- หน้าแรก
- ชีวิตประจำวันของสาวตกอับ ข้ามมิติพร้อมระบบเพื่อเดินหน้าสู้ชีวิต
- บทที่ 200 - เนรคุณ
บทที่ 200 - เนรคุณ
บทที่ 200 - เนรคุณ
บทที่ 200 - เนรคุณ
ในวินาทีนี้ ความปรารถนาที่จะรู้หนังสือของหลินซานเหนียงก็พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ที่แท้การรู้หนังสือ คิดเลขเป็น ก็จะไม่ถูกใครหลอก ไม่ถูกใครรังแกนี่เอง!
หลินซานเหนียงบอกกับลูกๆ ทั้งสามคนทันที "เถายา ซิ่งยา สู่เกอเอ๋อร์ แม่จะต้องหาเงินส่งพวกเจ้าไปเรียนหนังสือในสำนักศึกษาให้ได้! พวกเจ้าต้องรู้หนังสือ ต้องมีเหตุผล จะได้ไม่มีใครมารังแกพวกเราได้อีก!"
เด็กทั้งสามคนพยักหน้ารัวๆ กำลังจะเอ่ยปากพูด ยายแก่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็มือสั่นเทายื่นเอกสารสัญญามาให้
"แม่นาง รบกวนเจ้าช่วยดูให้หน่อยเถอะ ว่าในนี้มันเขียนว่าอะไร บ้านข้าควรจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่กันแน่?"
หลินซานเหนียงรู้สึกลำบากใจ เพราะนางก็รู้หนังสือไม่เยอะ
ที่จำปัญหาในเอกสารจ่ายภาษีของตัวเองได้ เป็นเพราะนางระแวงแต่แรกแล้วว่าซุนต้าเต๋อไม่ได้มาดี เลยท่องจำจนขึ้นใจ
พอนำมาเทียบกับตัวอักษรที่เพิ่งเรียนมาวันนี้ ก็เลยปะติดปะต่อกันได้
แต่เอกสารที่ยายแก่เอามาให้ นางอ่านไม่ออกหรอก
หลินซานเหนียงรู้สึกสงสาร จึงบอกยายแก่ไปตามตรงว่า "ท่านยาย ข้ารู้หนังสือไม่เยอะหรอก รู้แค่ตัวเลขไม่กี่ตัวเอง..."
กำลังจะปฏิเสธ แต่ยายแก่กลับรู้ใจ ดึงหลินซานเหนียงไปหลบมุม อาศัยแสงจากโคมไฟหน้าบ้านสกุลซุน เพื่อให้หลินซานเหนียงช่วยดูให้
"รู้แค่ตัวเลขก็พอแล้ว แม่นาง เจ้าแค่บอกข้าทีว่า บ้านข้ามีกี่คน ต้องจ่ายเสบียงเท่าไหร่ก็พอ"
เห็นยายแก่ผมหงอกขาวเต็มหัว หน้าตาเหี่ยวย่น ทำท่าทางน่าสงสารวิงวอนแบบนั้น หลินซานเหนียงก็อดใจอ่อนไม่ได้ คิดว่าแค่ลองดูหน่อยคงไม่เป็นไร จึงรับเอกสารมาพินิจพิเคราะห์
ไม่นึกเลยว่าพอดูแล้ว นางจะพออ่านออกอยู่บ้าง
หลินซานเหนียงค่อยๆ อ่านออกเสียงทีละคำ:
"...ซอยจิ่งเถียนสาม..."
"ใช่ๆ! พวกเราอยู่ซอยจิ่งเถียนสามนี่แหละ!"
"...ติง..."
"ใช่เลยๆ! บ้านข้าแซ่ติง!" ยายติงพูดอย่างตื่นเต้น
หลินซานเหนียงอึ้งไปนิด ก่อนจะอ่านต่อ "...คน...สามคน"
ยายติงพยักหน้ารัวๆ "ใช่ ใช่! บ้านข้ามีกันสามคน!"
ตัวอักษรหลังจากนั้นหลินซานเหนียงก็อ่านไม่ออกแล้ว จึงข้ามไปดูตอนท้ายสุด "ตรงนี้ก็มีเลขสาม ตามประกาศของทางการ คนสามคน ก็ต้องจ่ายเสบียงสามโต่ว"
ยายติงนิ่งอึ้งไป "สามโต่วจริงๆ หรือ?"
