- หน้าแรก
- เบื้องหลังวงการบันเทิงคือโปรดิวเซอร์จอมอู้งานที่ทำเพลงฮิตติดชาร์ต
- บทที่ 340 - การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย
บทที่ 340 - การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย
บทที่ 340 - การสัมภาษณ์รอบสุดท้าย
ทั้งสองคนขึ้นรถ เสิ่นเยว่เกอสตาร์ตรถแล้วขับออกจากสวนอุตสาหกรรม
ลู่หรานเอนหลังพิงเบาะ มองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองที่พุ่งผ่านหน้าต่างรถไปอย่างรวดเร็ว ในหัวเริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ อีกครั้ง
เรื่องรับเด็กจบใหม่น่าจะใกล้เรียบร้อยแล้ว หลังจากการสัมภาษณ์กลุ่มแรกจบลง ก็น่าจะคัดเลือกดาวรุ่งที่มีแววดีๆ มาได้กลุ่มหนึ่ง
รอให้พวกเขาเข้ามาทำงาน ฝึกอบรมสักพัก ก็สามารถจับแยกย้ายไปตามทีมโปรเจกต์ต่างๆ ได้แล้ว
ทู่ทู่ต้องการคน ลีกออฟเลเจนด์ต้องการคน สามก๊กคิลก็ต้องการคน
ทั้งสามโปรเจกต์นี้คือรากฐานของทู่ทู่เทคโนโลยี ถ้ารากฐานมั่นคงแล้ว ถึงจะสามารถก้าวไปทำเรื่องอื่นๆ ได้มากขึ้น
เขานึกถึงเกมจากชาติก่อนที่อยู่ในหัวของตัวเอง เกมพวกนั้นยังไม่เคยโผล่มาในโลกนี้เลย มันเป็นเกมที่สนุก มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถทำให้คนเล่นต้องร้องว้าว
บางเกมก็เป็นโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ ที่ต้องใช้คนหลายสิบคนทำกันเป็นเดือนๆ
บางเกมก็เป็นโปรเจกต์เล็กๆ ที่ใช้คนแค่ไม่กี่คนทำกันสัปดาห์สองสัปดาห์ก็เสร็จ
บางเกมต้องจ่ายเงินซื้อ บางเกมก็เล่นฟรี บางเกมเน้นโซเชียล บางเกมเน้นการแข่งขัน บางเกมเป็นแนวแคชชวล และบางเกมก็เป็นแนวฮาร์ดคอร์
รอให้พนักงานใหม่กลุ่มนี้เติบโตขึ้น เขาก็จะสามารถสร้างเกมพวกนั้นออกมาทีละเกม เพื่อมอบเซอร์ไพรส์ให้กับโลกใบนี้
พอถึงตอนนั้น ไม่ว่าจะเป็นซากุระหรือดอกเก๊กฮวยอะไรนั่น เขาจะกวาดล้างให้เรียบเลย
ลู่หรานมุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหลับตาลง
รถยนต์แล่นฉิวไปบนทางด่วน แสงไฟนีออนด้านนอกหน้าต่างกะพริบผ่านไปดวงแล้วดวงเล่า สาดส่องเข้ามาในห้องโดยสารจนสว่างวาบสลับมืดมิด
เสิ่นเยว่เกอหันไปมองเขาแวบหนึ่ง ก็พบว่าเขาหลับไปแล้ว
เธอปรับอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น ปิดเพลง เพื่อให้ภายในห้องโดยสารเงียบสงบ
ลู่หรานหลับสนิท มุมปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆ ไม่รู้ว่ากำลังฝันดีเรื่องอะไรอยู่
...
