- หน้าแรก
- ระบบความชำนาญสุดโกง ขอทานทะลุมิติพลิกสวรรค์
- บทที่ 400 - เข้าสู่ส่วนลึกของแดนลับ
บทที่ 400 - เข้าสู่ส่วนลึกของแดนลับ
บทที่ 400 - เข้าสู่ส่วนลึกของแดนลับ
บทที่ 400 - เข้าสู่ส่วนลึกของแดนลับ
หลินเฉียนสูดลมหายใจเข้าลึก ในที่สุดก็ตัดสินใจก้าวเท้าลงบนเส้นทาง
การเดินทางเข้าสู่แดนลับไท่ซวีในครั้งนี้ เขาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี พวกเชือกหรืออุปกรณ์ต่างๆ ล้วนนำติดตัวมาด้วย
เดิมทีเขาวางแผนจะผูกเชือกด้านหนึ่งไว้กับเส้นทาง ส่วนอีกด้านผูกติดกับตัวเองไว้ เช่นนี้ก็ย่อมปลอดภัยไร้กังวล
ทว่า พายุกังเฟิงที่พัดกระหน่ำอยู่บนเส้นทางนั้นรุนแรงเกินไป เชือกไม่อาจต้านทานการพัดพาของพายุกังเฟิงได้ เขาจึงจำต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
หลินเฉียนกางเกราะปราณแท้ขึ้นมาห่อหุ้มร่างกาย เพื่อต้านทานพายุกังเฟิงเอาไว้ภายนอก
"ไม่ได้การ แบบนี้สิ้นเปลืองปราณแท้เกินไป!"
"ด้วยความแข็งแกร่งของร่างกายข้าในตอนนี้ น่าจะพอฝืนทนรับได้กระมัง!" หลินเฉียนนึกคิดในใจ ก่อนจะหดขนาดเกราะปราณแท้ให้เล็กลง แล้วยื่นแขนข้างหนึ่งออกไปนอกเกราะ
"เจ็บแปลบๆ อยู่บ้าง แต่ก็พอทนไหว ไม่เป็นไรมาก!" ใบหน้าของหลินเฉียนเผยความยินดี เขาสลายเกราะปราณแท้ทิ้ง ปล่อยให้ร่างกายทั้งร่างเผชิญหน้ากับพายุกังเฟิงโดยตรง
เสียง "แควก" ดังขึ้น เสื้อผ้าของหลินเฉียนถึงกับถูกพายุกังเฟิงพัดจนขาดวิ่น
นั่นทำให้หลินเฉียนสะดุ้งตกใจ รีบถอยกรูดกลับมา แล้วสวมเสื้อผ้าทับอีกชั้น เขาไม่อยากกลายเป็นพวกชอบโชว์หรอกนะ
"ข้าลืมสิ่งนี้ไปได้อย่างไร?" หลินเฉียนล้วงเอาเกราะวิญญาณออกมาจากแหวนมิติ แล้วสวมทับลงบนร่างกาย
เกราะวิญญาณตัวนี้ เป็นของเซียวอวี้จวิ้น ที่หลินเฉียนรูดถอดมานั่นเอง
"เกราะวิญญาณนี่ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ กระทั่งพายุกังเฟิงก็ยังต้านทานไว้ได้!" หลินเฉียนเอ่ยชม
พายุกังเฟิงพัดโหมกระหน่ำเข้ามา ทว่าเมื่อสัมผัสกับเกราะวิญญาณ ก็ถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ป้องกันไม่ให้พายุกังเฟิงทะลวงผ่านเข้ามาได้เลย ไม่แม้แต่จะรู้สึกเจ็บปวดใดๆ
จากนั้น หลินเฉียนก็ก้าวขึ้นไปบนเส้นทางอีกครั้ง
ในช่วงแรก ฝีเท้าของหลินเฉียนยังดูงุ่มง่ามโซเซ เช่นเดียวกับหลินจ้ง เดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า ร่างกายโอนเอนซ้ายทีขวาที ราวกับจะถูกพายุกังเฟิงพัดปลิวตกหน้าผาได้ทุกเมื่อ
ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป รอยยิ้มบางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลินเฉียน ดูเหมือนว่าเขาจะสัมผัสได้ถึงชีพจรและทิศทางของสายลมแล้ว
ความรู้สึกนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเขาเลย
