนั้นไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พระสนมเหมยพูดเลยสักนิด
หรือแม้กระทั่งหลายปีหลังจากนั้น ที่เธอคอยรับใช้พระสนมเหมย พระสนมเหมยก็ปฏิบัติต่อเธออย่างดีเยี่ยมเช่นกัน
จนกระทั่งพระสนมเหมยค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาทีละขั้น ในฐานะคนสนิทของพระสนมเหมย มามาฉางก็ถูกตรวจสอบไปด้วย เกือบจะโดนขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาอีกครั้ง ก็ได้พระสนมเหมยที่ใช้วิธีลดขั้นบังหน้าเพื่อช่วยเหลืออย่างลับๆ
โดยการไล่เธอออกจากตำหนักตัวเอง ลดขั้นส่งไปอยู่กองซักล้าง แต่ก็ยังฝากฝังคนให้ช่วยดูแล จนทำให้มามาฉางสามารถย้ายจากกองซักล้างเข้าไปอยู่ในกองภูษามาลาได้
หากไม่ได้รับการดูแลเหล่านี้ มามาฉางในตอนนี้ก็คงมีจุดจบเหมือนกับนางกำนัลและขันทีคนอื่นๆ ในตำหนักของพระสนมเหมย ที่ถูกประทานยาพิษอย่างลับๆ เพราะความลับเรื่อง "ทารกตายในครรภ์ทารกประหลาด" ไปแล้ว
"โง่เกินไป โง่เกินไปแล้ว..." พระสนมเหมยจ้องมองหลังคาเตียง ไม่รู้ว่ากำลังพูดถึงมามาฉาง หรือกำลังพูดถึงตัวเองกันแน่
มามาฉางเกลี้ยกล่อมพระสนมเหมย "พระสนม ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังมีหวังนะเพคะ พระสนมต้องดูแลตัวเองให้ดี วันหน้าถึงจะมีโอกาสได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับเจ้านายน้อย"
พระสนมเหมยเบิกตากว้าง ถามมามาฉางราวกับคว้าฟางเส้นสุดท้ายไว้ "จริงหรือ? มามา ข้าจะสามารถออกไปอยู่พร้อมหน้ากับลูกได้จริงๆ หรือ?"
มามาฉางพยักหน้าอย่างแรง "ต้องได้แน่นอนเพคะ"
ทว่าพระสนมเหมยกลับยิ้มอย่างขมขื่น "มามาเจ้าหลอกข้า ตอนนี้ข้ากลายเป็นตัวกาลกิณีที่ถูกส่งเข้าตำหนักเย็นไปแล้ว จะยังมีวันได้ออกไปอีกหรือ?"
ตราบใดที่อยู่ในวังหลวงแห่งนี้ หากเข้าไปพัวพันกับคำว่า "อัปมงคล" ก็จะไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลย
ขอเพียงเป็นความ "อัปมงคล" ไม่ว่าจะเป็นความผิดของพวกเธอหรือไม่ ไม่ว่าพวกเธอจะอยากทำหรือไม่ สุดท้ายแล้วข้อหานี้ก็จะตกลงบนหัวของพวกเธออยู่ดี
ทว่าน้ำเสียงของมามาฉางกลับดูเข้มงวดขึ้นมาทันที แถมยังแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน "ตัวกาลกิณีอะไรกัน! พูดจาเหลวไหลทั้งนั้น!"
มามาฉางกล่าวกับพระสนมเหมยว่า "พระสนม บ่าวอยู่ในวังแห่งนี้มาหลายสิบปี มีอะไรบ้างที่ไม่เคยเห็น? สิ่งที่เรียกว่าสิ่งอัปมงคล ก็เป็นเพียงแค่การใส่ร้ายป้ายสีเท่านั้น แม้แต่นิมิตหมายอันเป็นมงคล ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่การเล่นตบตาแสร้งทำเป็นผีเป็นสาง!"
นี่ถือว่ามามาฉางพูดอย่างระมัดระวังแล้ว—หากไม่เป็นเพราะวันนี้เธอบังเอิญถูกกลิ่นหอมประหลาดในบ่อน้ำแห้งดึงดูดให้ไปที่ซานจวงอันแปลกประหลาดแห่งนั้นล่ะก็ เธอถึงขั้นจะบอกว่าทั้งหมดนั้นล้วนเป็นการหลอกลวงด้วยซ้ำ
ก่อนหน้านี้ เธอได้เห็นความมืดมิดในวังหลวงมามากพอแล้ว จึงไม่เคยเชื่อว่าบนโลกนี้จะมีเทพเซียนหรือภูตผีอยู่จริง
แต่วันนี้ เธอเกิดความหวั่นไหวขึ้นมานิดหน่อยแล้ว
ท่าทางอันเข้มงวดของมามาฉางผู้เคยเป็นมามาอบรมสั่งสอนเผยออกมา ทำเอาพระสนมเหมยถึงกับถูกข่มขวัญไปด้วย
วินาทีนี้ ราวกับได้ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เธอเพิ่งเข้าวังมาใหม่ๆ
เธอเชื่อฟังคำสั่งสอนของมามาฉางตามสัญชาตญาณเหมือนอย่างเคย
"มามา ข้าจะออกไปได้จริงๆ หรือ? จะล้างมลทินให้ตัวเองได้จริงๆ หรือ?"
