- หน้าแรก
- ศิษย์สายนอกผู้หลอมรวมมหาเต๋าแห่งสุรา
- บทที่ 160 - กระบี่เดียวสะเทือนฟ้าดิน สรรพสัตว์หวาดผวา หงจวินตื่นตระหนก
บทที่ 160 - กระบี่เดียวสะเทือนฟ้าดิน สรรพสัตว์หวาดผวา หงจวินตื่นตระหนก
บทที่ 160 - กระบี่เดียวสะเทือนฟ้าดิน สรรพสัตว์หวาดผวา หงจวินตื่นตระหนก
บทที่ 160 - กระบี่เดียวสะเทือนฟ้าดิน สรรพสัตว์หวาดผวา หงจวินตื่นตระหนก
หลอมสำเร็จแล้วงั้นหรือ?
พวกตัวเป่ามองหน้ากัน ล้วนเห็นความสงสัยใคร่รู้ในแววตาของกันและกัน
สำเร็จตรงไหนกัน?
เรื่องราวในวันนี้ สำหรับทุกคนแล้ว เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความแปลกประหลาด
ตั้งแต่ต้น ก็ทำให้พวกเขางุนงงสับสนไปหมดแล้ว
และในเวลานี้ คำพูดของทงเทียน ก็ยังมีความหมายแฝงอีก
เมื่อเผชิญกับความสงสัยของทุกคน ทงเทียนก็เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า:
"กระบี่เล่มนี้ ก็คือตัวของฉางชิงศิษย์ข้าเอง!"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ภายในนิกายเจี๋ยก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันและอึดอัดทันที!
ใช้ร่างกายเป็นกระบี่งั้นหรือ?
เรื่องนี้ทำให้ทุกคนใจสั่น นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
ตัวเป่าอุทานด้วยความตกตะลึงว่า:
"ความหมายของท่านอาจารย์ก็คือ ศิษย์น้องฉางชิงรวมเป็นหนึ่งกับกระบี่ ใช้ร่างกายหลอมรวมกับวิถีกระบี่แล้วงั้นหรือขอรับ?"
หลอมรวมเต๋า!
นั่นคือระดับการบำเพ็ญเพียรที่ลึกล้ำสุดจะหยั่งและน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
คำพูดของทงเทียน ทำให้ทุกคนนึกไปถึงคำอธิบายนั้นในทันที
ทว่า เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทงเทียนกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่ ไม่ใช่การใช้ร่างกายหลอมรวมกับวิถีกระบี่"
"แต่เป็น... ฉางชิงศิษย์ข้า ได้หล่อหลอมร่างกายของตนเอง ให้กลายเป็นกระบี่เซียนที่ไร้เทียมทานเล่มหนึ่งต่างหาก"
ขณะที่พูด ทงเทียนก็มีสีหน้าสับสนเช่นกัน
เห็นได้ชัดว่า สภาวะอันลึกล้ำและยากจะอธิบายนี้ แม้แต่เขาก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
และคำพูดนี้ เมื่อไปตกถึงหูของพวกตัวเป่า ก็ยิ่งฟังดูซับซ้อนซ่อนเงื่อน ยากจะคาดเดาเข้าไปใหญ่
ลึกล้ำ!
มันช่างลึกล้ำเหลือเกิน!
หากคนที่ไม่รู้มาได้ยินเข้า คงนึกว่ากู้ฉางชิงเป็นยอดฝีมือระดับเดียวกับท่านนักบุญทงเทียนเสียอีกกระมัง
สภาวะของกู้ฉางชิง ทำให้ทุกคนไม่อาจมองทะลุได้เลย
คำพูดของทงเทียน ก็ยิ่งทำให้ทุกคนงุนงงสับสน ไม่สามารถเข้าใจได้เลย
ทว่า ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
วินาทีต่อมา กู้ฉางชิงที่นั่งนิ่งสงบราวกับพระจำศีล ก็เริ่มขยับเขยื้อนอีกครั้ง
เห็นเพียงเขาลุกขึ้นยืน รูปร่างสูงตระหง่าน
อึกๆๆ...
