- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของสาวตกอับ ข้ามมิติพร้อมระบบเพื่อเดินหน้าสู้ชีวิต
- บทที่ 220 - ยกเลิกสัญญาเช่า
บทที่ 220 - ยกเลิกสัญญาเช่า
บทที่ 220 - ยกเลิกสัญญาเช่า
บทที่ 220 - ยกเลิกสัญญาเช่า
สวี่เส้าอินมองไปที่หนิงเซียง เหอลู่ และป้าเฉิน
แม้ทั้งสามคนจะยังไม่ได้ปริปากพูดอะไร แต่ดวงตาที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา และสีหน้าที่สิ้นหวังไร้ที่พึ่ง ก็เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดแล้ว
"พวกท่าน... กลับบ้านไม่ได้เหมือนกันหรือ?"
ป้าเฉินยิ้มเจื่อนๆ "ลูกชายข้าไม่ยอมรับข้า ข้าอุตส่าห์อธิบายว่าข้าแค่ไปซักผ้าที่หอเฟยเยว่ เขาก็ยังรังเกียจที่ชื่อเสียงข้าด่างพร้อย กลัวจะส่งผลกระทบต่อการสอบเข้ารับราชการของเขา"
"แต่ค่าเล่าเรียน กระดาษพู่กัน หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการสอบเข้ารับราชการในอนาคตของเขา มีอันไหนบ้างที่ไม่ใช่เงินที่ข้าหามาได้จากการซักผ้า?"
ป้าเฉินไม่อยากเชื่อเลยว่า ลูกชายที่นางอุตส่าห์เลี้ยงดูมาด้วยความยากลำบาก จะเป็นคนแทงนางได้เจ็บปวดที่สุด
หนิงเซียงกับเหอลู่ก็มีชะตากรรมเดียวกัน "พวกเราเป็นคนของหอเฟยเยว่ ตอนนี้ใครๆ ข้างนอกต่างก็รู้กันทั่วว่าหอเฟยเยว่บังคับหญิงสาวให้เป็นโสเภณี ผู้หญิงที่นั่นไม่มีใครบริสุทธิ์ผุดผ่องหรอก..."
สีหน้าของเส้าอินเศร้าสลดและตึงเครียด
...
แม่นมนำอาหารมาให้ฝานซือซือและคนอื่นๆ กินรองท้องก่อน
ในห้อง สวี่เส้าอินกำลังปรึกษากับแม่นมและพ่อบ้านเฉินเรื่องจะทวงคืนบ้านเช่า
แม่นมยังมีท่าทีลังเล "อินอิน ถึงแม้เจ้าจะหลุดพ้นจากขุมนรกนั่นมาได้แล้ว แต่ตอนนี้เจ้าก็ไม่มีงานทำ ถ้าไปทวงบ้านคืน นอกจากจะไม่ได้ค่าเช่ามาเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องจ่ายค่าปรับก้อนโตอีกนะ"
พ่อบ้านเฉินก็หนักใจไม่แพ้กัน "อินอิน การให้ที่พักพิงชั่วคราวน่ะไม่ยากหรอก แต่คนตั้งหลายคน เรื่องกินเรื่องนอนมันลำบากนะ ข้าอายุปูนนี้แล้ว คงอยู่ช่วยเจ้าได้อีกไม่นาน ต่อไป... เจ้าจะแบกรับภาระพวกนี้ไหวได้ยังไง"
แม่นมกับพ่อบ้านต่างก็กลุ้มใจ
พวกเขาเข้าใจความยากลำบากของคนภายนอกดี แต่ชีวิตของพวกเขาก็ใช่ว่าจะสุขสบายนัก
โดยเฉพาะพ่อบ้านเฉิน ที่ตอนนี้อายุใกล้จะเจ็ดสิบแล้ว
โบราณว่าคนอายุเจ็ดสิบนั้นหายากยิ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงคุณหนูที่ไม่มีใครดูแล ป่านนี้เขาก็คงกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดแล้ว
ทุกวันนี้ แค่เลี้ยงคนสามคนในจวน ก็ยังต้องอาศัยข้าวสารจากครอบครัวที่ต่างจังหวัดมาช่วยจุนเจือเลย
แล้วนี่มีมาเพิ่มอีกสี่คน... จะเอาอะไรไปเลี้ยงดูไหว!
