- หน้าแรก
- ระบบความชำนาญสุดโกง ขอทานทะลุมิติพลิกสวรรค์
- บทที่ 330 - ประมือ
บทที่ 330 - ประมือ
บทที่ 330 - ประมือ
บทที่ 330 - ประมือ
"ทนเอาไว้ ใกล้จะเสร็จแล้ว!" ผู้อาวุโสโม่เอ่ยอย่างร้อนรน
ผ่านไปอีกราวสิบอึดใจ เสียงครางอู้มู้ของเตาหลอมก็เงียบลง กลิ่นหอมของสมุนไพรที่โชยออกมาจากในเตาก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
"เอาล่ะ หลินเฉียน หยุดมือได้ ยาลูกกลอนสำเร็จแล้ว เจ้าปรับลมหายใจสักครู่เถิด" ผู้อาวุโสโม่เอ่ยปาก สายตาที่ทอดมองหลินเฉียนยิ่งทวีความพึงพอใจ
เมื่อได้ยินว่ายาลูกกลอนสำเร็จแล้ว หลินเฉียนก็รู้สึกโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก รีบโคจรเคล็ดวิชาเสวียนหยวน ปราณวิญญาณรอบกายก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของหลินเฉียนอย่างต่อเนื่อง
ผู้อาวุโสโม่เผยรอยยิ้มบางๆ สะบัดมือคราหนึ่ง ฝาเตาวิหคอัคคีก็เปิดออก พร้อมกับกลิ่นหอมของสมุนไพรที่ฟุ้งกระจายไปทั่วกระท่อมไม้ไผ่
จากนั้น ผู้อาวุโสโม่ก็ดีดนิ้ว ทันใดนั้นลำแสงสายหนึ่งก็พุ่งพวยออกจากปลายนิ้ว พุ่งตรงเข้าไปในเตาหลอม
เมื่อลำแสงสาดกลับมา ยาลูกกลอนรวบรวมปราณภายในเตาก็ร่วงหล่นลงในมือของผู้อาวุโสโม่แล้ว
เขาจับจ้องยาลูกกลอนรวบรวมปราณในมือ พลางเอ่ยว่า "คุณภาพไม่เลวเลย เกือบจะเกิดลวดลายโอสถอยู่แล้วเชียว แต่สำหรับการหลอมครั้งแรกของเจ้า ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว!"
"รับไป กลืนมันลงไปซะ แล้วปรับลมหายใจต่อไป!"
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะขอรับ!" หลินเฉียนกล่าวขอบคุณ ก่อนจะกลืนยาลูกกลอนเม็ดนี้ลงไป
เมื่อยาลูกกลอนรวบรวมปราณเข้าสู่ร่างกาย ก็แปรเปลี่ยนเป็นกระแสความร้อนอันนุ่มนวลไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรของหลินเฉียน เมื่อเข้าสู่ทะเลปราณก็แปรเปลี่ยนเป็นปราณแท้ทีละสายๆ
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม หลินเฉียนก็ดูดซับยาลูกกลอนรวบรวมปราณจนหมดสิ้น
"หากเจ้ามีปราณแท้เพียงพอ ก็สามารถหลอมยาลูกกลอนรวดเดียวหลายเม็ดได้ ไม่จำเป็นต้องหลอมทีละเม็ดหรอกนะ"
"อีกอย่าง ท่าร่างการดึงดูดปราณวิญญาณเมื่อครู่ของเจ้ายังไม่ค่อยชำนาญนัก กลับไปฝึกฝนให้มากเข้าล่ะ!"
"สิ่งที่ควรสอน ข้าก็สอนให้เจ้าหมดแล้ว หลังจากนี้หากมีข้อสงสัยเรื่องการหลอมตานหรือการฝึกฝน ข้าจะมาไขข้อข้องใจให้เจ้าเดือนละครั้ง"
"เรื่องการฝึกฝน เจ้าไปถามเซวี่ยซาก็ได้ เขาจะอธิบายให้เจ้าฟังเอง"
ผู้อาวุโสโม่กล่าวจบ ประตูกระท่อมไม้ไผ่ก็เปิดออกเองโดยไร้สาเหตุ เงาร่างของผู้อาวุโสโม่เลือนหายไปในพริบตา
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์ขอรับ!" หลินเฉียนก้มศีรษะคำนับไปยังทิศทางที่ผู้อาวุโสโม่จากไป
เรื่องที่ท่านอาจารย์จะมาไขข้อข้องใจให้เพียงเดือนละครั้งนั้น หลินเฉียนไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด
อย่างไรเสีย ท่านอาจารย์ก็มีธุระปะปังที่ต้องไปจัดการเช่นกัน
ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งสุดหยั่งคาดอย่างท่านอาจารย์ การจะบ่มเพาะพลังแต่ละครั้งคงต้องใช้เวลานานโข
ผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งมีระดับพลังสูง การบ่มเพาะพลังหรือการเก็บตัวฝึกฝนในแต่ละครั้ง ก็ยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้น อาจกินเวลาหลายเดือนหรือหลายปีเลยก็เป็นได้