การสัมภาษณ์ดำเนินต่อเนื่องมาตลอดทั้งสัปดาห์
การคัดเลือกรอบแรกโดยฝ่ายธุรกิจ คัดคนออกไปเกือบครึ่ง
ไม่ใช่ว่าคนที่ตกรอบจะไม่เก่ง แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่เหมาะสมต่างหาก
บางคนทักษะเทคนิคดีเยี่ยมแต่ทักษะการสื่อสารแย่มาก บางคนมีไอเดียพรั่งพรูแต่ไร้ความสามารถในการลงมือทำ บางคนก็มีพลังล้นเหลือแต่นิสัยไม่ค่อยเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรของทู่ทู่เทคโนโลยี
พี่หวังคัดนักศึกษาชายที่ทักษะด้านเทคนิคดีมากๆ คนหนึ่งออกไป โดยให้เหตุผลว่า 'คนนี้รักสันโดษเกินไป ไม่เหมาะกับการทำงานเป็นทีม'
เด็กหนุ่มคนนั้นพูดตอนสัมภาษณ์ว่า เขาชอบนั่งเขียนโค้ดเงียบๆ คนเดียว ไม่ชอบปรึกษาหรือถกเถียงกับใคร เพราะการถกเถียงมันเสียเวลาเปล่าๆ
เสี่ยวหยางคัดนักศึกษาหญิงที่มีไอเดียล้นหลามคนหนึ่งออกไป โดยให้เหตุผลว่า 'ไอเดียเยอะก็จริง แต่ความสามารถในการลงมือทำไม่ผ่าน'
เด็กสาวคนนั้นเสนอแผนงานด้านปฏิบัติการมาสิบกว่าแผนรวดเดียวตอนสัมภาษณ์ ฟังดูสวยหรูไปหมดทุกแผน แต่พอเสี่ยวหยางถามว่า 'แล้วคุณวางแผนจะลงมือทำยังไง' คำตอบของเธอกลับมีแต่ 'ให้คนอื่นทำ' 'ให้ฝ่ายเทคนิคช่วยซัปพอร์ต' 'ต้องการให้บริษัทสนับสนุนทรัพยากร'
พี่จ้าวคัดนักศึกษาชายที่ฝีปากดีมากๆ คนหนึ่งออกไป โดยให้เหตุผลว่า 'พูดเก่งเกินไป ไม่รู้ว่าจะลงมือทำเป็นหรือเปล่า'
เด็กหนุ่มคนนั้นพูดพรีเซนต์ตอนสัมภาษณ์จนพี่จ้าวต้องพยักหน้าเห็นด้วยหงึกๆ แต่พอพี่จ้าวถามว่า 'แคมเปญการตลาดที่ประสบความสำเร็จที่สุดที่คุณเคยทำคืออะไร' คำตอบของเขากลับมีแต่ 'ผมเคยมีส่วนร่วม' 'ผมเคยช่วยงาน' 'ผมรับผิดชอบส่วนเล็กๆ ในทีม'
การสัมภาษณ์รอบสองโดยโจวหมิงเจ๋อ ก็คัดคนออกไปอีกกลุ่มหนึ่ง
มุมมองในการประเมินคนของเขาแตกต่างจากฝ่ายธุรกิจ
ฝ่ายธุรกิจเน้นประเมินทักษะเฉพาะทาง แต่เขามุ่งประเมินทักษะรอบด้าน ดูว่าคนคนนี้นิ่งพอไหม พึ่งพาได้หรือเปล่า สามารถรับมือกับแรงกดดันได้ไหม ทำงานร่วมกับคนอื่นได้หรือไม่ และเวลาเจอปัญหาจะสามารถหาทางออกเองได้ไหม
จนมาถึงการสัมภาษณ์รอบสุดท้าย ถึงจะตกมาถึงมือของลู่หราน
คนที่ผ่านมาถึงด่านนี้ได้ เหลืออยู่ไม่มากแล้ว
เรซูเม่หนึ่งพันเจ็ดร้อยใบ ผ่านการคัดกรองมาทีละด่าน สุดท้ายมาวางอยู่ตรงหน้าเขาก็เหลือแค่สี่สิบกว่าคนเท่านั้น
ลู่หรานนั่งอยู่ในห้องทำงาน ตรงหน้ามีเรซูเม่สี่สิบกว่าใบวางกองอยู่ เขาพลิกอ่านไปทีละใบ
เรซูเม่ทุกใบมีรูปถ่ายแปะอยู่ และเบื้องหลังรูปถ่ายเหล่านั้นก็คือตัวตนที่มีชีวิตจิตใจ
