- หน้าแรก
- ตำนานจักรพรรดิโอสถสยบสวรรค์
- บทที่ 80 - ความลับที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 80 - ความลับที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 80 - ความลับที่ถูกซ่อนไว้
บทที่ 80 - ความลับที่ถูกซ่อนไว้
ณ มุมหนึ่งของป่า เริ่นสุ่ยหานตามหาคนของสำนักเทียนกังจนพบ นางตวาดใส่หน้ามู่หรงซ่างอย่างไม่ไว้หน้า
"มู่หรงซ่าง! พี่ชายเจ้าคุยกับกู่หลัวยังไงกันแน่?"
"กู่หลัวบังอาจพาเจียงอี้มาตลบหลังพวกเรา!"
"พวกเจ้าต้องชดใช้ให้กับการตายของศิษย์น้องข้าทั้งสี่คน!"
มู่หรงซ่างเพิ่งจะสังหารเหยื่อกลุ่มหนึ่งมาอย่างโหดเหี้ยม ใบหน้าเปื้อนเลือดดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
"กู่หลัวกล้าตลบหลังพวกเจ้ารึ? มันเอาความกล้ามาจากไหน!"
"กู่หลัวลวงพวกเราไปติดกับ แล้วเจียงอี้ก็ดักซุ่มโจมตี นี่ไม่ใช่การตลบหลังแล้วจะเรียกว่าอะไร!"
มู่หรงซ่างปาดเลือดบนใบหน้าทิ้ง เหยียดยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ต่อให้เป็นการตลบหลัง แต่ไอ้พวกสวะห้าคนนั้นจัดการพวกเจ้าตายไปสี่ แถมยังทำเจ้าหนีหัวซุกหัวซุน? เริ่นสุ่ยหาน ฝีมือเจ้าก็ไม่ได้แน่เหมือนอย่างที่ลือกันเลยนี่นา"
เริ่นสุ่ยหานหน้าตึง "เลิกพล่ามได้แล้ว! ถ้าเจียงอี้รอดออกไปจากลานสะสางบัญชีแค้นได้ เหมืองคริสตัลสองแห่งของสำนักจินกัง พวกเจ้าต้องเป็นคนจ่าย!"
"ฝันไปเถอะ?"
"พวกเจ้าไร้น้ำยาเอง แล้วจะมาโยนความผิดให้พวกข้าเรอะ?"
"น่าสมเพชจริงๆ!" มู่หรงซ่างถ่มน้ำลายใส่อย่างไม่ไยดี
เริ่นสุ่ยหานปลดปล่อยไอเย็นยะเยือกจนผืนดินเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็ง "มู่หรงซ่าง เจ้าเทียบพี่ชายเจ้าไม่ได้จริงๆ ด้วย พรสวรรค์ด้อยกว่า แถมยังโง่กว่าอีกต่างหาก!"
"นังตัวดี รนหาที่ตายเรอะ?"
"ถ้าไม่มีสำนักเทียนกังหนุนหลัง สำนักจินกังจะเอาความกล้าที่ไหนไปงัดข้อกับสำนักเทียนซือ!" ใบหน้าของมู่หรงซ่างบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ กล้ามเนื้อบนใบหน้าและลำคอหดเกร็งจนดูคล้ายเกล็ดงู
สิ่งที่เขาเกลียดที่สุด คือการถูกเอาไปเปรียบเทียบและบอกว่าด้อยกว่าพี่ชายตัวเอง
"ศิษย์พี่ ถ้าเจียงอี้รอดออกไปได้ พวกเราทุกคนก็เสียหน้ากันหมดนะ" ศิษย์หญิงคนหนึ่งจากสำนักเทียนกังกระซิบเตือนมู่หรงซ่าง
"หึ! ถึงกู่หลัวจะหักหลังพวกเจ้า แต่การที่พวกเจ้าโดนเล่นงานง่ายๆ แบบนี้ ก็เพราะพวกเจ้ามันกระจอกเอง!"
