- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกที่สิ้นประวัติศาสตร์ ผมจึงเป็นคนเดียวที่อัญเชิญวีรชนระดับตำนานได้
- บทที่ 30 - ปะทะโจวเหวินปัง!
บทที่ 30 - ปะทะโจวเหวินปัง!
บทที่ 30 - ปะทะโจวเหวินปัง!
สายตาของผู้คนในหุบเขามองตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนโรงเรียนสาธิตจนมาหยุดอยู่ที่หลิวเสวียนและหวังหมิง
"พวกโรงเรียนสาธิตรู้จักสองคนนั้นเหรอ"
"ดูเหมือนจะใช่นะ"
" ... "
ทางฝั่งของอีกกลุ่มหนึ่งที่มีคนจำนวนมาก
มู่ฟางเห็นสถานการณ์แล้วก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน
"โจวเหวินปังยังจำเรื่องนั้นอยู่อีกเหรอเนี่ย!"
เหมียวเหวินปัว นักเรียนจากโรงเรียนมัธยมแห่งที่หนึ่งที่ทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพได้ยินดังนั้นจึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"โจวเหวินปังรู้จักเด็กใหม่สองคนนั้นด้วยเหรอ"
มู่ฟางพยักหน้ารับแล้วเล่าเหตุการณ์ในงานประลองของโรงฝึกยุทธ์ให้ฟัง
ดวงตาของเหมียวเหวินปัวเป็นประกายขึ้นมาทันที
"ขั้นหนึ่งระดับกลาง ... พลังวิญญาณสถิตนอกร่าง ทะลวงเดี่ยวจัดการทั้งวีรชนและตัวผู้ใช้วิญญาณได้รวดเดียว"
"ไม่นึกเลยว่านอกจากนายแล้ว ในรุ่นนี้ของเมืองจิงเฉิงยังมีคนที่สามารถใช้พลังวิญญาณสถิตนอกร่างได้ตั้งแต่ยังอยู่ขั้นหนึ่งด้วย"
"คราวนี้มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ!"
ในระหว่างที่เหมียวเหวินปัวกำลังพูดอยู่นั้น
อันหยวนสือที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งสวมชุดรัดกุมสีดำและทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพเช่นเดียวกันก็หันไปมองในลานกว้าง
เมื่อเห็นกลุ่มนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตเดินเข้ามาใกล้ หวังหมิงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดและเตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมื่อ
หลิวเสวียนเห็นดังนั้นจึงยกมือขึ้นห้าม
"ไม่ต้องเกร็งหรอก เขามาหาฉันเองแหละ"
หลิวเสวียนเดินออกไปรับหน้าพร้อมกับเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"รีบร้อนอยากสู้กับฉันขนาดนั้นเลยเหรอ"
โจวเหวินปังพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"สัปดาห์หลังจากนี้พวกเราต้องออกไปล่าภูตผีปีศาจอยู่ข้างนอกทุกวัน สู้กันตอนนี้เลยดีกว่า"
ก็อย่างที่โจวเหวินปังพูดนั่นแหละ ในวันข้างหน้าทุกคนจะต้องออกไปล่าภูตผีปีศาจทุกวันเพื่อแย่งชิงอันดับเข้ารอบชิงชนะเลิศ
หลังจากตระเวนล่ามาทั้งวัน ย่อมต้องเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเป็นธรรมดา ดังนั้นเวลาพักผ่อนครึ่งเช้าของวันนี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการต่อสู้
หลิวเสวียนพยักหน้ารับ
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นก็เข้ามาเลย"
"ฉันเองก็อยากจะลองดูเหมือนกันว่าความแข็งแกร่งของวีรชนระดับจอมทัพคนอื่นๆ เป็นยังไงบ้าง"