"ฮ่าฮ่า ในที่สุดข้าก็มีเตาหลอมตานเป็นของตัวเองแล้ว ต่อไปเวลาจะหลอมตานก็ไม่ต้องถ่อไปถึงห้องหลอมตานที่ยอดเขาเยี่ยนโยวอีกแล้ว!" หลินเฉียนเดินไปที่เตาวิหคอัคคี ก่อนจะเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติ
แหวนมิติที่ผู้อาวุโสโม่อมอบให้เขานั้น มีพื้นที่กว้างขวางถึงสิบจั้ง เพียงพอที่จะเก็บเตาวิหคอัคคีได้อย่างสบายๆ
เมื่อกลับมาถึงห้องพัก หลินเฉียนก็เริ่มศึกษาเคล็ดวิชาเร้นปราณบนแผ่นหนังสัตว์
การที่หลินเฉียนเลือกเคล็ดวิชานี้ ย่อมมีเหตุผลของเขาเอง
ตอนอยู่ที่สำนักชางอวิ๋น หลังจากที่เขาได้รู้ที่มาที่ไปของเพลงหมัดทะลวงหลังสยบนรกจากท่านเจ้าสำนักเหอ เขาก็รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนมาตลอด
การเลือกเคล็ดวิชานี้ ก็เพราะเขาต้องการจะซ่อนเร้นกลิ่นอายพลังของตัวเองอย่างมิดชิด ไม่ให้ผู้ใดตรวจสอบได้
เช่นนี้ ต่อให้ภายหน้าต้องเผชิญหน้ากับชายชุดดำ หลินเฉียนก็ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป
ส่วนเหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือ เพื่อลดความยุ่งยากที่ไม่จำเป็น
เมื่อมีเคล็ดวิชาเช่นนี้ เวลาออกไปทำธุระปะปังก็ย่อมสะดวกสบายขึ้นมาก ทั้งยังช่วยลดการถูกสอดแนมจากผู้อื่นไปได้มาก
เคล็ดวิชานี้ยังเป็นยอดวิชาสำหรับการลอบโจมตีและลอบสังหารอีกด้วย
......
"ศิษย์น้อง ยามนี้เจ้าสามารถทนรับการโจมตีของข้าได้ถึงหนึ่งชั่วยามโดยไม่ล้มลงไปกองกับพื้น ถือว่าทำได้ไม่เลวเลย"
"ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน ในช่วงครึ่งเดือนนี้ ข้าจะกดพลังไว้ที่ขอบเขตเปิดชีพจร แล้วจู่โจมเจ้าอย่างไม่หยุดยั้ง ส่วนเจ้าจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้าแล้ว"
"ระวังตัวให้ดี ข้าไม่ปรานีหรอกนะ!"
สิ้นเสียงของเซวี่ยซา ฝ่ามือใหญ่ที่ราวกับโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า ก็กดทับลงบนกระหม่อมของหลินเฉียน ดูเชื่องช้าทว่ารวดเร็วยิ่งนัก
ฝ่ามือใหญ่นี้ไร้ซึ่งลูกเล่นใดๆ เป็นเพียงการกดทับลงมาดื้อๆ
ทว่าเพียงการกดทับดื้อๆ นี้ กลับทำให้หลินเฉียนสัมผัสได้ถึงวิกฤตแห่งความเป็นความตาย
อากาศรอบกายล้วนถูกฝ่ามือของศิษย์พี่เซวี่ยซากดทับจนบีบอัดแน่น
หลินเฉียนรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งหนาทึบทั่วร่าง เย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ แม้แต่จะขยับตัวเพียงนิดก็ยังยากลำบาก
แม้หลินเฉียนจะตกตะลึง แต่ก็ไม่ได้งอมืองอเท้ารอความตาย
เขาสั่นร่างอย่างรุนแรง ราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังสะบัดขน สลัดแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนั้นออกไปได้ส่วนหนึ่ง
จากนั้น กระบี่อิ่งซางในมือก็ตวัดลำแสงยาวหนึ่งจั้งออกมา ฟันฉับเข้าใส่ฝ่ามือใหญ่นั้น
"เคร้ง!"
ฝ่ามือใหญ่นั้นชะงักไปเล็กน้อย นิ้วมือหนึ่งจุดลงบนตัวกระบี่เบาๆ ทำเอาหลินเฉียนชาหนึบไปทั้งตัว กระบี่อิ่งซางในมือแทบจะหลุดกระเด็น
นึกไม่ถึงเลยว่า ศิษย์พี่เซวี่ยซาที่ใช้เพียงพลังขอบเขตเปิดชีพจร จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
หลินเฉียนข่มความตื่นตระหนกในใจ กระบี่อิ่งซางในมือตวัดฟันออกไปอย่างรวดเร็ว ฟันออกไปนับสิบดาบในพริบตาด้วยมุมที่แตกต่างกัน ทุกดาบล้วนแฝงปราณกระบี่ยาวหนึ่งนิ้ว
"เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง เคร้ง!"