ถ้าเขาตายไปกะทันหัน เส้าอินจะเผชิญหน้ากับเรื่องพวกนี้ได้ยังไง
ทั้งแม่นมและพ่อบ้านต่างก็เต็มไปด้วยความกังวล
แต่สวี่เส้าอินตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ตั้งแต่หอเฟยเยว่ถูกสั่งปิด หลายคนก็ไม่มีที่ไป
พวกที่เซ็นสัญญาขายตัวยังพอว่า แต่พวกที่เซ็นแค่สัญญาจ้างงานสิ ในเวลาสั้นๆ คงหาที่อยู่ใหม่ไม่ได้แน่ๆ
หลายครอบครัวก็คิดจะตัดหางปล่อยวัดตั้งแต่ส่งคนมาทำงานที่หอเฟยเยว่แล้ว
สวี่เส้าอินหยิบแก้วน้ำกับสบู่หอมที่เจี่ยนซิงเซี่ยให้มาออกมา คิดทบทวนดูสักพัก ก็ตัดสินใจหยิบสบู่หอมมาให้แม่นมช่วยกันใช้ตะเกียงน้ำมันละลายมัน
"แม่นม พ่อบ้านเฉิน ถึงข้าจะไม่ได้เป็นคนฆ่าปั๋วเหริน แต่ปั๋วเหรินก็ตายเพราะข้า (สำนวนหมายถึง ไม่ได้ตั้งใจทำร้ายแต่ก็เป็นต้นเหตุให้คนอื่นเดือดร้อน) เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่ความผิดของข้าทั้งหมด แต่การที่ข้าฟ้องร้องเถ้าแก่เยว่ก็เป็นเหตุให้พวกนางต้องไร้ที่พึ่ง ข้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ไม่ได้หรอก"
สวี่เส้าอินค่อยๆ คนสบู่ในโถเซรามิกใบเล็กให้ละลาย พลางบอกแม่นมว่า "ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเคยสาบานไว้แล้ว แถมยังได้รับความช่วยเหลือจากเทพเซียน ได้ของมีค่าพวกนี้กลับมา ข้าจะนิ่งดูดายได้ยังไง?"
แม่นมถอนหายใจยาว ไม่พูดอะไรอีก
นางกับพ่อบ้านเฉินมองตากัน ก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายดี
อันที่จริง ก่อนที่เส้าอินจะไปขึ้นศาล พวกเขาก็ปรึกษากันไว้แล้วว่า ตอนนี้เส้าอินก็อายุสิบเก้าแล้ว ถึงวัยออกเรือนก็ถือว่าเป็นหญิงสาวที่โตพอสมควรแล้ว
ถึงแม้ตอนนี้ในบ้านจะมีกันแค่สามคน แต่ดูจากการกระทำและคำพูดของนางในศาล ก็รู้เลยว่านางเป็นคนเด็ดเดี่ยวมีจุดยืนของตัวเอง
เหมือนกับตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ถึงคุณหนูจะยังเด็ก ดูบอบบาง แต่คนที่คอยตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในบ้าน ก็คือคุณหนูมาตลอด
ในเมื่อพวกเขาได้ตักเตือนไปแล้ว แต่คุณหนูก็ยังยืนกรานจะเสียสละทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือคนเหล่านั้น พวกเขาก็ทำตามคำสั่งก็พอแล้ว
...
แม่นมอยู่หลอมสบู่หอมต่อ เส้าอินก็พาพ่อบ้านเฉินเดินไปที่เรือนหน้า ตั้งใจจะไปคุยกับผู้เช่าเรื่องขอคืนบ้าน
แต่พอเดินออกมาได้ไม่นาน ก็ประจันหน้ากับกลุ่มผู้เช่าที่กำลังเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยท่าทางเอาเรื่อง
บ้านสองเรือนพร้อมลานซ้ายขวา ถูกแบ่งให้เช่าทั้งหมดหกครอบครัว
ตอนนี้ หัวหน้าครอบครัวทั้งหกคนก็บุกเข้ามาถึงเรือนหลังที่เส้าอิน พ่อบ้าน และแม่นมอาศัยอยู่ แล้วปาสัญญาเช่าลงพื้น
"วันนี้พวกเราจะมายกเลิกสัญญาเช่า!"
"พวกเราเพิ่งรู้นี่แหละ ว่าคุณหนูบ้านพวกเจ้าเคยเป็นนางรำในหอเฟยเยว่! ถุย! ยังมีหน้ามาอ้างว่าเป็นลูกผู้ดีมีสกุล ลูกผู้ดีที่ไหนเขาไปเป็นนางรำกัน!"