ตอนที่พลัดตกลงมาจากหน้าผาสูงชันหมื่นจั้งในเทือกเขาปราณพิษครั้งก่อน เขาก็อาศัยความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อสัจธรรมแห่งสายลม จึงสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาได้จากสถานการณ์อันตรายถึงชีวิต
และในยามนี้ เมื่อเขาได้สัมผัสถึงพลังแห่งสายลมอีกครั้ง ความคุ้นเคยนั้นก็หลั่งไหลเข้าสู่หัวใจ ทำให้ความเข้าใจในหลักการของเขากระจ่างชัดยิ่งขึ้น
"ที่แท้เส้นทางสายนี้ก็ไม่ใช่เส้นทางจริงๆ เส้นทางที่แท้จริง ก็คือ 'สันวายุ' ที่พายุกังเฟิงสลักเอาไว้กลางอากาศต่างหาก" หลินเฉียนพึมพำเสียงแผ่ว ราวกับกำลังรำพึงกับตนเอง
เห็นเพียงเขาค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง กางแขนทั้งสองข้างออก ราวกับนกที่สยายปีก
อาศัยเพียงโสตประสาทในการรับฟังเสียงของสายลม ก้าวเพียงหนึ่งก้าวก็ทะยานไปได้ไกลถึงหนึ่งจั้ง
จู่ๆ พายุกังเฟิงอันรุนแรงระลอกหนึ่งก็พัดโหมเข้ามา หอบเอาร่างของหลินเฉียนให้ลอยขึ้นไปตีลังกากลางอากาศ
ในขณะที่กำลังจะถูกพัดตกลงไปในหุบเหว ก็มีพายุกังเฟิงพัดมาจากอีกด้าน ช่วยพยุงร่างของเขาให้ลอยกลับมาบนเส้นทางได้พอดี
เขายังไม่ทันได้ก้าวเท้า พายุกังเฟิงอันรุนแรงอีกระลอกก็พัดมาจากด้านหลัง หอบร่างของเขาให้ลอยขึ้นมุ่งหน้าไปตามเส้นทางอีกครั้ง
การพัดพาในครั้งนี้ ทำให้ร่างของเขาราวกับถูกพลังอันมหาศาลโอบอุ้ม ลอยละลิ่วพุ่งทะยานไปกลางอากาศ เสียงพายุกังเฟิงหวีดหวิวอยู่ข้างหู
ร่างของเขาลอยคว้างอยู่เหนือเส้นทางราวสามสี่จั้ง ประหนึ่งใบไม้ร่วงที่เบาหวิว ปลิวว่อนไปตามสายลม
พายุกังเฟิงที่พัดกดลงมา พัดเอาร่างของเขาให้หลุดลอยออกนอกเส้นทาง ร่วงดิ่งลงสู่หุบเหวเบื้องล่าง
แต่ใครจะรู้ว่า เบื้องล่างของหุบเหวกลับมีพายุกังเฟิงอีกระลอก พัดหนุนร่างของเขาให้ลอยกลับขึ้นมาอยู่เหนือเส้นทางอีกครั้ง
ในเวลานี้ ร่างทั้งร่างของเขาราวกับแปรเปลี่ยนเป็นใบไม้ร่วง ปลิวว่อนม้วนตัวไปมาอยู่รอบๆ เส้นทาง ภายใต้การพัดพาของพายุกังเฟิง ก็ล่องลอยมุ่งหน้าไปยังสุดปลายทางของเส้นทางอย่างแผ่วเบา
ชั่วขณะนี้ ทั่วทั้งร่างของเขาคล้ายกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม ทุกย่างก้าวราวกับกำลัง "ยืมสายลมเป็นเส้นทาง อาศัยสายลมเพื่อขับเคลื่อน" หาใช่การย่ำเท้าลงบนก้อนหินไม่
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม
ในที่สุด ภายใต้การพัดพาของพายุกังเฟิง หลินเฉียนก็มาถึงสุดปลายทางของเส้นทาง ร่างของเขาร่วงหล่นลงมาอย่างแผ่วเบาราวกับขนนก ประทับลงบนพื้นดินอย่างมั่นคง
เส้นทางสายนี้ หลินเฉียนผ่านข้ามมาได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ มาถึงอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างไร้อุปสรรค ปราณแท้ภายในร่างยังคงเต็มเปี่ยม
......
