- หน้าแรก
- ตำนานจักรพรรดิโอสถสยบสวรรค์
- บทที่ 200 - จับตัวได้อีกหนึ่ง
บทที่ 200 - จับตัวได้อีกหนึ่ง
บทที่ 200 - จับตัวได้อีกหนึ่ง
บทที่ 200 - จับตัวได้อีกหนึ่ง
หลังจากเงียบสงบมาได้สามวัน เมืองหวงฝู่ก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง
เมฆเพลิงบดบังท้องฟ้า กลืนกินหมู่เมฆจนสิ้นซาก นกฟลามิงโก้ขนาดใหญ่สยายปีกกว้างกว่าร้อยเมตร พัดพากระแสแสงสว่างเจิดจ้า ร่อนลงสู่เมืองหวงฝู่
"องค์ราชาเสด็จมาแล้วหรือ?"
"นกฟลามิงโก้ พาหนะคู่พระทัยขององค์ราชา"
"ข้าก็นึกว่าองค์ราชาทรงเก็บตัวมานาน จะไม่ยอมเสด็จมาเสียแล้ว"
ผู้คนต่างพากันตื่นเต้นแตกตื่น เฝ้ามองดูบุคคลผู้มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรรองจากฮ่องเต้
บรรดาผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์ต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก องค์ราชาเสด็จมาด้วยพระองค์เอง น่าจะพอข่มขวัญเจียงหงอู่ได้บ้าง
บรรดายอดฝีมือแห่งตำหนักฉีเทียนต่างมองดูบรรยากาศอันคึกคักวุ่นวายด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน แม้หลายปีมานี้ตำหนักฉีเทียนจะพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จนดูเหมือนจะอยู่เหนือทุกสำนักและทุกตระกูลในอาณาจักร แต่เมื่อเทียบกับแคว้นโอสถแล้ว ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอยู่มาก
ฉางซีลงจากหลังช้างหยกขาว เตรียมพร้อมจะนำเหล่าองครักษ์ไปต้อนรับเสด็จพ่อ
ทว่า...
"แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
เสียงร้องตะโกนโหยหวนดังก้องฟ้า กลุ่มคนขี่นกนักล่าบินโฉบข้ามเมือง ตรงดิ่งเข้ามายังเขตเมืองชั้นใน
"ตระกูลน่าหลันก่อกบฏแล้ว!!"
"ตระกูลน่าหลัน ก่อกบฏแล้ว!!"
"น่าหลันซั่ว พาทุกคนในตระกูลน่าหลัน หายตัวไปแล้ว!!"
ยอดฝีมือจากสมาคมเทียนฮว๋าไม่รอให้นกบินร่อนลงจอด พวกเขากระโดดลงมาจากฟ้า กระแทกพื้นอย่างแรง พร้อมกับตะโกนสุดเสียง
"ตระกูลน่าหลัน? ก่อกบฏ??"
ทุกคนเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังกลุ่มคนที่กำลังตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
"ฉางซี ที่ข้าบอกว่าข้าต้องการท่าน ข้าไม่ได้ล้อเล่นนะ"
จู่ๆ เจียงอี้ก็พุ่งเข้าไปบีบคอฉางซี เปลวเพลิงทั่วร่างลุกโชน ปีกเพลิงสีทองสยายออกอย่างกะทันหัน
เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ไม่เพียงแต่ฉางซีที่ตั้งตัวไม่ทัน แม้แต่เหล่าองครักษ์ และทุกคนที่กำลังตกใจกับคำพูดของพวกตระกูลเหวย ก็ไม่มีใครตั้งตัวติดเลยสักคน
เจียงอี้กระพือปีกเพลิง บีบคอฉางซีพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ตรงดิ่งไปยังลานประลอง
"เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?" ทุกคนหันขวับกลับมามองอีกครั้ง ก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นน่าหลันชิงเย่ากลับไปยืนอยู่บนลานประลองแล้ว
เขาขึ้นไปทำอะไรบนนั้น? แล้วทำไมถึงจับตัวฉางซีไปด้วย?
"ไอ้โง่ เจ้ากลับมาทำไมเนี่ย?" ฉู่หยวนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
"เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า?"
