- หน้าแรก
- หลังจากลงชื่อเข้าใช้มาสี่ปีในที่สุด ฉันก็ได้เป็นมหาเศรษฐี
- ตอนที่ 155 : นิทรรศการภาพวาด
ตอนที่ 155 : นิทรรศการภาพวาด
ตอนที่ 155 : นิทรรศการภาพวาด
ตอนที่ 155 : นิทรรศการภาพวาด
พูดจบ ถังหาวก็เริ่มหวนคิดถึงใบหน้าที่สวยงามของหลิวเหยาขึ้นมา ใบหน้าเล็กเรียวงามไร้ตำหนิ ที่เป็นเหมือนกับความฝันในวัยเยาว์ของใครต่อใคร
จุ๊ๆๆ นั่นคือช่วงเวลาแห่งวัยเยาว์ที่ไม่อาจหวนกลับไปได้อีกแล้วจริงๆ!
ถังหาวคิดไปพลางสำรวจใบหน้าของฉู่หลิงไปพลาง
พี่ฉู่คนนี้ ยังคงหล่อเหลาเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนเลย
แถมตอนนี้ฉู่หลิงประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าได้อยู่คู่กับหลิวเหยาล่ะก็... มันก็คงจะเป็นคู่กิ่งทองใบหยกเลยไม่ใช่เหรอ!
พอคิดได้แบบนี้ ถังหาวก็อยากตามกลับไปดูด้วยเลยจริงๆ บางทีตัวเขาเองก็อาจจะได้เป็นพ่อสื่อกับเขาสักครั้งก็ได้?
และในเวลานี้ ฉู่หลิงเองก็คล้อยตามคำพูดของถังหาว จนหวนคิดถึงเรื่องราวบางอย่างในสมัยเรียนขึ้นมา
เขาจำได้ว่าในตอนนั้น ตัวเขา ถังหาวและหลิวเหยา เรียกได้ว่าออกไปเที่ยวเล่นด้วยกันแทบทุกวัน
เมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆ ในอดีต บนใบหน้าของฉู่หลิงก็ปรากฏแววของการคิดถึงความหลังขึ้นมาวูบหนึ่ง
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา คีบอาหารให้ถังหาวอีกเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากพูดว่า “ใช่ ฉันกะว่าจะกลับไปสักรอบในช่วงนี้ ส่วนจะได้เจอหรือเปล่า ก็คงต้องค่อยว่ากันตอนนั้นอีกที”
ขณะที่ฉู่หลิงกำลังพูดอยู่นั้น จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
พอหยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นข้อความที่ตู้จวิ้นจื้อส่งมา
“พี่ฉู่ ทางผมรถติดนิดหน่อย อาจจะไปช้าสักหน่อยนะครับ แต่ผมได้บอกทางผู้จัดงานไว้แล้ว พี่ไปถึงก็เข้าไปได้เลยนะครับ ดูจากเวลาแล้ว ทางนั้นก็น่าจะใกล้เริ่มแล้วครับ”
ฉู่หลิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ตอบกลับตู้จวิ้นจื้อไปเพียงคำว่า ตกลง
พอส่งข้อความเสร็จ ฉู่หลิงก็มองถังหาวแล้วพูดว่า “ฉันยังมีธุระอีกนิดหน่อย คงต้องไปก่อนแล้ว นายมีช่องทางติดต่อฉันอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราค่อยคุยกันทางวีแชทก็แล้วกันนะ”
ถังหาวรีบพยักหน้ารับทันที เป็นการแสดงว่าตัวเองเข้าใจแล้ว “วางใจเถอะ พอรู้ว่านายได้ดีแล้ว ต่อไปไม่แน่ว่าฉันอาจจะมีเรื่องต้องรบกวนนายอีกเยอะเลยล่ะ”
ฉู่หลิงลุกขึ้นตบไหล่ถังหาวเบาๆ จากนั้นก็เดินไปอีกด้านหนึ่ง แล้วเรียกผู้จัดการเข้ามา ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่างกับเขาอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เขาก็บอกถังหาวคำหนึ่ง แล้วพาพวกเด็กๆ ออกไปทันที
ทางด้านถังหาวเองก็กินจนเกือบอิ่มแล้ว เขาก็เรียกพนักงานเสิร์ฟเข้ามา สอบถามว่าค่าอาหารของโต๊ะตัวเอง จำเป็นต้องจ่ายหรือไม่
พนักงานเสิร์ฟก็ส่ายหน้าเบาๆ แล้วกำลังจะอ้าปากพูด แต่ในตอนนั้นเองเขาก็เห็นผู้จัดการที่อยู่ด้านข้างเดินเข้ามาพอดี ผู้จัดการเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้มแล้วพูดกับเขาว่า “สวัสดีครับ คุณถัง ไม่ทราบว่าอาหารถูกใจไหมครับ?”