บางคนเขียนประวัติโปรเจกต์ที่ตัวเองเคยทำลงในเรซูเม่ บางคนก็แนบโค้ดที่ตัวเองเขียนมาด้วย บางคนก็แปะลิงก์แอคเคานต์ที่ตัวเองดูแลอยู่ และบางคนก็พรินต์บทความที่ตัวเองเขียนมาแนบไว้ด้านหลัง
ลู่หรานเปิดมาถึงเรซูเม่ใบหนึ่งก็หยุดชะงัก
เป็นของผู้ชายที่ทำโปรเจกต์โอเพนซอร์สนั่นเอง พี่หวังประเมินเขาไว้ว่า 'ทักษะเทคนิคแข็งแกร่งมาก แต่การสื่อสารยังต้องปรับปรุง ต้องมีคนคอยแนะนำ' ส่วนโจวหมิงเจ๋อประเมินไว้ว่า 'เป็นคนเก็บตัว แต่ไม่ได้แยกตัวออกจากสังคม สามารถปั้นได้'
เขาใช้วงกลมทำเครื่องหมายบนเรซูเม่ใบนั้นเพื่อแสดงว่าผ่าน
พอเปิดไปหน้าถัดไป ก็เป็นของเด็กผู้หญิงที่ทำเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัย เสี่ยวหยางประเมินเธอไว้ว่า 'มีความสามารถในการลงมือทำสูง มีไอเดีย กล้าทำกล้ารับ' ส่วนโจวหมิงเจ๋อประเมินไว้ว่า 'ใจกล้า แต่ไม่บุ่มบ่าม รู้จักกาลเทศะ'
ลู่หรานยิ้ม แล้ววงกลมทำเครื่องหมายผ่านให้
ถัดมาอีกใบ เป็นของเด็กผู้ชายคณะปรัชญา พี่จ้าวประเมินเขาไว้ว่า 'มีตรรกะชัดเจน สื่อสารได้ดี เหมาะกับงานที่ต้องติดต่อภายนอก' ส่วนโจวหมิงเจ๋อประเมินไว้ว่า 'เป็นคนนิ่งๆ แต่ไม่ทื่อ มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล'
วงกลมให้ผ่านอีกคน
ลู่หรานเปิดอ่านไปทีละใบ จากเรซูเม่สี่สิบกว่าใบ เขาวงกลมให้ผ่านไปตั้งสามสิบกว่าคน
คนที่โดนคัดออกมีแค่ไม่กี่คน ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เก่ง แต่เพราะยังไม่เหมาะสมต่างหาก
บางคนมีบุคลิกแข็งกร้าวเกินไป บางคนก็อ่อนแอเกินไป บางคนยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมากเกินไป ส่วนบางคนก็ขาดความมั่นใจในตัวเอง
ถึงมันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่พอเอามารวมกันแล้วมันก็ดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่
เสิ่นเยว่เกอถือถ้วยชาเดินเข้ามา พอเห็นเขาวงกลมบนเรซูเม่ เธอก็ถามขึ้น "อัตราการคัดออกต่ำขนาดนี้เลยเหรอ"
"อืม" ลู่หรานวางปากกาลง "คนที่รอดมาถึงด่านนี้ได้ โดยพื้นฐานแล้วก็เก่งๆ กันทั้งนั้นแหละ ถ้าผมยังจะคัดออกอีก การทำงานในรอบก่อนๆ ก็คงสูญเปล่าพอดี"
"แล้วตอนสัมภาษณ์นายจะถามอะไรล่ะ"
ลู่หรานคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก็ชวนคุยเรื่อยเปื่อยน่ะสิ ดูว่าคนนี้เป็นคนปกติหรือเปล่า ไม่ใช่ปกติเรื่องทักษะนะ แต่หมายถึงปกติในด้านการเข้าสังคม การใช้ชีวิต การพูดจา สามารถรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นได้ไหม แล้วเวลาเจอปัญหาสามารถมีสติคิดหาทางแก้ไขได้หรือเปล่า ของพวกนี้มันสำคัญกว่าเรื่องเทคนิคตั้งเยอะ"