ตั้งแต่ทำพันธสัญญากับจ้าวอวิ๋นมา หลิวเสวียนเคยสู้กับคนที่มีฝีมือเก่งที่สุดก็แค่หวังหมิงที่ทำพันธสัญญากับวีรชนระดับขุนพลเท่านั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะได้สู้กับผู้ใช้วิญญาณที่ทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพเหมือนกัน
หวังหมิงรวมถึงคนอื่นๆ จากโรงเรียนสาธิตต่างก็ถอยออกไปด้านข้างเพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้หลิวเสวียนและโจวเหวินปัง
"ขนาดโจวเหวินปังยังเป็นฝ่ายมาหา"
"หมอนั่นคงทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพเหมือนกันสินะ นั่นก็แปลว่าพวกเขามาจากโรงเรียนมัธยมแห่งที่สามเหรอ"
"น่าจะใช่แหละ"
"ทรัพยากรของโรงเรียนมัธยมแห่งที่สามสู้โรงเรียนพวกเราไม่ได้หรอก เขาสู้โจวเหวินปังไม่ได้แน่ๆ "
" ... "
เมื่อนักเรียนจากโรงเรียนสาธิตรู้ถึงความสามารถของโจวเหวินปังดี ต่างก็เดาตัวตนของหลิวเสวียนออก
และทุกคนก็คิดว่าหลิวเสวียนไม่มีทางเป็นคู่มือของโจวเหวินปังอย่างแน่นอน
โรงเรียนสาธิตเป็นโรงเรียนเอกชนที่ก่อตั้งโดยตระกูลใหญ่หลายตระกูลในเมืองจิงเฉิง มีอาจารย์ที่เก่งกาจและทรัพยากรมากที่สุดในเมือง
ถ้าจะให้เทียบกัน ก็คงมีแค่โรงเรียนมัธยมแห่งที่หนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ใช้วิญญาณเท่านั้นที่พอจะงัดข้อกับพวกเขาได้
ส่วนโรงเรียนอื่นๆ นั้นถือว่าไม่ได้อยู่ในสายตาเลย
ทางฝั่งโรงเรียนมัธยมแห่งที่หนึ่ง
เหมียวเหวินปัวหันไปถามคนข้างๆ
"อันหยวนสือ นายคิดว่าใครจะชนะ"
อันหยวนสือมองไปที่ลานกว้างแล้วตอบด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด "โจวเหวินปัง"
"เขาใกล้จะทะลวงถึงขั้นสองแล้ว"
"เร็วขนาดนั้นเลยเหรอ"
มู่ฟางรู้สึกตกใจ แต่ก็เข้าใจเหตุผลได้อย่างรวดเร็ว
"เบื้องหลังของโจวเหวินปังคือตระกูลโจว พอมาคิดดูแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่หรอก"
ตระกูลโจวร่ำรวยและมีอิทธิพล นอกจากจะมีผู้ใช้วิญญาณขั้นสองคอยให้คำแนะนำในการฝึกฝนอย่างใกล้ชิดแล้ว
พวกเขายังมีทรัพยากรให้ใช้อย่างไม่ขาดสาย
บวกกับการทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพ ถ้าโจวเหวินปังฝึกฝนได้ไม่เร็วขนาดนี้สิถึงจะแปลก
"แบบนี้แย่แน่เลย"
มู่ฟางรู้สึกหนักใจ ในฐานะที่เคยยืนอยู่ฝั่งเดียวกับหลิวเสวียน เขาย่อมอยากเห็นหลิวเสวียนเป็นฝ่ายชนะ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว โอกาสที่หลิวเสวียนจะชนะนั้นริบหรี่มาก
ไม่ใช่แค่พวกเขา แต่แทบทุกคนในหุบเขาต่างก็คิดแบบเดียวกัน
ยกเว้นจ้าวปินเพียงคนเดียว
ณ ด้านหน้ากระท่อมไม้ที่อยู่ห่างออกไป
เจ้าหน้าที่จากสมาคมผู้ใช้วิญญาณนับสิบคนกำลังนั่งพักผ่อนและสังเกตการณ์สถานการณ์ของพวกหลิวเสวียน
"ผู้ดูแลจ้าว เด็กสองคนนั้นท่านเป็นคนพามาใช่ไหม"
"ท่านไม่คิดจะเข้าไปห้ามหน่อยเหรอ"
"ถึงแม้ทั้งคู่จะทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพ แต่ความแข็งแกร่งก็ยังต่างกันอยู่นะ"