“ดีมากเลยครับ ดีมากเลยจริงๆ” เมื่อเผชิญหน้ากับท่าทีที่กระตือรือร้นของผู้จัดการ ถังหาวก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงรีบตอบกลับไป
ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ ตัวเขาก็เพิ่งสร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่ให้ทางโรงแรมไป
แต่ผู้จัดการก็ราวกับมองไม่เห็นความไม่เป็นธรรมชาติของถังหาว เขาเดินตรงเข้าไป แล้วใช้สองมือยื่นบัตรสีทองใบหนึ่งให้ พร้อมกับพูดว่า “นี่คือสิ่งที่ท่านประธานฉู่สั่งให้ผมนำมามอบให้คุณครับ ข้างในมีเงินอยู่สองแสนหยวน คุณสามารถพาคนรู้จักเข้ามาใช้บริการของเราได้ทุกเมื่อเลยนะครับ”
สองแสนหยวน?
ถังหาวแทบไม่อยากเชื่อหูของตัวเอง
เงินมากขนาดนี้ เติมลงบัตรให้เขาโดยตรงเลยงั้นเหรอ?
ต่อให้เป็นโรงแรมของฉู่หลิงเอง แต่ถังหาวก็ไม่กล้ารับของขวัญชิ้นใหญ่ขนาดนี้
เขารีบปฏิเสธทันทีว่า “ขอบคุณมากนะครับ รบกวนคุณช่วยบอกขอบคุณพี่ฉู่แทนผมด้วย แต่บัตรใบนี้ ผมคงรับไว้ไม่ได้จริงๆ ครับ”
บัตรทองล้ำค่าขนาดนี้ เขาไม่กล้ารับไว้หรอก
อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะผู้หญิงที่มาดูตัวคนนั้นเสนอว่าจะมากินข้าวที่นี่ ต่อให้ตีให้ตายเขาก็ไม่มีทางมาใช้บริการของที่นี่แน่
แล้วยังจะให้เขาพาเพื่อนมากินอีก? ไม่มีทาง!
เมื่อเห็นถังหาวปฏิเสธโดยตรง บนใบหน้าของผู้จัดการก็เผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
ดูเหมือนว่าคุณผู้ชายท่านนี้กับเจ้านายของเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากจริงๆ
ถึงขนาดที่เจ้านายคาดเดาปฏิกิริยาของเขาไว้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งเลยทีเดียว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผู้จัดการก็แกล้งทำหน้าเศร้า ก่อนจะพูดอ้อนวอนถังหาวโดยตรงว่า “คุณอย่าทำให้ผมลำบากใจเลยนะครับ ถ้าคุณไม่รับไว้ ตำแหน่งผู้จัดการของผมก็คงอยู่ยากแล้วล่ะครับ”
เดิมทีถังหาวก็รู้สึกเกรงใจอยู่แล้ว พอเห็นท่าทางลำบากใจของผู้จัดการ เขาก็ทำได้เพียงรับบัตรใบนั้นไป
ในชั่วพริบตาเดียว ถังหาวก็รู้สึกว่ากระเป๋าของเขาหนักอึ้งขึ้นมาทันที แล้วในใจก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
ฉู่หลิงพี่น้องของเขาคนนี้ ช่างมีน้ำใจจริงๆ ไม่เสียแรงที่คบกันมาตั้งแต่เด็ก!
ในเวลานี้ ฉู่หลิงก็ได้พาพวกเด็กๆ ขึ้นรถโรลส์-รอยซ์ แฟนธอม รุ่นฐานล้อยาวของเขาแล้ว และพวกเขาก็กำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดนิทรรศการภาพเขียนและอักษรวิจิตร
บนรถ ฉู่เหมิงเหมิงก็มองฉู่หลิงด้วยสีหน้าลำบากใจ เธออึกอักอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากพูดว่า “พี่คะ มีเรื่องหนึ่งที่หนูอยากจะบอกพี่หน่อย พวกเราอาจจะอยู่ได้อีกแค่ไม่วันก็ต้องกลับแล้วค่ะ เพราะผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้จะออกแล้ว พวกเราต้องกลับไปรอฟังผล...”