เสิ่นเยว่เกอวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "นายก็ปลงได้ง่ายดีนะ"
"ไม่ใช่ปลงได้หรอก แต่ผมเคยมีบทเรียนมาก่อนต่างหาก" ลู่หรานยกถ้วยชาขึ้นจิบ "เมื่อก่อนผมเคยทำงานกับคนคนหนึ่ง ทักษะด้านเทคนิคของเขาสุดยอดมาก ทำได้ทุกอย่าง รู้ไปซะทุกเรื่อง แต่เขามีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือไม่ยอมฟังความเห็นใครเลย ไม่ว่าคุณจะบอกอะไรเขา เขาก็จะตอบกลับมาว่า 'คุณไม่เข้าใจหรอก' 'คุณไม่รู้หรอก' 'สิ่งที่คุณพูดมันผิด' แล้วสุดท้ายโปรเจกต์นั้นก็พังไม่เป็นท่า ไม่ใช่เพราะเทคนิคไม่ดีนะ แต่เป็นเพราะเขาสร้างศัตรูไปทั่ว จนไม่มีใครอยากทำงานร่วมกับเขาเลยต่างหาก"
เขาวางถ้วยชาลงแล้วพูดต่อ "เพราะงั้นตอนนี้เวลาผมประเมินคน ผมจะมองเรื่องทักษะเป็นเรื่องรอง สิ่งแรกที่ผมมองคือเขาสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดีไหม ต่อให้ทักษะเทพแค่ไหน แต่ถ้าทำงานเป็นทีมไม่ได้ คนคนนั้นก็มีค่าติดลบ ไม่ใช่ข้อดี แต่เป็นข้อเสียต่างหาก"
เสิ่นเยว่เกอพยักหน้า และไม่ได้พูดอะไรต่อ
บ่ายสองโมง นักศึกษาคนแรกที่มาสัมภาษณ์รอบสุดท้ายก็มาถึง
เขาคือเด็กผู้ชายคณะปรัชญาคนนั้นนั่นเอง
วันนี้เขาแต่งตัวเป็นทางการกว่ารอบก่อน เสื้อสูทเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม เนกไทเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือดหมู แถมยังเซตผมมาใหม่ ดูดีมีราศีขึ้นเยอะ
"นั่งสิ" ลู่หรานชี้ไปที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม "ไม่ต้องตื่นเต้น ทำตัวสบายๆ เหมือนมานั่งคุยกันก็พอ"
เด็กหนุ่มนั่งลง แผ่นหลังตั้งตรงดิก สองมือวางไว้บนเข่า ท่าทางเหมือนกำลังเข้าร่วมพิธีการสำคัญอะไรสักอย่าง
"คุณชื่อเฉินซือหย่วน เรียนคณะปรัชญา อยู่ปีสาม ในเรซูเม่เขียนไว้ว่าคุณเคยหาสปอนเซอร์ได้ห้าหมื่นหยวน ยอดนี้คุณหามาเองคนเดียวหรือทำเป็นทีม"
"ผมเป็นคนคุมโปรเจกต์ครับ แต่ก็มีทีมคอยช่วย" เฉินซือหย่วนตอบ "ผมคนเดียวคงไม่สามารถไปเจรจากับร้านค้าทั้งสิบสามแห่งพร้อมกันได้หรอกครับ ก็ได้เพื่อนๆ ในฝ่ายจัดหาสปอนเซอร์มาช่วยแบ่งเบาภาระไปส่วนหนึ่ง แต่เรื่องกลยุทธ์และแผนงานโดยรวม ผมเป็นคนจัดการเองทั้งหมดครับ"
ลู่หรานพยักหน้า "คุณคิดว่าจุดเด่นที่สุดของคุณคืออะไร"