"องค์ราชาเสด็จมาแล้วนะ เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง?" ฉางซีแม้อยู่ในสถานการณ์คับขันแต่ก็ยังคงความเยือกเย็นไว้ได้ นางไม่แสดงอาการตื่นตระหนก หรือร้องโวยวายใดๆ
"ที่ข้าไป ก็เพื่อพาท่านกลับมานี่แหละ"
"ตอนนี้... ครบองค์ประชุมแล้วล่ะ!" เจียงอี้สลายเปลวไฟ บีบคอฉางซีเดินกลับเข้าไปรวมกลุ่มกับพวกคุกโลหิต
บรรยากาศรอบๆ ลานประลองเงียบกริบ ผู้คนต่างพากันสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"เจียงอี้?" สิงเลี่ยนลองเอ่ยชื่อนี้ออกมาเบาๆ เมื่อกี้ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? ปีกเพลิงนั่น? สีทองงั้นหรือ?
"ในที่สุดเจ้าก็รู้สึกตัวเสียที"
"แคว้นหลางหยาจะมีผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์โผล่มามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร" เจียงอี้แค่นเสียง
"เขาคือใคร?" องค์ชายใหญ่หันไปจ้องสิงเลี่ยนเขม็ง
พวกฉู่หยวนก็ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก จ้องมองสิงเลี่ยนเช่นกัน
สิงเลี่ยนสูดลมหายใจเข้าลึก "เจียงอี้!!"
"เจียงอี้??" พวกลู่จื่ออิ๋นหันขวับกลับไปจ้องมอง 'น่าหลันชิงเย่า' อีกครั้ง
"เป็นไปไม่ได้! เจ้าไม่ใช่เจียงอี้!"
"เจียงอี้ใช้เพลิงศักดิ์สิทธิ์สีทอง และเขาเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อู๋หุยแล้ว!" องค์ชายใหญ่ตะโกนลั่น ไม่สนใจเคียวที่เสียบคาอกอยู่ แทบจะหันขวับกลับไปมอง
นี่มันกับดัก? กับดักที่วางไว้ดักข้าตั้งแต่แรกรึ?
แล้วข้าก็หลงเชื่อมาที่นี่ แถมยังหลงเชื่อคำพูดของเจ้านี่อีก?
นี่มันช่างน่าอัปยศอดสูที่สุด!
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่เขาถูกหลอกจนหัวปั่นขนาดนี้
"เจียงอี้?"
ผู้คนที่อยู่รอบๆ ลานประลองต่างพากันแตกตื่น
สายตาทุกคู่ที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงจับจ้องไปที่ลานประลอง
อดีตอัจฉริยะตระกูลเจียงที่ลือกันว่าถูกรับตัวเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์อู๋หุยไปแล้วน่ะหรือ?
เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แล้วเปลวเพลิงของเขาล่ะ เกิดอะไรขึ้น?
แถมเขายังไปเกี่ยวโยงกับตระกูลน่าหลันได้ยังไง?
บรรดาผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์ต่างผลักผู้คนแหวกทาง พุ่งเข้าไปข้างหน้า จ้องมองร่างซูบผอมนั้นด้วยความตกตะลึงจนไม่อยากจะเชื่อ
เจียงอี้??
ไอ้บรรพบุรุษเอ๊ย!
นี่มันหมายความว่าไง! นอกจากจะไม่ได้ผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์กลับมาสักคนแล้ว ยังต้องเสียทั้งองค์ชายสามและฉางซีไปอีกรึ?
"ตระกูลน่าหลันก่อกบฏแล้ว! ตระกูลน่าหลันร่วมมือกับตระกูลเจียงแล้ว!" ยอดฝีมือตระกูลเหวยชี้หน้าด่าทอไปทางลานประลอง
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน ข้าจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ" ผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์คนหนึ่งโกรธจนเลือดขึ้นหน้า แทบจะพุ่งเข้าไปอาละวาด
"ทำเกินไปแล้ว!"
"พวกเจ้าพ่อลูก ทำเกินไปแล้วจริงๆ!"
ผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ทนไม่ไหวเช่นกัน นี่มันเห็นพวกเราทุกคนเป็นตัวตลกรึไง
"พวกเจ้าคือคนของสมาคมเทียนฮว๋างั้นรึ?"
"พวกเจ้าไม่มา ข้าก็เกลือบจะลืมไปแล้วนะเนี่ย" เจียงอี้หยิบร่างที่เหลือแต่ลมหายใจรวยรินของเหวยเฉิงหลงออกมาจากเจดีย์ทองสัมฤทธิ์ แล้วโยนให้คนของคุกโลหิตที่อยู่ข้างๆ
"ฉับ!!"