เขาทำตัวเหมือนคนเมาคลุ้มคลั่ง ไม่ได้สนใจผู้คนที่อยู่หน้าถ้ำพำนักเลยแม้แต่น้อย
กลับยกน้ำเต้าสุราขึ้นมา ซดสุราเลิศรสอึกใหญ่ลงคออย่างเอาเป็นเอาตาย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทุกคนก็ถึงกับอับจนคำพูด หน้าดำคร่ำเครียดกันไปตามๆ กัน
เอาเถอะ!
ไม่ว่าสภาวะของกู้ฉางชิงจะลึกล้ำสุดหยั่งคาดปานใด
แต่นิสัยรักสุรายิ่งชีพ ก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
ทันใดนั้น ก็เห็นกู้ฉางชิงกระโดดทะยานร่างขึ้นไปในอากาศ
และวินาทีนี้ ก็เป็นไปดั่งที่ทงเทียนกล่าวไว้ไม่มีผิด
ในสายตาของทุกคน กู้ฉางชิงทั้งร่าง ราวกับได้กลายร่างเป็นกระบี่เซียนอันแหลมคมและดุดันไร้เทียมทานเล่มหนึ่งไปแล้ว
ขณะที่เขาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ห้วงมิติก็แตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ กระแสพลังปั่นป่วนบ้าคลั่ง จมดิ่งสู่ความพินาศอย่างสิ้นเชิง
หากเกาะจินอ๋าวไม่มีพลังของนักบุญคอยคุ้มครองอยู่ล่ะก็ เกรงว่าคงแตกสลายกลายเป็นผุยผงไปแล้ว
ทว่า ภาพอันน่าสะพรึงกลัว ยังไม่จบเพียงเท่านี้
กู้ฉางชิงพุ่งทะลวงค่ายกลพิทักษ์สำนักของนิกายเจี๋ยออกไปในรวดเดียว ยืนตระหง่านอยู่บนน่านฟ้าที่สูงนับล้านจั้ง
ดุดันไร้เทียมทาน!
ทรงพลังเหนือใคร!
สรรพสัตว์ในฟ้าดินนับไม่ถ้วน อดไม่ได้ที่จะต้องแหงนหน้ามอง
แสงลี้ลับกลุ่มใหญ่ลอยวน อาบไล้ไปทั่วร่างของเขา
ครืนนน!
ครืนนน!
กู้ฉางชิงในเวลานี้ ราวกับยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางจักรวาลแห่งยุคบรรพกาล
ดวงดวงดาวขนาดยักษ์แต่ละดวง โคจรอยู่รอบกายเขา ระเบิดแสงดวงดาวอันเจิดจ้าไร้ขอบเขต ส่องสว่างสอดประสานกัน
ภายใต้แสงที่สาดส่องเช่นนั้น ทำให้กู้ฉางชิงดูเหนือชั้นและลึกล้ำสุดจะหยั่งมากยิ่งขึ้นไปอีก
"นั่นมัน... เซียนกระบี่สุราแห่งนิกายเจี๋ยงั้นหรือ?!"
"อึก... ช่างเป็นกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวเสียนี่กระไร ข้าถึงกับรู้สึกหวาดหวั่น ขนลุกซู่ไปทั้งตัวเลยทีเดียว"
"เซียนกระบี่สุราคิดจะทำอันใดกัน หรือว่าตั้งใจจะรวบรวมดวงดาวแห่งยุคบรรพกาลไว้ในกำมืองั้นหรือ?"
ยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่นับไม่ถ้วนพากันร้องอุทาน ม่านตาหดเล็กลงด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ข้อกังขาของพวกเขาก็ได้รับคำตอบ
กระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่ง ร่างของกู้ฉางชิงก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
จากนั้น สรรพสัตว์ก็ต้องหวาดผวาสุดขีดเมื่อเห็นว่า
จากภายในร่างของกู้ฉางชิง มีแสงกระบี่อันเจิดจ้าสายแล้วสายเล่า พุ่งทะยานออกมา กลบกลืนทุกสิ่งทุกอย่างรอบด้านไปจนหมดสิ้น
ตู้ม!
ตู้ม!
.......