เฉินซือหย่วนคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ผมสามารถอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่ายได้ครับ"
"ขอยกตัวอย่างหน่อย"
"อย่างเรื่องหาสปอนเซอร์นี่แหละครับ" เฉินซือหย่วนอธิบาย "เพื่อนฝ่ายจัดหาสปอนเซอร์หลายคนเวลาไปคุยกับลูกค้า ก็มักจะเริ่มด้วยประโยคที่ว่า 'โรงเรียนเรามีคนเยอะแค่ไหน' 'กิจกรรมเรายิ่งใหญ่ขนาดไหน' 'ผลลัพธ์การโปรโมตดีแค่ไหน' ลูกค้าฟังแล้วก็งง ไม่เข้าใจว่าสรุปแล้วคุณต้องการจะสื่ออะไร ผมก็เลยเปลี่ยนวิธีพูดใหม่ เป็น 'คุณจ่ายเงินห้าพันหยวน แลกกับการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายห้าพันคน เท่ากับว่าต้นทุนในการหาลูกค้าตกแค่คนละหนึ่งหยวนเท่านั้น คุณคิดว่ามันคุ้มไหมครับ'"
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ "การอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่การตัดข้อมูลสำคัญทิ้งไป แต่คือการตัดข้อมูลที่ไม่สำคัญทิ้งไป แล้วเหลือไว้แค่สิ่งที่อีกฝ่ายสนใจที่สุดต่างหาก"
ลู่หรานฟังจบ ก็เขียนข้อความลงในสมุดบันทึกหนึ่งบรรทัด ตรรกะชัดเจน ทักษะการสื่อสารดีเยี่ยม
"แล้วคุณคิดว่าจุดด้อยที่สุดของคุณคืออะไร"
เฉินซือหย่วนลังเลนิดหน่อย "บางทีผมก็พูดตรงเกินไปครับ คิดอะไรก็พูดไปแบบนั้น ไม่ค่อยสนใจความรู้สึกของคนอื่นเท่าไหร่ ตอนที่ทำงานกลุ่มกับเพื่อน ผมเคยพูดจาแรงๆ ใส่พวกเขา ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมพูดมันจะถูก แต่วิธีการพูดมันผิด ทำให้พวกเขาไม่พอใจครับ"
"อย่างเช่น"
"อย่างเช่นมีเพื่อนคนหนึ่งทำแผนงานมาส่ง พอผมอ่านจบก็บอกไปว่า 'นี่มันแผนงานบ้าอะไรเนี่ย ไปทำมาใหม่เลย' แต่มามารู้ทีหลังว่า เขาต้องอดหลับอดนอนตั้งสองคืนเพื่อทำแผนงานฉบับนั้น คำพูดแค่ประโยคเดียวของผม มันทำลายความพยายามของเขาทั้งหมดเลย เขาถึงกับร้องไห้ออกมาตรงนั้นเลยครับ"
ตอนที่เฉินซือหย่วนเล่าเรื่องนี้ น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความสำนึกผิด
ลู่หรานเอนหลังพิงเก้าอี้ จ้องมองเขา "แล้วหลังจากนั้นคุณทำยังไงล่ะ"
"ผมไปขอโทษเขาครับ" เฉินซือหย่วนตอบ "จากนั้นผมก็ใช้เวลาทั้งบ่าย อธิบายปัญหาของแผนงานฉบับนั้นให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ ว่าต้องแก้ตรงไหน แก้ยังไง แล้วทำไมถึงต้องแก้แบบนั้น พอเขาเอาไปแก้แล้วส่งมาใหม่ แผนงานรอบสองก็ดูดีกว่ารอบแรกเยอะเลยครับ แล้วหลังจากนั้น เขาก็กลายมาเป็นคู่หูที่รู้ใจผมที่สุดในฝ่ายจัดหาสปอนเซอร์เลยครับ"