"ซวยจริงๆ! วันนี้ยังมีคนมาป้วนเปี้ยนหน้าบ้านพวกเรา คอยด้อมๆ มองๆ บอกว่าเมื่อวานเพิ่งได้เห็นแขนคุณหนูสวี่ วันนี้เผื่อโชคดีจะได้เห็นขา!"
ผู้เช่าพากันพูดจาใส่ร้ายป้ายสีสารพัด "บ้านของพวกเจ้า พวกเราไม่กล้าเช่าแล้ว! จ่ายค่าเช่าทุกเดือนแล้วยังต้องมาโดนคนด่าทอหยามเกียรติถึงหน้าประตูบ้านอีก พวกเราไม่เช่าแล้ว! เว้นแต่พวกเจ้าจะลด..."
ลดอะไร?
ไม่รู้สิ
เพราะสวี่เส้าอินพูดแทรกขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ได้สิ! ในเมื่อไม่อยากเช่า ก็ไม่ต้องเช่า!"
"แต่ในสัญญาเช่ายังไม่หมดอายุ พวกท่านขอยกเลิกสัญญา ถือว่าผิดสัญญา ต้องจ่ายค่าปรับเป็นค่าเช่าสามเดือนให้ข้าด้วย"
ความจริงค่าเช่าสามเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก
ตอนนั้นสวี่เส้าอินร้อนเงิน อยากจะปล่อยเช่าบ้านให้เร็วที่สุด เลยตั้งราคาไว้ค่อนข้างถูก
แถมยังโดนผู้เช่าเอาเรื่องที่พ่อแม่ของนางตายโหงมากดราคาอีก
สวี่เส้าอินเจ็บใจมาก แต่ด้วยสถานการณ์บังคับ ทำให้นางต้องยอมรับเงื่อนไขจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าสามปีในราคาที่แสนถูก
ตอนนี้ยังไม่ถึงสามปี ผู้เช่าก็มาขอยกเลิกสัญญาซะแล้ว
สวี่เส้าอินรู้ดีว่าสิ่งที่พวกเขาพูดมา ไม่มีประโยคไหนจริงเลย
คดีความของบ้านนางโด่งดังไปทั่วเจียงหนาน เรื่องที่นางไปเป็นนางรำหาเงินใช้หนี้ก็มีคนรู้ไม่น้อย
แต่ตอนนี้กลับเอาเรื่องที่นางขึ้นศาลยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองมากดราคาค่าเช่า สวี่เส้าอินได้แต่แค่นหัวเราะในใจ
...
สวี่เส้าอินให้พ่อบ้านเก็บสัญญาเช่าที่หล่นอยู่บนพื้นขึ้นมา และตกลงยกเลิกสัญญาทันที
เล่นเอาผู้เช่าถึงกับหน้าเหวอไปตามๆ กัน
คนเป็นผู้นำรีบแก้ตัว "คุณหนูสวี่ พูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ พวกเราก็เช่าอยู่ที่นี่มาตั้งนานแล้ว ที่พวกเรามาวันนี้ก็เพราะ... เพราะชื่อเสียงของคุณหนูมันทำให้พวกเราลำบากใจยังไงล่ะ!"
"ใช่ๆๆ อยู่มาตั้งนานแล้ว จู่ๆ จะมาไล่พวกเราออกไปแบบนี้ มันไม่ใจดำไปหน่อยเหรอ!"
สวี่เส้าอินยังคงรักษาน้ำเสียงนุ่มนวล แต่ท่าทีกลับเด็ดเดี่ยวไม่ยอมถอย
"ทุกคนก็เห็นกันอยู่นะ พวกท่านมากันตั้งสิบกว่าคน บุกเข้ามาถึงในบ้าน บอกว่าจะยกเลิกสัญญา ข้าก็ตกลงแล้วไง มันก็ตรงตามที่พวกท่านต้องการแล้วไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงมากลับคำล่ะ?"
สวี่เส้าอินจ้องมองผู้เช่าทีละคน "พวกท่านก็รู้อยู่แก่ใจ ในเมืองเจียงหนาน ในย่านนี้ เงินค่าเช่าที่พวกท่านจ่าย จ่ายค่าเช่าบ้านหลังนี้ได้แค่หนึ่งในสิบเท่านั้นแหละ"
"ที่ผ่านมาพวกท่านกดราคา ข้าก็ไม่เคยปริปากบ่น แต่ตอนนี้พอข้าตกระกำลำบาก พวกท่านกลับมาเหยียบย่ำซ้ำเติม แบบนี้เรียกว่าคนมีคุณธรรมหรือ?"
(จบแล้ว)