"อยากให้ข้าช่วยตามล่าเจียงอี้ก็ได้ แต่เอาป้ายหยกมาแลกแปดอัน!" มู่หรงซ่างเลิกเถียง แต่ก็ไม่ได้คิดจะช่วยฟรีๆ
"นี่มันข้อตกลงระหว่างท่านเจ้าสำนักทั้งสองนะ!" เริ่นสุ่ยหานโกรธจัด ไอ้บ้าเอ๊ย อุตส่าห์รอดมาได้จนถึงป่านนี้ก็เพราะบารมีพี่ชายมันแท้ๆ
"ถ้าพวกเจ้ามาหาพวกข้าตั้งแต่แรก ต่อให้กู่หลัวคิดจะหักหลังยังไงก็ทำไม่สำเร็จหรอก"
"เป็นเพราะเจ้าอวดเก่ง อยากฉายเดี่ยวเองต่างหาก"
"นี่คือผลของการไม่ทำตามข้อตกลง"
มู่หรงซ่างถือไพ่เหนือกว่า ตอนนี้เหลือเวลาอีกแค่สามวันลานประลองก็จะปิดแล้ว พวกเขาเพิ่งรวบรวมป้ายหยกได้สามสิบสามอัน
แม้จะถือว่าเยอะแล้ว แต่ถ้าอยากการันตีอันดับท็อปทรี ก็ยังต้องหาเพิ่มอีก
เริ่นสุ่ยหานเจ็บใจนัก รู้ทั้งรู้ว่ามู่หรงซ่างกำลังขูดรีด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้
ขืนปล่อยให้เจียงอี้รอดออกไปได้ ความผิดฐานทำสำนักเสียเหมืองคริสตัลก็ต้องตกมาอยู่ที่นางคนเดียว
"เอาไปก่อนสามอัน!"
"จับเจียงอี้ได้เมื่อไหร่ ค่อยเอาไปอีกห้าอัน"
มู่หรงซ่างรับป้ายหยกมาสามอัน โยนเล่นในมืออย่างไม่แยแส "เจ้าเหลืออีกกี่อันล่ะ?"
"ไม่เกี่ยวกับเจ้า"
เจียงอี้พากู่หลัวกลับมาซ่อนตัวที่หุบเขาเดิม
หนึ่งคือ เริ่นสุ่ยหานคงคาดไม่ถึงว่าพวกเขาจะกลับมาที่นี่อีก
สองคือ ที่นี่เหมาะแก่การซ่อนตัวจริงๆ
เจียงอี้ไม่ได้เข้าไปในรอยแยก แต่เลือกเข้าไปซ่อนในถ้ำขนาดพอเหมาะหลังม่านน้ำตกแทน
"เกิดอะไรขึ้นกับสำนักเทียนซือเมื่อห้าปีก่อน?" เจียงอี้ปล่อยเจ้างูน้อยออกไปเฝ้าต้นทางข้างนอก
กู่หลัวแค่นเสียง "เจ้านี่มันโง่จริงๆ ไม่รู้อะไรเลยแต่ก็เสล่อเข้ามา"
"ข้ารู้ว่าสำนักเทียนซือตกต่ำลง แต่ไม่คิดว่าเมื่อห้าปีก่อนจะเคยเป็นถึงสามผู้นำแห่งหลัวฝู"
"จากจุดสูงสุดสู่จุดต่ำสุด ถูกรังแกสารพัด สำนักเทียนซือใช้เวลาแค่ห้าปีเองรึ?" เจียงอี้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรมากกว่าแค่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันแน่ๆ
กู่หลัวเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยอมปริปากเล่าให้ฟัง ยังไงก็ต้องติดแหง็กอยู่กับไอ้บ้าโหยกระหายเลือดนี่ไปอีกตั้งสามวัน
"ในบรรดาสามผู้นำ สำนักชางชิงแข็งแกร่งที่สุด ครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งมาตลอด ไม่มีใครโค่นลงได้"
"ส่วนสำนักอวี้ติ่งเป็นสำนักหลอมโอสถ คุมตลาดยาในเทือกเขาหลัวฝูไปกว่าครึ่ง แถมยังมีคอนเนกชั่นกับคนใหญ่คนโตมากมาย อิทธิพลของพวกเขาจึงแผ่ขยายไปไกลจนใครๆ ก็ต้องยำเกรง"
"มีแค่ตำแหน่งที่สามเท่านั้นแหละที่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆ"
"สำนักเทียนซือก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามผู้นำเมื่อสิบปีก่อน โดยแย่งชิงตำแหน่งนี้มาจากสำนักเทียนกัง"