หลินซานเหนียงพยักหน้า "ข้าจำตัวเลขได้ บนเอกสารนี้มีตัวอักษรแค่นี้แหละ ซอยจิ่งเถียนสาม คนสามคน ตัวสุดท้ายนี่ก็น่าจะหมายถึงเสบียงสามโต่ว"
ยายติงค้อมตัวลง ประคองเอกสารด้วยมือที่สั่นเทา ริมฝีปากสั่นระริก บนใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"บ้านข้ามีแค่ข้ากับตาเฒ่าสองคน มีลูกชายปัญญาอ่อนอยู่คนนึง ตอนนี้ตาเฒ่าก็เป็นอัมพาต ข้าต้องพาไอลูกปัญญาอ่อนไปทำนาหาเลี้ยงชีพ ไม่รู้ว่าต้องทนทุกข์ทรมานมามากแค่ไหน..."
"ไอ้สารเลวซุนต้าเต๋อมันหลอกเอาเสบียงของเราไป! บ้านข้ามีแค่สามคน แต่มันบอกว่าคราวนี้ข้าต้องจ่ายเสบียงตั้งหกโต่ว!"
ยายติงพูดจบ ก็โค้งคำนับให้หลินซานเหนียง "ขอบใจแม่นางมากที่ช่วยชี้แนะ!"
จากนั้น ยายติงก็พุ่งตัวเข้าไปในฝูงชน ตามไปสมทบกับเพื่อนบ้าน รุมด่าทอทุบตีซุนต้าเต๋อกับแม่นางซุนจางอย่างไม่ยั้งมือ
สู่เกอเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ "ท่านแม่ พวกเขาตีกันแล้ว"
หลินซานเหนียงพูดสวนขึ้นมาทันทีว่า "การตีกันเป็นสิ่งไม่ดี สู่เกอเอ๋อร์อย่าไปเลียนแบบนะ..."
แต่เพิ่งจะหลุดปากไปได้แค่สองคำ นางก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ รีบกลืนคำพูดที่เหลือลงคอไป
"การตีกันเป็นสิ่งไม่ดี แต่ถ้ามีคนมารังแกเรา ตีเราก่อน เราก็ต้องสู้กลับสิ!"
ซิ่งยาตื่นเต้น "ท่านแม่ เราสู้กลับได้จริงๆ หรือ?"
หลินซานเหนียงยังไม่ทันตอบ ซิ่งยาก็ก้มลงหยิบก้อนหินเล็กๆ ปาใส่กระดาษหน้าต่างบ้านสกุลซุนจนขาดกระจุยอย่างแม่นยำ
"อยากมาหลอกเอาเสบียงบ้านเราดีนัก! อยากมาแย่งที่นาบ้านเราดีนัก!"
การกระทำของซุนต้าเต๋อและแม่นางซุนจางทำให้เพื่อนบ้านทุกคนโกรธแค้นจนทนไม่ไหว พากันพังประตูบุกเข้าไป ลากตัวลูกๆ และคนรับใช้ของบ้านสกุลซุนออกมารุมประชาทัณฑ์
ท่านย่ากำลังป่วยอยู่ ก็เลยไม่มีใครไปทำร้าย แต่ผ้าห่มเก่าๆ เหม็นกลิ่นปัสสาวะอุจจาระที่คลุมตัวท่านย่าอยู่ ก็โดนแย่งไปแล้ว
แม่นางซุนจางร้องโวยวายลั่น "ปล้นแล้ว! ฆ่าคนตายแล้ว! ใครก็ได้ช่วยด้วย! ไปแจ้งทางการที!"