ทุกดาบล้วนฟาดฟันลงบนฝ่ามือใหญ่ ในที่สุดก็สามารถต้านทานฝ่ามือของศิษย์พี่เซวี่ยซาเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
หลินเฉียนรู้สึกเพียงเลือดลมในกายปั่นป่วน สองเท้าถอยกรูดไปเบื้องหลังนับสิบก้าว กว่าจะตั้งหลักยืนหยัดได้
เซวี่ยซาไม่ปล่อยให้หลินเฉียนมีเวลาตอบโต้
ฝ่ามือขยับอีกครา คราวนี้เกือบจะประทับลงบนหน้าอกของหลินเฉียนแล้ว
หลินเฉียนไม่ทันได้รอให้เลือดลมสงบลง วิชาก้าวเมฆาไหลก็พลันทำงานตามใจนึก ร่างกายเบี่ยงหลบไปด้านข้างอย่างฉับพลัน
แม้เซวี่ยซาจะกดพลังไว้ที่ขอบเขตเปิดชีพจร ทว่าตัวเขาเองกลับเป็นยอดฝีมือที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชน
ต่อให้กดพลังเอาไว้ พลังต่อสู้ของเขาก็ยังคงน่าครั่นคร้ามอยู่ดี
เมื่อเห็นหลินเฉียนใช้วิชาตัวเบาหลบหลีกอย่างต่อเนื่อง เซวี่ยซาก็ยิ้มบางๆ ร่างกายพุ่งทะยานตามติดราวกับเงาตามตัว ฝ่ามือกลับยิ่งเข้าใกล้หลินเฉียนมากขึ้นเรื่อยๆ
"ดาวตกไล่จันทรา!"
เมื่อเห็นว่าหลบไม่พ้นแล้ว หลินเฉียนก็คำรามเสียงต่ำ กระบี่อิ่งซางในมือขยับตามใจนึก ฟันฉับเข้าใส่ฝ่ามือของเซวี่ยซา
กระบี่ของหลินเฉียนกรีดร้องแหวกอากาศ เสียงดังแสบแก้วหู ราวกับจะฉีกกระชากอากาศรอบกายให้ขาดสะบั้น
ต่อให้เซวี่ยซาจะมีพลังฝีมือสูงส่งเพียงใด ก็ไม่กล้าประมาทกระบี่นี้
เขายื่นนิ้วมือออกไปอย่างรวดเร็ว ดีดเข้าที่ตัวกระบี่ดังเป๊าะ
"เคร้ง!"
แรงสะท้อนจากตัวกระบี่ ส่งผลให้หลินเฉียนต้องถอยร่นไปด้านหลังติดต่อกันหลายก้าว
จากนั้น หลินเฉียนก็พุ่งทะยานไปเบื้องหน้า ทุ่มเทกำลังทั้งหมดใช้ออกด้วยเพลงกระบี่มายา เป็นฝ่ายบุกเข้าโจมตีเซวี่ยซาก่อน
เพลงกระบี่ของเขาเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดและพลิกแพลงได้หลากหลาย พุ่งเป้าโจมตีจุดตายของศิษย์พี่เซวี่ยซา ทั้งดวงตา ลำคอ และหัวใจ
"นึกไม่ถึงเลยว่า เพลงกระบี่ของศิษย์น้องจะแปลกประหลาดและพลิกแพลงได้ถึงเพียงนี้!" เซวี่ยซาคาดไม่ถึงว่าหลินเฉียนจะใช้เพลงกระบี่ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้ พลังของเขายามนี้ถูกกดไว้ที่ขอบเขตเปิดชีพจร จึงไม่กล้าปะทะตรงๆ กับเพลงกระบี่ที่รวดเร็วดุจพายุและแปลกประหลาดพลิกแพลงเช่นนี้
เขาทำได้เพียงอาศัยวิชาตัวเบาในการหลบหลีกไปพลางๆ เพื่อหลบเลี่ยงการโจมตีอันบ้าคลั่งดุจพายุบุหงาของศิษย์น้อง
"เพลงกระบี่ของศิษย์น้องชุดนี้น่าจะไม่ได้เป็นวิทยายุทธ์ของหุบเขาหมื่นพิษเป็นแน่ แถมระดับของมันก็ไม่ต่ำเลย!" เซวี่ยซาอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ ในขณะเดียวกันภายในใจก็รู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ
อย่างไรเสียเซวี่ยซาก็เป็นถึงยอดฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์หรือประสบการณ์การต่อสู้ ล้วนเหนือกว่าหลินเฉียนมากนัก
แม้เขาจะกดพลังไว้ที่ขอบเขตเปิดชีพจร แต่พลังต่อสู้ที่แท้จริงของเขากลับเหนือกว่าขอบเขตเปิดชีพจรไปไกลลิบ
หลังจากหลบหลีกกระบี่ของหลินเฉียนไปหลายสิบดาบ เซวี่ยซาก็อาศัยจังหวะที่ลมหายใจของหลินเฉียนไม่มั่นคง การโจมตีชะงักไปชั่วขณะ ลงมืออย่างรวดเร็ว
(จบแล้ว)