คนของคุกโลหิตตวัดเคียว ฟันร่างของเหวยเฉิงหลงขาดสะบั้นทันที
แต่ไม่ได้ฟันที่หน้าอกนะ ทว่าเป็น... การตัดหัว!!
เหวยเฉิงหลงยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เพิ่งจะได้เห็นแสงสว่าง ก็ต้องกลับไปอยู่ในความมืดมิดชั่วนิรันดร์เสียแล้ว
"อ๊าก!" ยอดฝีมือตระกูลเหวยแทบคลั่ง แต่ก็ถูกคนรอบข้างจับตัวไว้แน่น
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึงและมึนงง สัมผัสได้ถึงความรุนแรงของสถานการณ์อย่างชัดเจน
ไม่เพียงแต่บรรดาองค์ชายและผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์ถูกจับกุมเท่านั้น แต่การลี้ภัยของตระกูลน่าหลัน ก็จะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาจักรเช่นกัน
ตระกูลน่าหลันยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ที่ราชวงศ์ยังไม่ทันได้ลงมือ แถมยังร่วมมือกับตระกูลเจียงล่าสังหารบรรดาองค์ชายและผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์อีก
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความผิดหวังอย่างรุนแรงที่พวกเขามีต่อราชวงศ์ และยังเป็นการประกาศต่อต้านราชวงศ์อย่างเงียบๆ อีกด้วย
ราชวงศ์ร้อนรนพยายามกำจัดอิทธิพลของห้าผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์ผู้ก่อตั้งแคว้น เพื่อแสดงอำนาจบารมี และรวมศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็น... ความพังพินาศ!
"ฉางซี ทำไมลูกถึงไปอยู่ตรงนั้นล่ะ?"
"ตอนข้ามา ข้าไม่ได้ยินเลยนะว่าลูกสาวข้าก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของเจียงหงอู่ด้วย"
เปลวไฟร้อนระอุโปรยปรายลงมาจากฟ้า นกฟลามิงโก้ตัวยักษ์ความยาวกว่าร้อยเมตร นำพาองค์ราชาและผู้พิทักษ์แห่งแคว้นโอสถร่อนลงมา
น้ำเสียงอันเย็นชาขององค์ราชา ทำให้บรรดาผู้อาวุโสแห่งราชวงศ์มีสีหน้ากระอักกระอ่วน พวกเขากำลังจะหันไปต้อนรับ แต่ก็ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดดี
"เจียงอี้ เจ้าคือเจียงอี้สินะ" ฉางซีหลับตาลง ทุกอย่างกระจ่างชัดแล้ว
ใช่แล้วล่ะ แคว้นหลางหยาจะมีผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์โผล่มาเป็นดอกเห็ดได้อย่างไรกัน
พวกเราเองที่มองโลกในแง่ดีเกินไป
"ขออภัยด้วย ให้ความร่วมมือดีๆ ล่ะ แล้วข้าจะไม่ทำร้ายท่าน"
"ขอเชิญท่านไปเป็นแขกที่สำนักเทียนซือสักสองสามวัน ข้ารับรองว่าจะพาท่านกลับแคว้นโอสถอย่างปลอดภัยแน่นอน"
เจียงอี้ยังคงบีบคอฉางซีไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
ทั้งองค์ชายใหญ่ องค์ชายสาม สี่ผู้มีตราศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็ลู่จื่ออิ๋น อัจฉริยะแห่งวิหารโอสถ
ในที่สุดพวกเขาก็มีข้อต่อรองที่มากพอเสียที
"เจียงหงอู่ จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยหรือ?"