ทว่า ไม่มีใครสนใจนางเลย—ก่อนหน้านี้หลินซานเหนียงก็ตบหน้าแม่นางซุนจางไปฉาดหนึ่ง แม่นางซุนจางก็ร้องโวยวายว่าฆ่าคนตายแบบนี้แหละ เพื่อนบ้านเขาได้ยินจนเบื่อแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น คราวนี้พวกเพื่อนบ้านเป็นฝ่ายมาเอาเรื่องซุนต้าเต๋อกับแม่นางซุนจางเองเสียด้วย
ทางการยังไม่ทันได้ลงมาจัดการ ผู้ใหญ่บ้านก็โผล่มาก่อน ผู้ใหญ่บ้านโกรธจนเต้นเร่าๆ "ซุนต้าเต๋อ! ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นคนมีความรู้ อ่านออกเขียนได้ ถึงได้วานให้เจ้าช่วยจัดการเรื่องยืมเสบียง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะกล้ายักยอกทรัพย์สิน ก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้!"
"ซวยแล้ว ซวยแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน จะไปอธิบายกับนายอำเภอยังไงล่ะเนี่ย! ซุนต้าเต๋อเอ๋ยซุนต้าเต๋อ เจ้าทำข้าซวยไปด้วยแล้ว!"
พอเห็นผู้ใหญ่บ้านมา หลินซานเหนียงก็รีบพาลูกๆ เข้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้านทันที
"ครอบครัวของพวกเราสองคนแยกทางกันตั้งนานแล้ว ที่ดินของสามีข้าที่ล่วงลับไปก็ถูกลุงใหญ่แย่งไปหมด ขอความกรุณาผู้ใหญ่บ้านช่วยคืนความเป็นธรรมให้พวกเรา นำที่ดินของข้ากลับมาให้ด้วยเถิด!"
ผู้ใหญ่บ้านยังลังเลอยู่ เพราะตอนนี้มีแต่คนมาร้องเรียนให้เขาช่วยตัดสินคดีความ คงจะยังไม่ถึงคิวหลินซานเหนียงที่เป็นคนนอกพื้นที่แน่ๆ
แต่หลินซานเหนียงทำงานที่ฟาร์มสเตย์มานาน เจอแขกเรื่องเยอะมาก็ไม่น้อย วิธีรับมือ พูดจาหว่านล้อม โน้มน้าวใจ นางก็พอจะเรียนรู้มาบ้างแล้ว
พอเห็นผู้ใหญ่บ้านยังลังเล หลินซานเหนียงก็รีบคุกเข่าโขกศีรษะทันที เพื่อกันไม่ให้ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนพัวพันกับซุนต้าเต๋อ
"วันนี้ซุนต้าเต๋อถูกข้าแฉความจริง ก็เลยจะฆ่าปิดปากพวกเรา โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านมาทันเวลา!"
หลินซานเหนียงทำหน้าโล่งอก "ข้าว่าแล้วว่าผู้ใหญ่บ้านเป็นคนยุติธรรม ซุนต้าเต๋อยังจะมาอ้างว่ารู้จักมักคุ้นกับท่านอีก แต่พอข้าเห็นท่าทางห่วงใยชาวบ้าน เป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านของท่านผู้ใหญ่บ้านแล้ว ข้าก็รู้ทันทีว่าท่านผู้ใหญ่บ้านไม่มีทางไปร่วมมือกับคนเนรคุณอย่างซุนต้าเต๋อ หลอกลวงชาวบ้าน และทำตัวเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอกแน่ๆ!"
ผู้ใหญ่บ้านแทบจะควันออกหู
ในหัวเขาสับสนไปหมด แต่ก็เหมือนจะจับใจความได้นิดหน่อยว่า—ถ้าวันนี้เขาช่วยพูดแก้ต่างให้ซุนต้าเต๋อ เขาก็จะกลายเป็นพวกเดียวกับซุนต้าเต๋อไป
แต่ถ้าเขาช่วยหลินซานเหนียงทวงโฉนดที่ดินคืนมาได้ เขาก็จะกลายเป็นขุนนางตงฉิน
ผู้ใหญ่บ้านกำลังจะอ้าปากพูด เถายากับซิ่งยาก็ประสานเสียงสนับสนุน "ท่านแม่พูดถูก! มีผู้ใหญ่บ้านอยู่ด้วย ต้องเอาที่ดินบ้านเราคืนมาได้แน่ๆ ไม่ต้องไปพึ่งศาลให้เหนื่อยหรอก"
พึ่งศาล?