"แม้สำนักเทียนกังจะไม่ยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ตอนนั้นสำนักเทียนซือแข็งแกร่งมาก ตั้งแต่ท่านเจ้าสำนักไปจนถึงผู้อาวุโส โดยเฉพาะความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน นี่แหละจุดแข็งของพวกเขา"
"ถ้าทุกอย่างราบรื่น สำนักเทียนซือน่าจะครองตำแหน่งนี้ไปได้อีกอย่างน้อยยี่สิบปี"
"แต่เมื่อห้าปีก่อน เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น"
"จู่ๆ ป่าใหญ่ในเทือกเขาหลัวฝูก็ถล่มลงมาเป็นบริเวณกว้าง เผยให้เห็นเมืองโบราณใต้ดินขนาดมหึมา กินพื้นที่หลายสิบกิโลเมตร"
"เมืองโบราณนั้นอยู่ลึกลงไปใต้ดินถึงแปดพันเมตร ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบและแสงประหลาด มีทั้งสมุนไพรวิเศษ อาวุธล้ำค่า และของวิเศษอื่นๆ ลอยออกมาเองด้วยซ้ำ"
"ข่าวนี้สร้างความฮือฮาไปทั่ว สำนักต่างๆ ในเทือกเขาหลัวฝูแห่กันเข้าไปแย่งชิงสมบัติ จนเกิดการต่อสู้ตะลุมบอนครั้งใหญ่"
"ตอนนั้นสำนักเทียนซือตัดสินใจได้เด็ดขาดที่สุด ท่านเจ้าสำนักขนผู้อาวุโสไปหมดสำนัก แม้แต่คนที่เฝ้าเหมืองคริสตัลก็ยังโดนเรียกตัวมา"
"ด้วยความแข็งแกร่งและอิทธิพลที่เหนือกว่า พวกเขาจึงกวาดสมบัติไปได้เพียบ แถมยังเป็นกลุ่มแรกที่ทะลวงเข้าไปถึงตำหนักลึกสุดของเมืองโบราณได้สำเร็จ"
"แต่ทว่า ที่นั่นกลับมีพลังงานมหาศาลระเบิดออก ทำเอาท่านเจ้าสำนักบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้อาวุโสกว่าแปดสิบคนก็ล้มตายไปกว่าครึ่ง"
"สำนักเทียนกังเห็นโอกาสทอง ก็เลยใส่ไฟว่าสำนักเทียนซือได้สมบัติล้ำค่าระดับตำนานไป แล้วปลุกระดมสำนักอื่นๆ มารุมกินโต๊ะ"
"ตอนนั้นทุกสำนักต่างหน้ามืดตามัว แย่งชิงสมบัติกันอย่างบ้าคลั่ง แม้แต่สำนักอวี้ติ่งที่ปกติจะเป็นคนคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในเทือกเขาหลัวฝู ก็ยังยุ่งจนปลีกตัวมาไม่ทัน"
"ผลก็คือ มีแค่ท่านเจ้าสำนักกับเย่เทียนหลาน ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้อาวุโสรอง ที่รอดชีวิตออกมาได้"
"ส่วนผู้อาวุโสอีกสามสี่สิบคน และศิษย์ฝีมือดีอีกกว่าห้าร้อยคน ตายเรียบ"
กู่หลัวเล่าถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจยาว
ตอนนั้นเขาเพิ่งเข้าสำนักเทียนซือมาได้ปีที่สอง กำลังฉายแววโดดเด่น เตรียมตัวจะสร้างชื่อเสียงให้ระบือไกล
แต่จู่ๆ สำนักก็พังทลาย มีแต่ปัญหาทั้งในและนอก
หลายปีมานี้ เขาแทบไม่ได้เรียนรู้วิชายุทธ์อะไรเพิ่มเลย ได้แต่เรียนรู้ที่จะ 'อดทน'
"แล้วไงต่อ?" เจียงอี้แอบส่ายหน้า น่าจะเป็นโอกาสทองแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นจุดจบของสำนักซะงั้น
แต่ว่า... มีอะไรอยู่ในใจกลางเมืองโบราณกันแน่?