เสียงระเบิดดังกึกก้องสั่นสะเทือนฟ้าดินดังขึ้นเป็นระลอก
และดวงดาวนับร้อยล้านดวงที่โคจรอยู่รอบกายกู้ฉางชิง ก็พลันระเบิดแตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นผุยผงในพริบตา
ระหว่างฟ้าดิน ภาพที่ปรากฏก็ยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัว
กลิ่นอายของกู้ฉางชิงแผ่ซ่านออกไป กวาดล้างไปทั่วเก้าชั้นฟ้าและสิบชั้นดิน
และในทุกหนแห่งที่กลิ่นอายนั้นกวาดผ่าน ถ้ำสวรรค์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่ง ก็พลันพังทลายลงอย่างราบคาบ กลายเป็นเศษซากปรักหักพัง น่าอเนจอนาถยิ่งนัก
สายน้ำในทะเลตะวันออกปั่นป่วนบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์สูงนับล้านจั้ง
บรรดายอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่นับไม่ถ้วน ล้วนหวาดผวาอกสั่นขวัญแขวน รีบถอยกรูดหนีเอาชีวิตรอดกันจ้าละหวั่น
ต่อให้ถ้ำพำนักของตนจะถูกทำลาย ก็ไม่สนแล้ว
กลิ่นอายเช่นนี้ เพียงพอที่จะบดขยี้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำกว่าต้าหลัวกิมเซียนได้ทุกคน การรักษาชีวิตรอดต่างหากที่สำคัญที่สุด
ภาพนี้ ช่างยิ่งใหญ่อลังการนัก
สรรพสัตว์หลายร้อยล้านในโลกหล้า ต่างสูดหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึง รู้สึกเพียงจิตวิญญาณสั่นสะท้าน ยากจะสงบลงได้
และในเวลานี้ ภายในนิกายเจี๋ย ความตื่นตะลึงของบรรดาศิษย์ ก็ยิ่งยากจะพรรณนาออกมาเป็นคำพูดได้
"ใช้ร่างกายปั่นป่วนจักรวาลแห่งยุคบรรพกาล กลิ่นอายเพียงสายเดียวก็บดขยี้ดวงดาวนับร้อยล้านดวงได้แล้ว"
"นี่... ถึงจะเป็นพลังที่แท้จริงของศิษย์พี่ฉางชิงสินะ?"
"ศิษย์พี่ฉางชิงช่างไร้ผู้ทัดเทียมมาแต่โบราณกาล พลังเช่นนี้ ข้าคงไม่อาจเอื้อมถึง..."
"สวรรค์ ศิษย์พี่ฉางชิงช่างองอาจนัก เหนือกว่าชายชาตรีใดๆ ในโลกหล้าเลยทีเดียว"
เสียงอุทานชื่นชมเช่นนี้ ดังกึกก้องไปทั่วทั้งเกาะจินอ๋าว
แม้แต่ทงเทียน ก็ยังทอดสายตามองด้วยความตกตะลึงไปเลยทีเดียว
"นี่คืออานุภาพของการใช้ร่างกายหลอมกระบี่งั้นหรือ?"
"เจ้าเด็กนี่ ลูกไม้ในตอนนี้ แม้แต่ข้าก็ยังต้องทึ่งและยอมรับเลยเชียว"
ตั้งแต่โบราณกาลมา การที่ท่านอาจารย์ระดับนักบุญต้องยอมรับในความสามารถของศิษย์ ก็เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน
ทว่า ทงเทียนกลับไม่มีท่าทีเคอะเขินเลยแม้แต่น้อย กลับยืดอกรับอย่างหน้าชื่นตาบาน
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่า "การใช้ร่างกายหลอมกระบี่" ของกู้ฉางชิงนั้น เป็นความหวาดผวาอันยิ่งใหญ่ที่เหนือความคาดหมายของสรรพสัตว์อย่างแท้จริง
ในตอนนี้ เป็นเพราะระดับพลังของกู้ฉางชิงยังไม่สูงพอต่างหาก
หากวันใดที่เขาบรรลุเป็นนักบุญได้ล่ะก็
เพียงแค่กระบวนท่านี้กระบวนท่าเดียว พลังต่อสู้ก็คงไม่ด้อยไปกว่าทงเทียนแล้ว
ย่อมเห็นได้ว่า กระบวนท่านี้มีขีดจำกัดที่สูงส่งปานใด
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ฉางชิงก็คือศิษย์ที่ทงเทียนภูมิใจที่สุด
เมื่อเห็นเขาแสดงพลังอานุภาพอันยิ่งใหญ่ครอบคลุมฟ้าดินเช่นนี้ ทงเทียนก็ย่อมตื่นเต้นและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง
......
