- หน้าแรก
- ตำนานจักรพรรดิโอสถสยบสวรรค์
- บทที่ 230 - ตกเป็นรอง
บทที่ 230 - ตกเป็นรอง
บทที่ 230 - ตกเป็นรอง
บทที่ 230 - ตกเป็นรอง
"เอาตัวซีเหยียนลงมา แล้วสับขาทั้งสองข้างของนางซะ"
ในตอนนั้นเอง บรรดานักหลอมโอสถก็ตะโกนสั่งการ สีหน้าของพวกเขาดูเคร่งเครียด แต่แววตากลับแฝงไปด้วยความตื่นเต้น
เพิ่งจะวิเคราะห์ตัวยาที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อนได้ถึงสองชนิด นั่นหมายความว่าอาจจะมีตัวยาอื่นซ่อนอยู่อีก
เพราะฉะนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากขาทั้งสองข้างก่อน ถ้ายังไม่ได้ผล ก็ค่อยจับนางไปหลอมทั้งเป็น
"แกรกๆๆ..."
โซ่ตรวนเส้นเขื่องค่อยๆ ถูกปล่อยลงมา นำพาร่างของซีเหยียนที่เหลือแต่กระดูกขาวโพลน ดูไม่เป็นผู้เป็นคน ลงมาวางบนแท่นสูง
ซีเหยียนนอนรวยริน ลมหายใจแผ่วเบา แววตาเหม่อลอย
นางถอดใจแล้ว
ชีวิตที่น่าสมเพชและเวทนาของนาง มีอะไรน่าอาลัยอาวรณ์อีกหรือ?
ตั้งแต่เกิดมา จนปลุกตราวิญญาณได้
ตั้งแต่ถูกสำนักอัปเปหิ จนถูกพี่สาวทรยศ
ตั้งแต่ตราวิญญาณถูกทำลาย จนถูกเนรเทศไปลานเลือดล้างแค้น
ชีวิตนางราวกับถูกโชคชะตาเล่นตลกและเยาะเย้ยอย่างโหดร้าย
ในที่สุดก็สามารถยกระดับตราวิญญาณ ผสานชีวิตเข้ากับมารร้าย ราวกับกำลังจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่กลับถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์จับตัวมา ถูกเฉือนเนื้อปล่อยเลือด ชำแหละร่างกายอย่างโหดเหี้ยม
ชีวิตของนาง จบลงด้วยโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง
"มารร้าย ร่างนี้ยกให้เจ้าแล้ว"
"วิญญาณของข้า ก็ยกให้เจ้าเช่นกัน"
"ข้า... ขอยอมแพ้..."
ซีเหยียนขยับริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะค่อยๆ ปิดตาลง
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่ความมืดมิดกำลังจะกลืนกินดวงตา นางกลับเผลอหรี่ตาขึ้นมาอีกครั้ง
ในภาพอันเลือนลาง ราวกับมีร่างอันคุ้นเคยกำลังเดินจ้ำอ้าวเข้ามาหานาง
"เขาหรือ?" ซีเหยียนขยับริมฝีปาก เผยรอยยิ้มบางๆ
ก่อนตาย ยังอุตส่าห์ฝันถึงเขาอีกหรือ?
เขาคงเป็นสิ่งเดียวที่งดงามในชีวิตอันแสนสั้นของนางกระมัง
"ข้าจัดการเอง!" เจียงอี้จงใจใช้โทนเสียงปกติ ร้องห้ามชายฉกรรจ์หลายคนที่กำลังเดินเข้ามา
"หือ?" ซีเหยียนที่เพิ่งปิดตาลงไปเบิกตากว้างขึ้นมาอีกครั้ง สายตาค่อยๆ ปรับโฟกัสจากภาพเลือนลางจนชัดเจนขึ้น
เสียงนี้ เหมือนเสียงเขาเลย
เจียงอี้รีบเดินเข้าไปหาซีเหยียน กระซิบเสียงแผ่ว "ข้ามาแล้ว"
รูม่านตาของซีเหยียนค่อยๆ ขยายกว้าง จ้องมองใบหน้าแปลกหน้าตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ทว่าในหูกลับได้ยินแต่เสียงอันคุ้นเคย
"ข้าเอง ข้ามาแล้ว" เจียงอี้กระซิบแผ่วเบา พลางแอบยัดโอสถปราณทองคำใส่ปากนางอย่างแนบเนียน
โอสถนี้ช่วยบำรุงพลังปราณ ฟื้นฟูวิญญาณ และรักษาบาดแผล
ริมฝีปากสีแดงของซีเหยียนเผยอออกเล็กน้อย จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างเหม่อลอย นัยน์ตาร้อนผ่าว ค่อยๆ มีน้ำตาเอ่อล้น
นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม?