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาคือขุนเขาขนาดยักษ์ลูกหนึ่ง
จากในขุนเขา มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายแว่วมาให้ได้ยินเป็นระยะ แฝงไว้ด้วยสภาวะพลังอันแข็งแกร่ง
กลิ่นอายที่เจือปนไปด้วยความผุกร่อนและร่องรอยแห่งกาลเวลา พัดโชยมาปะทะใบหน้า
หลินเฉียนยืนสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในขุนเขา
"ฟิ้ว!"
เงาสีเทาสายหนึ่ง วูบผ่านกอหนามสูงครึ่งตัวคน พุ่งทะยานข้ามลานกว้างระยะทางกว่ายี่สิบจั้ง มุดหายเข้าไปในป่าทึบเบื้องหน้าในชั่วพริบตา
เงาสีเทาสายนั้นมีความเร็วที่น่าตระหนกยิ่งนัก กระทั่งหลินเฉียนเองก็ยังมองเห็นรูปลักษณ์ของมันได้อย่างยากลำบาก
มันคือสัตว์วิญญาณปฐพีรูปร่างคล้ายกระต่าย แผ่กลิ่นอายพลังที่ไม่แข็งแกร่งนัก น่าจะอยู่ในระดับหนึ่งขั้นกลาง
ทว่าความเร็วของมันกลับเป็นเลิศ ซ้ำยังมีกรงเล็บอันแหลมคม
รอยขูดขีดเป็นทางยาวบนพื้นดิน คือประจักษ์พยานชั้นดี
"แปลกจริง สัตว์วิญญาณปฐพีที่นี่ ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจเลือดเนื้อของผู้ฝึกยุทธ์สักเท่าไหร่นัก!" สัตว์วิญญาณปฐพีตัวเมื่อครู่ ก็เพิ่งจะวิ่งผ่านหน้าเขาไปหมาดๆ แต่กลับไม่ได้จู่โจมเขาเลย
"แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงต่อสู้ให้มากความ!" หลินเฉียนล้วงเอาเข็มทิศที่ท่านอาจารย์มอบให้ออกมา แล้วเริ่มค้นหาภายในขุนเขาแห่งนี้
ทุกครั้งที่เดินไปได้ระยะหนึ่ง เขาจะก้มลงมองเข็มทิศ ว่ามีความเคลื่อนไหวใดๆ หรือไม่
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม หลินเฉียนเดินลึกเข้ามาได้กว่าสามสิบลี้แล้ว
เข็มทิศยังคงนิ่งสนิท ไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวใดๆ
"มอ!"
เสียงวัวร้องดังกึกก้องกัมปนาท ดังมาจากทิศทางซ้ายมือของหลินเฉียน
หลินเฉียนรีบรุดตามเสียงนั้นไป เมื่อไปถึงลำธารสายหนึ่ง ก็พบกับสัตว์วิญญาณปฐพีรูปร่างคล้ายวัวเถื่อนตัวหนึ่ง
ดวงตาของมันแดงก่ำ กีบเท้าเหล็กตะกุยพื้นดิน ปะทะกับก้อนหินจนเกิดประกายไฟสาดกระเซ็น
"ครืน ครืน ครืน!"