ผู้ใหญ่บ้านเหงื่อตก รีบแหวกฝูงชนเดินไปหาซุนต้าเต๋อทันที "โฉนดที่ดินของหลินเหนียงจื่ออยู่กับพวกเจ้าใช่หรือไม่?"
ซุนต้าเต๋อไม่ยอมรับ "นั่นมันของน้องชายข้า!"
"ในเมื่อเป็นของน้องชายเจ้า ภรรยาและลูกๆ ของน้องชายเจ้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ ทำไมโฉนดที่ดินถึงไปอยู่กับเจ้าได้?"
"เอ่อ... คือพวกเราสองครอบครัวตกลงกันแล้วว่า ให้ข้าเป็นคนดูแลที่ดินของน้องชาย แล้วข้าจะดูแลท่านแม่แทนพวกเขาเอง"
"ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้ววันนี้พวกเขามาทำไมล่ะ?"
"เอ่อ... ตอนแรกนังเด็กนั่น มา... มา..."
"มาทำอะไร?"
"มาปรนนิบัติท่านย่าของมันไงล่ะ!" ยายติงตะโกนดังลั่นมาจากในฝูงชน "นังหนูนี่มาตั้งแต่กลางวัน พอตกบ่ายก็ซักผ้าทำกับข้าว ล้างกระโถน พวกเราเห็นกันหมดทุกคนแหละ!"
ละแวกบ้านไม่เหมือนฟาร์มสเตย์ เพราะต้องใช้น้ำจากบ่อเดียวกัน แถมยังต้องคอยระวังคนแปลกหน้าอีก
เถายามาปรนนิบัติท่านย่าตอนบ่าย ซักเสื้อผ้าเหม็นๆ ที่ท่านย่าใส่มาครึ่งเดือน ทุกคนก็เห็นกันหมดแหละ
ตอนแรกกะจะจับตาดู เพราะกลัวว่านางจะไม่รู้ธรรมเนียม ไปทำน้ำในบ่อสกปรก ใครจะไปรู้ว่าตอนนี้กลับกลายมาเป็นพยานให้เถายาซะงั้น
ผู้ใหญ่บ้านเห็นสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ ก็รู้ว่าเรื่องนี้คงปิดไม่มิดแล้ว เลยปั้นหน้าขรึมพูดกับซุนต้าเต๋อว่า "เจ้าพูดจาวกไปวนมา เดี๋ยวก็บอกว่าเอาที่ดินมาแลกกับการดูแลแม่ เดี๋ยวก็บอกว่าให้หลานมาดูแลแม่ ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!"
ผู้ใหญ่บ้านประกาศกร้าว "ในเมื่อทุกคนก็เห็นว่าครอบครัวของแม่นางหลินยังคงมาดูแลคนแก่ ไม่ได้ใช้ที่ดินแลกเปลี่ยนแต่อย่างใด ดังนั้นที่ดินผืนนี้ก็สมควรจะคืนให้แม่นางหลิน!"
ซุนต้าเต๋อไม่ยอม แม่นางซุนจางก็โวยวายลั่น "นั่นมันที่ดินของน้องชายผัวข้านะ! จะเอาไปให้คนนอกอย่างหลินซานเหนียงได้ยังไง!"
ยายติงกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆ รุมด่ากลับ "นางจะกลายเป็นคนนอกได้ยังไง? ที่ดินผืนนั้นเป็นของผัวที่ตายไปของนาง แล้วเจ้าล่ะเป็นอะไรกับผัวนาง? ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!"
ตอนนี้แม่นางซุนจางตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ—ที่ดินของซุนต้าอี้มีตั้งสิบสองหมู่เลยนะ!
ปีที่แล้วผลผลิตไม่ดี ขาดทุนไปตั้งเยอะ
อุตส่าห์อดทนผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้ในปีนี้ ครอบครัวนางทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับที่นาผืนนั้นมาตลอด เผลอแป๊บเดียวก็กลางเดือนหกแล้ว อีกแค่เดือนเดียวข้าวก็จะสุกแล้ว
จะให้คืนที่ดินให้หลินซานเหนียงตอนนี้เนี่ยนะ? นั่นมันฆ่ากันชัดๆ!