เจียงอี้มองดูร่างกายที่บอบช้ำจนแทบไม่เหลือชิ้นดีของซีเหยียน โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ตาแดงก่ำ
นี่หรือคือสิ่งที่นักหลอมโอสถทำ? ไอ้พวกเดรัจฉานพวกนี้!
"เจ้ากำลังทำอะไร!"
จู่ๆ เสียงตวาดกร้าวก็ดังก้องไปทั่วตำหนัก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แหบพร่า และแทบจะคลุ้มคลั่ง
"ไอ้สารเลว เจ้าป้อนอะไรให้นาง?"
"เจ้าให้นางกินโอสถงั้นหรือ?"
"เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง!"
"พวกข้ากำลังวิเคราะห์ตัวยา แต่เจ้ากลับให้นางกินยาเนี่ยนะ?"
"สมองเจ้าหมามันคาบไปกินแล้วหรือไง!"
นักหลอมโอสถผมขาวโพลนคนหนึ่งโกรธจนควันออกหู ตาเบิกโพลง หน้าแดงก่ำ
ตำหนักอัคคีสวรรค์พลันเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่พวกเขาเป็นจุดเดียว
"ผู้อาวุโส พูดจาให้มันระวังปากหน่อย" เจียงอี้ลุกขึ้นยืน บังร่างของซีเหยียนไว้มิดชิด
ซีเหยียนจ้องมองแผ่นหลังตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ริมฝีปากสีแดงสั่นระริก น้ำตาพรั่งพรูออกมา
เป็นเขาจริงๆ
เขามาแล้ว
"ไอ้สารเลว ใครปล่อยให้เจ้าเข้ามาในตำหนักอัคคีสวรรค์ ใครอนุญาตให้เจ้าขึ้นไปบนแท่นสูงนั่น"
"เจ้ารบกวนการหลอมโอสถ ทำลายแผนการของพวกเรา ข้าไม่สนหรอกนะว่าเจ้าเป็นใคร ข้าจะไปกราบทูลท่านผู้นำศักดิ์สิทธิ์ ให้ประหารชีวิตเจ้าเสีย"
"อย่าคิดนะว่ามีตราศักดิ์สิทธิ์แล้วจะทำอะไรตามอำเภอใจได้ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลีฮว่อของเราไม่ขาดแคลนตราศักดิ์สิทธิ์หรอกนะ แต่ละรุ่นก็มีตั้งสี่ห้าคน ขาดเจ้าไปสักคนก็ไม่เป็นไรหรอก"
ชายชราผู้นั้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตะโกนด่าทอพลางพุ่งขึ้นมาบนแท่นสูง
"เขาให้ซีเหยียนกินโอสถหรือ?"
"เจ้าไม่ใช่นักหลอมโอสถ จะมาจุ้นจ้านอะไรด้วย"
"ใครปล่อยให้มันเข้ามา รนหาที่ตายหรือไง!"
นักหลอมโอสถคนอื่นๆ เริ่มตั้งสติได้ ก็พากันจ้องมองเหยียนโหลวที่อยู่บนแท่นสูงด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมกับด่าทอเสียงดัง
พวกเขารวมตัวกันอยู่ในตำหนักอัคคีสวรรค์มาเกือบปีแล้ว ทุ่มเทแรงกายแรงใจวิเคราะห์ส่วนผสมของโอสถจนเลือดตาแทบกระเด็น เห็นความสำเร็จอยู่รำไร จะมายอมให้เกิดเรื่องบ้าๆ แบบนี้ขึ้นได้อย่างไร
"เขาเป็นบ้าอะไรของเขา?" มู่ฉงอวิ๋นและคนอื่นๆ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทำไมถึงทำเรื่องโง่ๆ แบบนี้ได้?
"หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!"
จู่ๆ เจียงอี้ก็ตวาดลั่น เสียงดังกังวานก้องกังวาน สายตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่เหล่าองครักษ์ที่กำลังจะพุ่งเข้ามา
"รู้ไหมว่าทำไมข้าถึงกลับมาจากแดนลับเทียนฉี่?"
"ยังอยากได้โอสถในตำนานอยู่ไหม?"
เจียงอี้กะเวลาดูแล้วว่าคงได้เวลาพอดี เลยตัดสินใจลุยแหลก!
สถานการณ์ที่กำลังวุ่นวายถูกสะกดด้วยเสียงตะโกนอันกึกก้องนี้
ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความงุนงง
"เอาตัวเจียงหงอู่ลงมา!" เจียงอี้ฉวยโอกาสตีเหล็กตอนร้อน ตะโกนสั่งการเสียงดัง
"อะไรนะ?" องครักษ์ทั้งสองฝั่งของแท่นสูงมองหน้ากันเลิ่กลั่ก อัจฉริยะแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้คิดจะทำอะไรกันแน่?
"เอาตัวเจียงหงอู่ลงมา ข้าได้โอกาสทองมาจากแดนลับเทียนฉี่ สามารถช่วยหลอมโอสถในตำนานได้"
เจียงอี้ตะโกนปดคำโต แสร้งทำเป็นแข็งกร้าว มั่นใจ และเจือไปด้วยความโกรธ
"เอาตัวเจียงหงอู่ลงมา ข้าสามารถกระตุ้นตัวยาในร่างกายเขาออกมาได้ทั้งหมด"
"เวลาของข้ามีจำกัด ที่ข้ารีบร้อนกลับมาก็เพื่อการนี้แหละ"
เจียงอี้ชี้หน้าองครักษ์ที่อยู่ข้างๆ แล้วตะโกน "ถ้าชักช้าจนเสียการ ใครจะรับผิดชอบ"
"เอ่อ..." พวกองครักษ์มองหน้านักหลอมโอสถด้วยความงุนงง
พวกนักหลอมโอสถขมวดคิ้วมองหน้ากัน ก่อนจะหันไปมองเจียงอี้
"ของวิเศษอะไรที่จะกระตุ้นตัวยาออกมาได้?"
"นี่ไง..."
เจียงอี้หยิบชามแห่งชีวิตออกมา กระตุ้นให้กระแสน้ำในชามหมุนวน แผ่พลังดูดกลืนอันน่าสะพรึงกลัว ดึงดูดพลังธาตุไฟในตำหนักอัคคีสวรรค์ให้ไหลเข้าสู่ชามอย่างต่อเนื่อง
พวกนักหลอมโอสถจ้องมองด้วยความประหลาดใจ "นั่นมันอะไรน่ะ?"
เจียงอี้ตอบ "เอาตัวเจียงหงอู่ลงมา ตัดแขนเขาสองข้าง ลองเอาไปใส่ดูเดี๋ยวก็รู้เอง"
"ในมือเจ้าก็มีซีเหยียนอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?"
"นางใช้ไม่ได้"
"ทำไมถึงใช้ไม่ได้?"
"พวกท่านไม่สังเกตเห็นกลิ่นอายประหลาดในตัวนางเลยหรือไง?"
"เอ่อ..." พวกนักหลอมโอสถหันมามองหน้ากันอีกครั้ง
"พวกท่านเก่งแต่หลอมโอสถ ไม่เคยสืบประวัติพวกเขาก่อนเลยหรือไง? ทำไมนางถึงออกจากสำนักเซิ่งหนวี่? ทำไมยกระดับตราวิญญาณแล้วถึงไม่ยอมกลับไป?"
"ทำไมล่ะ?"