ลู่หรานเขียนลงในสมุดบันทึกอีกหนึ่งบรรทัด รู้จักทบทวนตัวเอง และพร้อมปรับปรุง
"คำถามสุดท้าย" ลู่หรานวางปากกาลง "ทำไมคุณถึงอยากมาทำงานที่ทู่ทู่เทคโนโลยี"
เฉินซือหย่วนตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า "เพราะโปรดักต์ที่พวกคุณทำมันน่าสนใจครับ"
"น่าสนใจยังไง"
"คือมันไม่ใช่โปรดักต์ที่ทำส่งๆ เพื่อหวังแต่จะเอาเงินน่ะครับ" เฉินซือหย่วนอธิบาย "ทู่ทู่ก็ไม่ใช่ ลีกออฟเลเจนด์ก็ไม่ใช่ ส่วนสามก๊กคิลผมเคยดูคลิปตอนโคลสเบต้ามาแล้ว มันก็ไม่ใช่เหมือนกัน โปรดักต์ทุกตัวของบริษัทคุณ มันเห็นได้ชัดเลยว่าใส่ใจทำจริงๆ ตั้งใจทำออกมาให้ดี ไม่ใช่ทำเพื่อส่งงานให้พ้นๆ ไป หรือทำเพื่อทำยอด KPI ให้ทะลุเป้า"
เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง แล้วพูดต่อ "ผมอยากทำงานในองค์กรที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ผลงานให้มีคุณภาพ มากกว่าแค่ทำงานให้เสร็จๆ ไปครับ ตำแหน่งงานส่วนใหญ่ในบริษัทยักษ์ใหญ่มักจะเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ สิ่งที่คุณทำไป คุณจะไม่มีวันได้เห็นภาพรวมของมันเลย คุณไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นอะไร แต่ที่ทู่ทู่เทคโนโลยีมันต่างออกไป บริษัทนี้ยังเป็นแค่บริษัทเล็กๆ ทุกสิ่งที่คุณทำมันจะถูกมองเห็นอย่างชัดเจน ทุกคนสามารถสัมผัสได้ถึงผลกระทบจากผลงานของตัวเองที่มีต่อผู้ใช้งาน ผมโหยหาความรู้สึกแบบนี้มากครับ"
ลู่หรานฟังจบ ก็เงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนจะยื่นมือออกไป "ยินดีต้อนรับสู่ทู่ทู่เทคโนโลยี"
เฉินซือหย่วนชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะรีบผุดลุกขึ้นยืน คว้ามือของลู่หรานไปจับแล้วเขย่าอย่างแรง "ขอบคุณมากครับประธานลู่ ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนครับ"
"ไม่ต้องเรียกประธานลู่หรอก เรียกพี่ลู่ก็พอ"
"พี่ลู่"
ตอนที่เฉินซือหย่วนเดินออกจากห้องทำงาน ฝีเท้าของเขาดูเบาหวิวขึ้นเยอะ ความรู้สึกหนักอึ้งในใจก็มลายหายไปจนหมดสิ้น
ลู่หรานมองผ่านช่องมู่ลี่ เห็นเขาเดินไปจนสุดทางเดิน แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครบางคน เสียงดังฟังชัดจนทะลุเข้ามาในห้องทำงานเลย "ฉันผ่านแล้วนะ พี่ลู่เป็นคนสัมภาษณ์เองกับมือเลย ใช่ พี่ลู่คนนั้นแหละ เริ่มงานวันจันทร์หน้าเลยนะเว้ย"
ลู่หรานยิ้ม เขียนคำว่า 'ผ่าน' ตัวเบ้อเริ่มลงบนเรซูเม่ของเฉินซือหย่วน แล้ววางมันไว้ข้างๆ
"คนต่อไป"