วัวเถื่อนตัวนี้พุ่งทะยานเข้าขวิดสัตว์วิญญาณปฐพีรูปร่างคล้ายหมูป่าตัวหนึ่ง
เขาวัวอันแหลมคมงัดร่างของหมูป่าให้ลอยละลิ่วขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะเหวี่ยงทิ้งไปอย่างแรง
"อู๊ด!"
หมูป่าแผดเสียงร้องโหยหวน ยังไม่ทันร่วงถึงพื้น ร่างทั้งร่างก็แตกสลายกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
แสงสีเขียวสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากเศษซากเหล่านั้น แล้วมุดหายเข้าไปในร่างของวัวเถื่อน
"มอ!"
วัวเถื่อนร้องคำรามหนึ่งครั้ง ยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับเขยื้อน ราวกับกำลังดูดซับพลังงานจากแสงสีเขียวสายนั้น
เพียงครู่เดียว กลิ่นอายบนร่างของมันก็ทวีความแข็งแกร่งขึ้นอีกระลอก
วัวเถื่อนไม่ได้จากไปไหน ทว่ากลับหันขวับมา จ้องมองไปยังทิศทางที่หลินเฉียนอยู่
'เชี่ย สัมผัสไวขนาดนี้เชียว ถึงกับจับสัมผัสข้าได้!' หลินเฉียนลอบสบถในใจ
วัวเถื่อนตัวนี้มีผิวหนังแวววาวดั่งโลหะ บนหัวมีเขาวัวอันแหลมคมสองข้าง มันพุ่งทะยานเข้าขวิดหลินเฉียนทันที
"ก็ดีเหมือนกัน ข้าจะได้ลองทดสอบพลังฝีมือดูเสียหน่อย!" หลินเฉียนถีบตัวทะยานขึ้นจากพื้น พุ่งเข้าหาวัวเถื่อนที่อยู่ริมลำธาร
หมัดที่อาบย้อมไปด้วยพายุหมุนลูกย่อมๆ ซัดกระหน่ำเข้าที่ศีรษะของวัวเถื่อน
"ปัง!"
หลินเฉียนถูกกระแทกถอยหลังไปสี่ก้าว วัวเถื่อนตัวนั้นก็ถูกกระแทกถอยหลังไปหลายก้าวเช่นเดียวกัน
"แข็งแกร่งกว่าหมีขนาดยักษ์ตัวนั้นเสียอีก!"
มันถูกหมัดของหลินเฉียนกระแทกจนมึนงงไปชั่วขณะ สะบัดหัวไปมาอย่างแรง
ผ่านไปครู่หนึ่ง มันถึงได้สติกลับมา แผดเสียงร้องคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด แล้วพุ่งเข้าใส่หลินเฉียนอีกครั้ง
ในระยะห่างจากหลินเฉียนเพียงหนึ่งจั้ง มันก็ยกกีบเท้าเหล็กขึ้น หมายจะเหยียบกระทืบหลินเฉียนให้จมดิน
เหนือศีรษะของหลินเฉียนปรากฏเงาดำทะมึนทาบทับลงมา ซึ่งก็คือกีบเท้าเหล็กคู่นั้นนั่นเอง
เขายกท่อนแขนขึ้น ฝืนรับแรงกระแทกจากกีบเท้าเหล็กของวัวเถื่อน พละกำลังอันมหาศาลนั้น ส่งผลให้ร่างของเขาทรุดฮวบจมลงไปในพื้นดินถึงหนึ่งชุน
หลินเฉียนเบี่ยงกายหลบ พริบตาเดียวก็มาโผล่ที่ใต้ท้องของวัวเถื่อน แล้วกระหน่ำหมัดเข้าใส่นับสิบหมัด ต่อยจนวัวเถื่อนต้องถอยร่นไม่เป็นขบวน เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากปาก ดูท่าทางเจ็บปวดแสนสาหัส
"ปัง!"
ท้ายที่สุด วัวเถื่อนก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ร่างล้มตึงกระแทกพื้นเสียงดังกัมปนาท
(จบแล้ว)