"พวกท่านไม่รู้จริงๆ หรือเนี่ย? วิญญาณของนาง... มีวิญญาณมารสิงอยู่! ตัวยาพิเศษที่พวกท่านสกัดออกมาจากตัวนาง ถ้าไม่ถูกกลิ่นอายมารกลืนกินไป ก็คงไม่ใช่ตัวยาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ"
พวกนักหลอมโอสถหน้าเปลี่ยนสี ราวกับเพิ่งจะนึกอะไรออก เพราะพวกเขาเองก็สัมผัสได้ถึงพลังประหลาดบางอย่างในตัวซีเหยียนเหมือนกัน
มัวแต่วิจัยตัวยาลึกลับจนมองข้ามความผิดปกตินี้ไป คิดไม่ถึงเลยว่านางจะผสานวิญญาณมารเข้ากับตัว
"วิญญาณมารแบบไหนถึงจะส่งผลต่อเนื้อเยื่อและเลือดได้?"
จู่ๆ เหลิ่งฉานก็ตั้งคำถามขึ้นมา นางเป็นอัจฉริยะด้านการหลอมโอสถ และมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้มาตั้งแต่ต้น แม้จะแปลกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของ 'เหยียนโหลว' และรู้สึกหูผึ่งกับสิ่งที่ 'เหยียนโหลว' พูด แต่ก็ยังอดตั้งคำถามไม่ได้
เจียงอี้แกล้งทำหน้าผิดหวัง "พวกท่านไม่รู้ด้วยซ้ำว่านางมีตราวิญญาณอะไรหรือเนี่ย? นางมีตราวิญญาณสังสารวัฏ การผสานวิญญาณมารมีความหมายว่ายังไงรู้ไหม?"
ผู้พิทักษ์ร่างกำยำคนหนึ่งนึกขึ้นได้ทันที
"ตราวิญญาณสังสารวัฏสามารถยืมร่างคืนชีพได้งั้นหรือ? หมายความว่าพวกนางใช้ร่างกายร่วมกัน วิญญาณมารกำลังเปลี่ยนสภาพร่างกายของนางอยู่"
"ร่างกายนางถูกแปดเปื้อนไปแล้ว พวกท่านจะศึกษาไปก็ไร้ประโยชน์ ที่ข้าให้นางกินยา ก็เพราะเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะศึกษาต่อแล้ว ข้าจะช่วยชีวิตนาง แล้วเก็บนางไว้ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลีฮว่อ ให้นางกลายเป็นผู้มีตราวิญญาณสังสารวัฏของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เราไงล่ะ"
เจียงอี้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด พูดเป็นต่อยหอย
แม้จะโกหกหน้าตาย แต่พอฟังดูแล้วก็มีเหตุผลไม่น้อย
นักหลอมโอสถที่เพิ่งจะด่าเจียงอี้ปาวๆ เมื่อครู่ สีหน้าเริ่มอ่อนลง ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เหยียนโหลวคงไม่ทำเรื่องไร้สาระหรอก
มู่ฉงอวิ๋นจ้องมองเจียงอี้ที่อยู่บนแท่นสูง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกทะแม่งๆ
ทั้งน้ำเสียง ทั้งท่าทาง มันดูแปลกๆ ไปหมด
เจียงอี้เร่งเร้า "รีบเอาตัวเจียงหงอู่ลงมาสิ ข้าจะสาธิตสรรพคุณของชามหยกใบนี้ให้ดู"
ตาเฒ่าพวกนี้โดนเจียงอี้หลอกซะเปื่อยเลย
เพราะวันๆ พวกเขาเอาแต่เก็บตัวหลอมโอสถ แทบไม่ค่อยได้เจอหน้า 'เหยียนโหลว' รุ่นเยาว์คนนี้สักเท่าไหร่ จึงไม่ค่อยรู้จักรนิสัยใจคอกันนัก
แถมเหยียนโหลวก็เป็นถึงศิษย์เอกของถังเถี่ยผิง ในจิตใต้สำนึกของพวกเขาจึงไม่คิดว่าเจ้านี่จะมีปัญหาอะไร
มีแค่ความหยิ่งยโสของ 'เหยียนโหลว' เท่านั้นที่ขัดหูขัดตาบ้าง
แต่ความหยิ่งยโสของเหยียนโหลว ก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว
(จบแล้ว)