ทงเทียนหารู้ไม่
ว่าในเวลาเดียวกัน ภายในวังจื่อเซียว นอกแดนฮุ่นตุ้น ก็ไม่ได้สงบสุขเช่นกัน
"ศิษย์ขอวิงวอนท่านอาจารย์ โปรดให้ความเป็นธรรมแก่นิกายเหรินของข้าด้วยเถิดขอรับ"
"กู้ฉางชิงผู้นั้นช่างน่ารังเกียจนัก ฝืนลิขิตสวรรค์ครั้งแล้วครั้งเล่า"
"มาบัดนี้ ถึงขั้นชี้นำให้จี้เหรินผู้เป็นศิษย์ ก่อตั้งสำนักกระบี่สู่ซานขึ้นมา"
"ทำให้ตอนนี้ โชคชะตาของนิกายเหรินตกต่ำลงเรื่อยๆ เสื่อมถอยลงทุกวัน"
"หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่านิกายเหรินของศิษย์ คงต้องรากฐานพังทลาย ยากจะกอบกู้แล้วล่ะขอรับ"
ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าผู้พูดนั้นย่อมต้องเป็นเหล่าจื่ออย่างแน่นอน
เขามีสีหน้าอมทุกข์และทอดถอนใจ
ขณะที่เอ่ย ก็มองไปยังปรมาจารย์เต๋าหงจวินที่อยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาคาดหวัง
ในคำพูดนั้น ยิ่งวาดภาพกู้ฉางชิงให้กลายเป็นมารร้ายที่ชั่วช้าเลวทรามอย่างไม่มีชิ้นดี
พูดไม่ทันขาดคำ หยวนสือที่อยู่ด้านข้าง ก็เอ่ยเสริมขึ้นมาเช่นกัน
"ใช่แล้วขอรับ!"
"ขอท่านอาจารย์ปรมาจารย์เต๋าโปรดพิจารณาด้วยเถิดขอรับ!"
"กู้ฉางชิงผู้นั้นไม่เห็นหัวผู้อาวุโส ทำตัวนอกคอกไร้ระเบียบ"
"หากปล่อยให้เขาเติบโตต่อไป วันข้างหน้าเกรงว่าต่อให้เป็นลิขิตสวรรค์ ก็คงไม่อาจควบคุมเขาได้อีกต่อไปแล้ว"
"เจ้าเด็กผู้นี้ ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาดเลยนะขอรับ!"
ในคำพูดของหยวนสือ ยิ่งเผยให้เห็นความต้องการที่จะสังหารกู้ฉางชิงให้ตายตกไปอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อได้ยินคำพูดของทั้งสองคน หงจวินก็มีสีหน้าเคร่งขรึมและดูย่ำแย่อย่างยิ่ง
เห็นได้ชัดว่า เป็นไปตามที่หยวนสือคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ไม่มีผิด
การ "คร่ำครวญฟ้องร้อง" ของเหล่าจื่อในครั้งนี้ สัมผัสถึงขีดจำกัดของหงจวินเข้าให้แล้วจริงๆ
ทำตัวแปลกประหลาด แตกต่างจากคนทั่วไป นั่นไม่เป็นไร!
แต่การกระทำของกู้ฉางชิง ได้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของนิกายเต๋าไปแล้ว เช่นนี้หงจวินย่อมทนไม่ได้
ทว่า ยังไม่ทันที่หงจวินจะได้เอ่ยปาก
นักบุญทั้งสาม ก็พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงหันขวับไปยังทิศทางเดียวกันในพริบตา
(จบแล้ว)