แม่นางซุนจางไม่ยอม ก่นด่าสาปแช่งเสียงดังลั่น พอเพื่อนบ้านได้ยินก็แห่กันรุมด่ากลับ
ซิ่งยาปะปนอยู่ในกลุ่มคน พลางหยิบก้อนหินปาใส่หน้าต่างเสียงดังโครมคราม
กระดาษหน้าต่างพวกนี้ นางกับเถายาเป็นคนติดให้เมื่อตอนปีใหม่ปีที่แล้วนี่เอง! ครอบครัวลุงใหญ่ชอบหาเรื่องใช้พวกนางทำงานตลอด!
ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าอุตส่าห์ระงับความโกรธแค้นของชาวบ้านลงได้แล้ว แต่ดันถูกแม่นางซุนจางกวนน้ำให้ขุ่นขึ้นมาอีก ก็เริ่มหงุดหงิด
"ทุกคนก็เห็นกันหมดแล้วว่าซุนเถายามาปรนนิบัติคนแก่ เป็นพวกเจ้าที่ไม่รักษาคำพูดก่อน ต้องคืนที่ดินให้เขา!"
จากนั้นก็หันไปตวาดซุนต้าเต๋อ "ถ้าเจ้ารักษาคำพูดตั้งแต่แรก เรื่องมันคงไม่บานปลายมาถึงขั้นนี้หรอก!"
คำว่า 'รักษาคำพูด' ที่ผู้ใหญ่บ้านหมายถึง ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องเอาที่ดินมาแลกกับการดูแลคนแก่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงพฤติกรรมที่ซุนต้าเต๋อทำกับชาวบ้านในละแวกนี้ด้วย
เขาเตือนซุนต้าเต๋อเป็นนัยๆ ว่า ถ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ดี พวกเพื่อนบ้านก็คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่
ซุนต้าเต๋อปวดใจจนแทบกระอัก "อีกแค่เดือนเดียวก็จะได้เก็บเกี่ยวแล้ว! แล้วอีกอย่าง หลังจากนี้ครอบครัวนางจะมาปรนนิบัติท่านย่าอีกหรือเปล่า? ตอนนี้ท่านย่าป่วยอยู่ พวกนางเคยไปตามหมอมาให้ เคยส่งข้าวส่งน้ำให้บ้างไหม?"
เรื่องนี้เถายารู้ดี นางจึงรีบเถียงทันควัน "พวกท่านก็ไม่ได้ไปตามหมอให้ท่านย่าเหมือนกัน! ตอนแรกท่านย่าก็ไม่ได้ป่วยหนักหรอก เป็นเพราะพวกท่านไม่ดูแลนาง! ไม่ยอมให้ข้าวให้น้ำกิน! อาการถึงได้ทรุดหนักลงแบบนี้ไง!"
เพื่อนบ้านคนหนึ่งแอบกระซิบสงสัย "ไอ้คนขาดศีลธรรม! หรือว่าแกตั้งใจจะปล่อยให้แม่ตัวเองอดตาย! จะได้ลดภาระไปอีกปากหนึ่ง?"
ผู้ใหญ่บ้านได้ยินก็เหงื่อตกอีกรอบ
คนสมัยนี้ยึดถือความกตัญญูเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ซุนต้าเต๋อกับแม่นางซุนจางเคยอ้างเรื่องความกตัญญูมากดขี่เถายา ตอนนี้ก็โดนเรื่องความกตัญญูกลับมามัดตัวเข้าให้แล้ว
ผู้ใหญ่บ้านพาคนเข้าไปดู ก็พบว่าหญิงชราที่เมื่อสองเดือนก่อนยังดูแข็งแรงดี ตอนนี้ผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกไปแล้วจริงๆ
ผู้ใหญ่บ้านแทบอยากจะเตะซุนต้าเต๋อให้ตายคาทีน "ถ้าในเขตดูแลของข้า มีเรื่องคนแก่อดตายล่ะก็ ชื่อเสียงของเขตนี้ต้องป่นปี้หมดแน่! แล้วพวกหนุ่มๆ ในเขตจะไปสอบเข้ารับราชการได้ยังไง? สาวๆ จะแต่งงานได้ยังไง?"
ซุนต้าเต๋อหุบปากเงียบกริบ
(จบแล้ว)