เพราะเมื่อผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมาแล้ว พวกเธอจะต้องไปกรอกใบสมัครเลือกมหาวิทยาลัยอีก และเรื่องเหล่านี้ก็ล้วนต้องกลับไปปรึกษากับพ่อแม่ที่บ้านทั้งนั้น
เด็กสาวคนอื่นๆ เองก็มีสีหน้าอาลัยอาวรณ์เช่นกัน พวกเธอต่างก็พากันมองฉู่หลิงตาละห้อยแล้วพูดว่า
“พี่ฉู่วางใจได้เลยนะคะ พวกเรากลับไปครั้งนี้ จะต้องรีบจัดการเรื่องมหาลัยให้เสร็จแล้วรีบกลับมาที่นี่ให้ได้อย่างแน่นอนค่ะ! พี่ก็รอพวกเรากลับมาอยู่ที่นี่ได้เลยนะคะ!”
“ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะ แต่พอต้องกลับไปแบบนี้ ก็รู้สึกไม่อยากห่างจากพี่ฉู่เลย! พี่ฉู่คะ พวกเรากลับไปแล้ว พี่ต้องคิดถึงพวกเราบ้างนะคะ!”
“พี่ฉู่คะ รอพวกเรากลับมานะ พวกเราทุกคนจะซื้อของฝากแล้วก็ของขวัญมาให้พี่ด้วยนะคะ!”
เหล่าเด็กสาวต่างก็พากันออดอ้อนเกาะติดอยู่กับตัวของฉู่หลิง พวกเธอไม่อยากกลับไปเลยจริงๆ
ฉู่หลิงมองดูท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูของพวกเธอ ในใจก็อ่อนยวบลง เขาหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “ได้ พี่จะรอพวกเธอกลับมาก็แล้วกัน แล้วก็อย่าลืมเอาของขวัญมาให้พี่ด้วยล่ะ!”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน รถก็มาถึงหน้าประตูสถานที่จัดงานนิทรรศการภาพเขียนและอักษรวิจิตรแล้ว พอมาถึงสถานที่ พวกเธอถึงได้พบว่า นิทรรศการในวันนี้มันช่างยิ่งใหญ่อลังการจริงๆ
ครั้งนี้เป็นการจัดงานนิทรรศการภาพเขียนและอักษรวิจิตรขนาดใหญ่ ดังนั้นเลยมีทั้งทางการและเอกชน รวมถึงนักสะสมชื่อดังหลายคนพากันนำของสะสมล้ำค่าที่เก็บเอาไว้ออกมา เพื่อจัดแสดงให้แขกในงานได้ร่วมชื่นชม
ป้ายแนะนำตรงหน้าประตูล้วนทำออกมาอย่างประณีตและงดงามมาก และก็ดูเหมือนจะเป็นการเชิญปรมาจารย์ด้านอักษรวิจิตรในยุคปัจจุบันสักคนหนึ่ง มาตวัดพู่กันสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาโดยเฉพาะ
ตัวอักษรบนนั้นดูลื่นไหลราวกับเมฆที่กำลังเคลื่อนไปตามสายน้ำ เรียวดุจมังกรที่กำลังร่ายรำ ท่วงท่าสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ
ฉู่หลิงยืนมองอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง ก็พบว่าขนาดของงานครั้งนี้มันใหญ่มากจริงๆ ของล้ำค่าที่นำมาจัดแสดงก็มีทั้งของยุคปัจจุบันและของโบราณ แม้แต่ผลงานของหมี่ฝูและหวังซีจือก็ยังมาปรากฏรวมอยู่ในนั้นด้วย
เมื่อมองดูฝูงชนที่แน่นขนัดและกำลังส่งเสียงเซ็งแซ่อยู่หน้าประตู ฉู่หลิงก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น
มิน่าล่ะถึงมีคนมาร่วมงานมากขนาดนี้ มีของล้ำค่าอยู่ที่นี่เยอะขนาดนี้ก็ย่อมต้องได้รับความสนใจมากอยู่แล้ว
ถึงแม้ฉู่หลิงจะไม่มีบัตรเชิญ แต่เขาก็แค่ต้องบอกชื่อตู้จวิ้นจื้อกับพนักงานที่รับผิดชอบตรวจบัตรอยู่ตรงหน้าประตูก็พอ
ทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินชื่อของตู้จวิ้นจื้อ เขาก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าเป็นกระตือรือร้นในทันที ก่อนจะพูดกับฉู่หลิงว่า “คุณคือคุณฉู่ใช่ไหมครับ? เชิญด้านในได้เลยครับ! คุณชายตู้ได้แจ้งพวกเราไว้เรียบร้อยแล้วครับ!”