"ทรัพยากรที่ตระกูลโจวทุ่มให้โจวเหวินปังมากพอที่จะใช้ฝึกฝนผู้ใช้วิญญาณขั้นสองได้ตั้งสิบกว่าคนเลยนะ"
"เด็กที่ท่านพามาต้องแพ้แน่ๆ "
"การล่ากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว ถ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมา มันจะส่งผลต่อคะแนนการล่าหลังจากนี้เอานะ"
" ... "
เพื่อนเจ้าหน้าที่ที่สนิทกับจ้าวปินพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเข้าไปห้าม
ตอนแรกจ้าวปินก็รู้สึกกังวลอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงผลงานอันน่าทึ่งที่หลิวเสวียนแสดงให้เห็นในช่วงที่ผ่านมา เขาก็รู้สึกเบาใจลง
"วางใจเถอะ ฝีมือของหลิวเสวียนไม่ได้ด้อยไปกว่าโจวเหวินปังหรอก"
"เดี๋ยวพวกนายคอยดูก็แล้วกัน"
พอได้ยินแบบนั้น เจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับจ้าวปินต่างก็รู้สึกประหลาดใจ พวกเขาพากันหันไปมองในลานกว้างเพื่อรอดูว่าหลิวเสวียนจะมีความพิเศษอะไร ถึงทำให้จ้าวปินมั่นใจในตัวเขาขนาดนี้
ณ ใจกลางลานกว้าง
หลิวเสวียนและโจวเหวินปังยืนห่างกันสามสิบเมตร
ไม่มีกรรมการตัดสิน พอทั้งคู่ยืนประจำที่และสบตากันเพียงแวบเดียว
ต่างฝ่ายก็พุ่งทะยานเข้าหากันทันที!
ในระหว่างที่พุ่งเข้าไป โจวเหวินปังก็ผสานร่างกับวีรชน โล่สามเหลี่ยมขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในมือซ้ายของเขา
เขาซ่อนตัวมิดชิดอยู่หลังโล่และพุ่งตัวเข้าหาหลิวเสวียนด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่เน้นการป้องกัน
"อาวุธวิญญาณแบบเดียวกับพวกโจวหลินเลย"
ก่อนหน้านี้หลิวเสวียนเคยเห็นโล่แบบนี้ในงานประลองของโรงฝึกยุทธ์มาแล้ว
เมื่อเทียบกับโล่ของโจวหลิน แม้โจวเหวินปังจะยังอยู่ไม่ถึงขั้นสอง แต่โล่ของเขากลับมีขนาดใหญ่กว่าของโจวหลินเสียอีก
ใหญ่จนสามารถบดบังร่างของโจวเหวินปังได้มิดชิดเลยทีเดียว
ทำให้หลิวเสวียนมองไม่เห็นตัวเขาเลย
"กลิ่นอายของเขาเข้าใกล้ขั้นสองมาก"
หลิวเสวียนยังสังเกตเห็นอีกว่า หลังจากโจวเหวินปังผสานร่างกับวีรชน กลิ่นอายที่แผ่ออกมาก็คล้ายคลึงกับโจวหลินในตอนนั้นมาก
นั่นหมายความว่าอีกไม่นานโจวเหวินปังก็จะสามารถทะลวงถึงขั้นสองและอัญเชิญวีรชนของตัวเองออกมาได้สำเร็จจนกลายเป็นผู้ใช้วิญญาณขั้นสองเต็มตัว
"ถ้าเขาทะลวงถึงขั้นสองจริงๆ ฉันคงรับมือลำบากแน่"
"แต่ในเมื่อตอนนี้ยังอยู่แค่ขั้นหนึ่ง เขาก็ต้องรับผลของขั้นหนึ่งไป!"
ตราบใดที่โจวเหวินปังยังไม่ทะลวงขั้น หลิวเสวียนก็มั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่มีทางเป็นคู่มือของเขาอย่างแน่นอน
นี่แหละคือความมั่นใจที่จ้าวอวิ๋นมอบให้เขา!
วูบ!
หลิวเสวียนผสานร่างกับจ้าวอวิ๋น เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นขนานกับพื้น ประกายแสงสีเงินสว่างวาบ หอกมังกรเงินประกายแสงปรากฏขึ้นในมือ
กลิ่นอายอันแหลมคมห่อหุ้มร่างของหลิวเสวียนเอาไว้ทันที
เมื่อพุ่งเข้าไปอยู่ห่างจากโจวเหวินปังเพียงสี่เมตร หลิวเสวียนก็หยุดชะงักและรีบแทงหอกมังกรเงินประกายแสงออกไปทันที!