เมื่อเห็นว่าพระสนมเหมยยอมฟังที่ตัวเองพูดแล้ว มามาฉางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอตอบอย่างหนักแน่นเด็ดขาดว่า "ได้เพคะ! พระสนม ในวังแห่งนี้ก็คือการอดทนรอคอย เรื่องราวขึ้นๆ ลงๆ มีให้เห็นถมไป ใครสามารถอดทนรอจนถึงวินาทีสุดท้ายได้ คนนั้นก็คือผู้ชนะ"
หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง มามาฉางขยับเข้าไปใกล้กระซิบข้างหูพระสนมเหมยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"แม้แต่ไทเฮาองค์ปัจจุบัน ก็ยังเคยตกอยู่ในวังวนคลื่นลมเรื่องการทำคุณไสย จนเคยมีข่าวลือว่าจะถูกปลดออกจากตำแหน่งฮองเฮา แต่ตอนนี้ก็อดทนจนผ่านพ้นมาได้แล้วไม่ใช่หรือเพคะ?"
ดวงตาอันหม่นหมองของพระสนมเหมยสว่างวาบขึ้นมาครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็ดับวูบลงไปอีก
"แต่ว่า ไทเฮามีตระกูลคอยหนุนหลัง แต่ข้ามีเพียงตัวคนเดียวนี่นา"
พระสนมเหมยเอ่ยอย่างหวาดหวั่น ชั่วขณะหนึ่ง มามาฉางราวกับได้เห็นเด็กสาวผู้เข้ารับการคัดเลือกที่เพิ่งเข้าวังมาใหม่ๆ ไม่มีเบื้องหลังครอบครัวใดๆ แต่กลับกล้าที่จะก้าวออกมายืนกรานพูดแทนเธอในอดีต
ในที่สุดใบหน้าอันเย็นชาของมามาฉางก็ปรากฏรอยยิ้มจางๆ ออกมา
"พระสนม การมีตัวคนเดียวคือจุดด้อยก็จริง แต่ ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดแข็งของพวกเราเช่นกันเพคะ"
ไม่มีครอบครัวให้พึ่งพา แต่ในทำนองเดียวกัน ก็จะไม่ถูกครอบครัวฉุดรั้งและผูกมัดเช่นกัน
"พวกเรา ขอเพียงแค่มีชีวิตอยู่ต่อไป มีชีวิตอยู่ให้ยืนยาวพอ รอคอยโอกาส สักวันหนึ่งความจริงจะต้องกระจ่าง ล้างมลทินได้อย่างแน่นอน"
สีหน้าของพระสนมเหมยเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในที่สุดก็มีร่องรอยของความมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
"มามา เจ้าพูดถูก ข้าต้องหาทางมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้ ลูกของข้ายังรอข้าอยู่ข้างนอกนั่น เขายังเล็กแค่นั้น เขายังรอให้ข้าไปช่วยอยู่นะ!"
สถานรับเลี้ยงเด็กทารกก็คือสถานสงเคราะห์ เด็กที่ไปอยู่ที่นั่น ไม่มีสักคนเดียวที่จะสามารถเติบโตขึ้นมาได้อย่างดี
ถึงแม้จะเติบโตขึ้นมาไม่ได้ ก็ไม่มีใครสนใจอยู่ดี เพราะถึงอย่างไร หากไม่ใช่คนพิการแต่กำเนิด หรือไม่ก็ได้รับเคราะห์ภัยจากความผิดจนไม่อาจลืมตาอ้าปากได้แล้ว ใครเล่าจะยอมปล่อยให้ลูกหลานของตนต้องตกระกำลำบากอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กทารก
เด็กที่ไร้แม่ ยังอาจมีพระสนมคนอื่นรับไปเลี้ยงดูในชื่อของตน และเลี้ยงดูไว้ในตำหนักได้
แต่ลูกของพระสนมเหมยนั้นถูกตราหน้าว่าเป็น "สิ่งอัปมงคล" จึงไม่มีใครยอมรับไปเลี้ยงดูหรือเอาใจใส่
...