องค์ราชาในวัยใกล้หกสิบ แต่ผิวพรรณยังคงเต่งตึง ผมดำขลับยาวถึงเอว ดูราวกับเด็กหนุ่มวัยสิบกว่าปี
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับทายาทตระกูลเจียง
คิดไม่ถึงเลยว่า จะได้มาพบกันในสถานการณ์เช่นนี้
ทั้งรู้สึกเสียดาย และจนใจ
หกตระกูลใหญ่ที่เคยสละชีวิตร่วมกันก่อตั้งแคว้นขึ้นมา สุดท้ายก็ต้องเดินบนเส้นทางที่บรรพบุรุษไม่อยากให้เป็นที่สุดจนได้
"เรื่องใครผิดใครถูก มันอธิบายยาก และก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว ขอองค์ราชาก็อย่าได้ตรัสอะไรให้มากความเลย"
"หากองค์ราชาสามารถรับรองความปลอดภัยให้พวกเราถอยกลับไปยังหลัวฝูได้ ฉางซีก็จะสามารถกลับคืนสู่แคว้นโอสถได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน"
เจียงหงอู่ไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับแคว้นโอสถ
ที่เชิญองค์ราชามา ก็เพื่อจะใช้เป็นใบเบิกทางให้ออกไปได้อย่างราบรื่น
เมื่อองค์ราชาอยู่ที่นี่ ราชวงศ์ก็ย่อมไม่กล้าผลีผลาม เพราะกลัวว่าจะพลาดไปทำร้ายฉางซีเข้า
"เจ้าปล่อยพวกเขาไปให้หมดเถอะ ข้าขอเอาชื่อขององค์ราชาแห่งแคว้นโอสถเป็นประกัน ว่าจะคุ้มครองพวกเจ้าให้ปลอดภัย และจะเป็นตัวแทนไปเจรจากับราชวงศ์ให้เอง"
"เรื่องวุ่นวายพวกนี้ ควรจะจบลงได้แล้ว"
องค์ราชารู้สึกเสียดายที่ต้องเห็นสถานการณ์บานปลายมาถึงขั้นนี้ และไม่อยากให้เจียงหงอู่ต้องปะทะกับราชวงศ์จนเกิดสงครามขึ้นจริงๆ
เพราะนั่นจะเป็นหายนะของทั้งเจียงหงอู่และราชวงศ์
"นี่ไม่ใช่เรื่องวุ่นวาย แต่มันคือชะตากรรม!"
"ราชวงศ์ในตอนนี้ ไม่ใช่ราชวงศ์ในอดีตอีกต่อไป"
"การที่เราอยากจะมีชีวิตรอด ไม่สามารถแลกมาด้วยการยอมประนีประนอมได้"
"ข้า เจียงหงอู่ ไม่ใช่คนกระหายเลือด แต่ข้าก็ไม่เคยหวาดกลัวการเข่นฆ่าเช่นกัน"
"ในเมื่อข้าตัดสินใจนำพาครอบครัวออกจากอาณาจักรแล้ว ข้าก็จะยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อหาทางรอดให้พวกเขาให้จงได้"
เจียงหงอู่รู้จักนิสัยใจคอของคนในราชวงศ์ยุคนี้เป็นอย่างดี
หากเจ้ายอมประนีประนอม พวกเขาก็จะยิ่งเหยียบย่ำเจ้าให้จมดิน
เรื่องนี้มีเพียงต้องใช้กำลังตัดสินเท่านั้น และก็ต้องเป็นกำลังเท่านั้นด้วย
องค์ราชาทอดถอนใจ "น่าหลันซั่วจากไปแล้วจริงๆ หรือ?"
"ป่านนี้ก็คงจะเข้าเขตเทือกเขาหลัวฝูไปแล้ว" คำพูดของเจียงหงอู่ ทำให้เกิดเสียงฮือฮาขึ้นรอบด้าน
ทุกคนต่างก็เข้าใจแล้วว่า ที่เจียงหงอู่อยู่ที่นี่ คอยเรียกร้องโน่นเรียกร้องนี่ จุดประสงค์หลักก็คงจะเป็นการดึงดูดความสนใจ เพื่อถ่วงเวลาและสร้างโอกาสให้ตระกูลน่าหลันหลบหนีไปนั่นเอง
แม้ตระกูลน่าหลันจะถูกกดดันให้อยู่แต่ในชายแดนตะวันตกมาหลายปี แต่พวกเขาก็ยังคงเป็นสมาคมการค้ายักษ์ใหญ่แห่งชายแดนตะวันตก ที่มีรากฐานมั่นคง
ตอนนี้พวกเขากำลังหนีเข้าไปในเทือกเขาหลัวฝู ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาจะนำพาทรัพย์สมบัติมหาศาล ไปมอบให้กับตระกูลเจียงและสำนักเทียนซือด้วย
เจียงหงอู่นี่มันช่างร้ายกาจจริงๆ!!
พวกเขาเพิ่งจะได้ประจักษ์ถึงความร้ายกาจของท่านอ๋องผู้นี้อย่างแท้จริง
เจียงหงอู่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขายกมือขึ้นสั่งการ "ควบคุมตัวประกันทั้งหมด แล้วมุ่งหน้ากลับหลัวฝู!!"
(จบแล้ว)