"ฝีมือระดับที่สามารถนำพาสำนักเทียนซือผงาดขึ้นเป็นสามผู้นำได้ เจ้าลองนึกภาพดูสิว่าท่านเจ้าสำนักคนก่อนจะเก่งกาจแค่ไหน"
"จริงๆ แล้ว ถ้าเขายังอยู่ สำนักเทียนซือก็น่าจะยังพอประคองตัวไปได้ แต่แปลกตรงที่ วันรุ่งขึ้นท่านเจ้าสำนักกลับตายปริศนา"
"ถึงเขาจะบาดเจ็บหนัก แต่ก็ไม่น่าจะถึงตาย"
"หลังจากนั้น สำนักเทียนซือก็วุ่นวายหนัก"
"สำนักเทียนกังและพรรคพวกฉวยโอกาสยึดเหมืองคริสตัล ฆ่าล้างศิษย์สำนักเทียนซือ หวังจะลบชื่อสำนักเทียนซือออกจากสารบบ"
"เป็นเย่เทียนหลานที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสำนักแทน จัดระเบียบสำนักเทียนซือ ต่อกรกับสำนักเทียนกัง และขอให้สำนักใหญ่อย่างสำนักอวี้ติ่งและสำนักหลิงจี๋มาช่วยไกล่เกลี่ย จนในที่สุดก็รักษาตำแหน่งไว้ได้ แต่ความแข็งแกร่งและอิทธิพลก็ดิ่งลงเหวอย่างที่เห็น"
กู่หลัวส่ายหน้า นึกถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น
ความวุ่นวาย การเข่นฆ่า
การหักหลัง ความสิ้นหวัง
ความกดดัน ความเจ็บปวด
เขาเคยเผชิญหน้ากับมันมาหมดแล้ว ทุกภาพยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ไม่มีวันลืมเลือน
ภายในถ้ำตกอยู่ในความเงียบงัน เจียงอี้ก็เอ่ยขึ้นมาลอยๆ "สมบัติที่สำนักเทียนซือได้มาจากเมืองโบราณใต้ดินนั่นล่ะ? ทิ้งไว้ที่นั่น หรือเอาส่วนหนึ่งกลับมาด้วย"
"เจ้าจะถามทำไม? ถึงเอากลับมาได้ เขาก็ไม่ยกให้เจ้าหรอก"
"ข้าแค่สงสัยเรื่องการตายของท่านเจ้าสำนักคนก่อนน่ะ" เจียงอี้นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง
ตอนที่สำนักเทียนซือบุกเข้าไปในตำหนักเมืองโบราณ พวกเขาไปปลุกตัวอะไรเข้า หรือว่าไปแย่งของอะไรมาหรือเปล่า?
ของสิ่งนั้นถูกนำกลับมาด้วยหรือเปล่า?
ท่านเจ้าสำนักรีบร้อนอยากแก้แค้น เลยพยายามจะผสานพลังกับของสิ่งนั้น แต่สุดท้ายก็... พลาดตาย?
ถ้าเป็นแบบนั้น ของสิ่งนั้นก็น่าจะยังอยู่ในสำนักเทียนซือ
แน่นอนว่านี่ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของเขาเท่านั้น
"ตอนนั้นท่านเจ้าสำนักเอาของกลับมาเยอะมาก แต่เย่เทียนหลานก็ประเคนให้สำนักอวี้ติ่งกับสำนักเซิ่งหนวี่ไปเกือบหมด เพื่อแลกกับการให้พวกเขามาช่วยออกโรงไกล่เกลี่ยนั่นแหละ"
(จบแล้ว)