พระสนมเหมยไม่ดิ้นรนอีกแล้ว มามาฉางพยุงให้เธอลุกขึ้นนั่ง
"มามา เจ้าพูดถูก ข้าจะจมปลักอยู่แบบนี้ไม่ได้ ข้าต้องดูแลตัวเองให้ดี ข้าจะต้องออกไป ต้องสืบหาความจริงให้จงได้ ว่าใครกันแน่ที่ทำร้ายสองแม่ลูกอย่างพวกเรา!"
เธออุ้มท้องมาสิบเดือน ชีพจรครรภ์มั่นคง ไม่เคยมีความผิดปกติใดๆ เธอไม่เชื่อหรอกว่าลูกของเธอจะเป็นสิ่งอัปมงคล
และยิ่งไม่เชื่อว่าเรื่องราวแปลกประหลาดที่ไทเฮา ฮ่องเต้ และฮองเฮาเผชิญมาอย่างต่อเนื่องนั้น จะเกี่ยวข้องกับเธอ
มามาฉางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ต้องอย่างนี้สิเพคะพระสนม บ่าวอยู่ในวังมาหลายสิบปี ไม่เคยพบเจอเทพหรือผีที่ไหนเลย..."
มามาฉางพูดมาถึงตรงนี้ เสียงก็พลันแผ่วลง
เป็นความจริงที่ว่าก่อนจะไปที่ซานจวง เธอไม่เคยพบเห็นสิ่งอัปมงคลหรือนิมิตหมายอันเป็นมงคลที่แท้จริงเลย ที่เคยเห็น ล้วนมีแต่คนที่แอบอ้างชื่อเหล่านี้เพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเองทั้งนั้น
หมอตำแยที่ทำคลอดให้พระสนมเหมยก็เช่นกัน
สิ่งที่พระสนมเหมยให้กำเนิดคือองค์ชาย ต่อให้ร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ก็ยังถือว่าเป็นเจ้านาย หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในอดีต ก็จะไม่มีใครกล้าป่าวประกาศ ล้วนแต่ต้องลอบเชิญหมอหลวงมารักษาอย่างลับๆ เพื่อไม่ให้ข่าวรั่วไหลออกไป
ทว่า ในวันนั้นหมอตำแยที่อุ้มเด็กไว้ กลับกรีดร้องเสียงหลงอย่างเด็ดขาด บอกว่านี่คือสิ่งอัปมงคล เป็นลางร้าย
เสียงของหมอตำแยดังลอดออกมาจากห้องคลอด นางกำนัลขันทีที่อยู่ด้านนอกต่างก็ได้ยินกันหมด
เพียงชั่วจิบชา ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งวังหลวง
อย่าว่าแต่ทารกที่พระสนมเหมยให้กำเนิดอาจจะไม่ใช่ทารกประหลาดอะไรเลย แค่มีสีผิวแปลกประหลาดไปสักหน่อย ต่อให้เป็นทารกประหลาดจริงๆ หมอตำแยมีกี่หัวกันเชียว ถึงกล้าตั้งข้อหา "กาลกิณี" ให้แก่องค์ชาย
น่าเสียดายที่หลังจากนั้น ฮ่องเต้กริ้วจัด สั่งประหารชีวิตหมอตำแยทันที ทำให้ตอนนี้พระสนมเหมยและมามาฉางหมดเบาะแสไปแล้ว
ตอนนี้พระสนมเหมยอาศัยอยู่ในตำหนักเย็น จะทำอะไรก็ทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากคนนอกตำหนักเย็นเท่านั้น
เพียงแต่—
พระสนมเหมยรู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย "มามา ข้ามีชื่อเสียงว่าเป็นตัวกาลกิณี ต่อให้ไปขอร้องให้คนอื่นช่วย เกรงว่าก็คงไม่มีใครกล้ามาช่วยข้าหรอก"
ทว่ามามาฉางกลับแค่นเสียงเย็นชา "พระสนม ในเมื่อพวกคนโง่เขลาพวกนั้นเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ ปล่อยให้พวกคนชั่วที่แสร้งทำเป็นผีเป็นสางใส่ร้ายป้ายสีพระสนมว่าเป็นตัวกาลกิณีได้ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งได้เช่นกัน—"
พระสนมเหมยมองมา
มามาฉางนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ได้พบเจอในซานจวงวันนี้ แล้วเอ่ยอย่างหนักแน่นเด็ดขาดว่า "ขอเพียงพระสนมปรารถนา พระสนมก็คือผู้ที่มีนิมิตหมายอันเป็นมงคลและเป็นสิริมงคลที่สุดในวังหลวงแห่งนี้เพคะ!"
(จบแล้ว)