"เคร้ง!"
ปลายหอกปะทะกับโล่จนเกิดเสียงดังสนั่น!
การปะทะกันของอาวุธวิญญาณ หอกมังกรเงินประกายแสงไม่สามารถทะลวงโล่นั้นไปได้โดยตรง!
[ดอกเหมย] ที่เบ่งบานอยู่บนปลายหอกทำได้เพียงระเบิดออกบนผิวโล่ ทิ้งร่องรอยการโจมตีด้วยพลังวิญญาณเอาไว้เท่านั้น
โจวเหวินปังออกแรงผลักอย่างแรง พลังมหาศาลส่งผลให้หลิวเสวียนกระเด็นถอยหลังไปนับสิบก้าว!
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ทุกคนในหุบเขาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
"ฉันว่าแล้วเชียว โจวเหวินปังชนะชัวร์!"
"ใช่แล้ว! โรงเรียนสาธิตของพวกเราเก่งที่สุด!"
" ... "
นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตต่างก็ปรบมือโห่ร้องด้วยความดีใจ ราวกับว่าโจวเหวินปังได้รับชัยชนะไปแล้ว
ในความเป็นจริงแล้ว หากมองตามสถานการณ์ปกติ มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
นี่คือการปะทะกันระหว่างหอกและโล่
เมื่อทั้งคู่อยู่ในระดับเดียวกันและทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพเหมือนกัน ความแข็งแกร่งของอาวุธวิญญาณก็ย่อมสูสีกัน
ในเมื่อหอกมังกรเงินประกายแสงของหลิวเสวียนไม่สามารถทะลวงโล่ของโจวเหวินปังได้ การโจมตีด้วยพลังวิญญาณสถิตนอกร่างที่หลิวเสวียนพึ่งพาก็ย่อมไม่สามารถทำอันตรายร่างต้นของโจวเหวินปังได้เช่นกัน
ในการต่อสู้หลังจากนี้ ขอเพียงแค่โจวเหวินปังตั้งรับให้มั่นคง เขาก็จะสามารถคว้าชัยชนะมาได้อย่างแน่นอน
เหมียวเหวินปัวพยักหน้ารับ
"ดูเหมือนว่าจะเป็นอย่างที่นายพูดจริงๆ นะเนี่ย"
"ตอนนี้โจวเหวินปังแข็งแกร่งกว่าหลิวเสวียนในทุกๆ ด้านเลย"
"หลิวเสวียนไม่มีทางเอาชนะเขาได้หรอก"
เมื่อเห็นหลิวเสวียนถูกดันให้ถอยหลัง มู่ฟางก็รู้สึกใจคอไม่ดีเลย
"โจวเหวินปังแข็งแกร่งกว่าพวกโจวหลินตั้งเยอะแน่ะ"
ณ จุดที่พักของเจ้าหน้าที่สมาคมผู้ใช้วิญญาณซึ่งอยู่ไกลออกไป
"ผู้ดูแลจ้าว ตอนนี้ท่านยังคิดว่าหลิวเสวียนจะชนะอยู่อีกไหม"
เจ้าหน้าที่คนข้างๆ เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
จ้าวปินขมวดคิ้วเข้าหากัน
พูดตามตรง ก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น จ้าวปินยังคงมั่นใจในตัวหลิวเสวียนมาก
แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับไม่ค่อยเป็นใจให้หลิวเสวียนสักเท่าไหร่
"โจวเหวินปังเชี่ยวชาญการตั้งรับ พลังป้องกันจากเกราะวิญญาณของหลิวเสวียนคงไม่มีประโยชน์อะไรในการต่อสู้ครั้งนี้แน่"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเกราะวิญญาณจะช่วยเขาได้หรือเปล่า"
ถ้าหลิวเสวียนสามารถอาศัยความเร็วจากเกราะวิญญาณเพื่อหาช่องโหว่รอบๆ ตัวโจวเหวินปังได้ ก็อาจจะพอมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้บ้าง
แต่โอกาสนั้นก็ช่างริบหรี่นัก เพราะเมื่อหลิวเสวียนพุ่งเข้าโจมตี โจวเหวินปังก็แค่ต้องขยับตัวหมุนรอบตัวเองเป็นศูนย์กลางเท่านั้น
ในขณะที่หลิวเสวียนต้องเคลื่อนที่วนเป็นวงกลมอยู่รอบนอก ซึ่งต้องใช้ระยะทางมากกว่าโจวเหวินปังหลายเท่า
จ้าวปินไม่รู้ว่าเกราะวิญญาณของหลิวเสวียนจะช่วยเพิ่มความเร็วได้มากน้อยแค่ไหน แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ หลิวเสวียนคงต้องใช้วิธีนี้เพื่อหาโอกาสโจมตีเท่านั้น
ณ กลางลานประลอง
หลิวเสวียนยันเท้าไว้กับพื้นเพื่อหยุดการเคลื่อนไหว
เขาบิดลำตัวเล็กน้อยเพื่อสลัดแรงกดดันที่โจวเหวินปังส่งมาเมื่อครู่ทิ้งไป
"พลังป้องกันแข็งแกร่งมาก พละกำลังก็มหาศาลด้วย"
"สมกับเป็นวีรชนระดับจอมทัพจริงๆ "
ตั้งแต่ทำพันธสัญญากับจ้าวอวิ๋นมา นี่เป็นครั้งแรกที่หลิวเสวียนถูกต้อนให้ถอยร่นได้
"ถ้าหอกมังกรเงินประกายแสงไม่สามารถทะลวงโล่ของเขาได้ [เพลงหอกดอกเหมยทะลวงไผ่] ก็คงใช้ไม่ได้ผลกับเขา"
"ผลลัพธ์ของพลังข่มขวัญจาก [กล้าหาญแห่งมังกร] ก็คงจะเบาบางลงไปด้วย"
เมื่อหอกมังกรเงินประกายแสงไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันไปได้ พลังข่มขวัญทางจิตส่วนใหญ่ก็จะถูกโล่ดูดซับไปจนหมด ส่งผลให้ผลกระทบที่จะเกิดกับโจวเหวินปังลดน้อยลงไปด้วย
"ถ้าฉันใส่เกราะเกล็ดมังกรเงินประกายแสง อาศัยความเร็วก็คงจะพอหาช่องโหว่ได้บ้าง"
"แต่ฉันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น"
หลิวเสวียนรวบรวมสติให้มั่นคง กระชับหอกมังกรเงินประกายแสงในมือแน่น แล้วก็พุ่งเข้าโจมตีโจวเหวินปังอีกครั้ง!
"เอาอีกแล้ว ในเมื่อเขาไม่สามารถทำลายการป้องกันของโจวเหวินปังจากด้านหน้าได้ การทำแบบนี้ก็มีแต่จะสิ้นเปลืองพลังไปเปล่าๆ "
"นั่นสิ สู้ยอมแพ้ไปเลยดีกว่า จะได้ประหยัดพลังวิญญาณเอาไว้"
" ... "
เมื่อเห็นหลิวเสวียนพุ่งเข้าโจมตีจากด้านหน้าอีกครั้ง ทุกคนต่างก็ส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
สถานการณ์เมื่อครู่นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงพลังป้องกันอันแข็งแกร่งของโจวเหวินปังได้เป็นอย่างดี การที่หลิวเสวียนดึงดันจะโจมตีซ้ำก็คงจะต้องจบลงด้วยความล้มเหลวเหมือนเดิมอย่างแน่นอน
แต่ทว่าภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นกลับทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง
ถึงแม้โจวเหวินปังจะหลบอยู่หลังโล่ แต่โล่ในมือของเขาคืออาวุธวิญญาณ มันจึงสามารถช่วยให้เขามองเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นการเคลื่อนไหวทุกอย่างของหลิวเสวียนจึงอยู่ในสายตาทั้งหมด
"ดูเหมือนเขาจะมีน้ำยาแค่นี้สินะ"
ตอนที่หลิวเสวียนผสานร่างกับจ้าวอวิ๋น โจวเหวินปังก็รู้ทันทีว่าหลิวเสวียนทะลวงถึงขั้นหนึ่งระดับปลายแล้วเหมือนกัน
หลิวเสวียนในขั้นหนึ่งระดับปลาย ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าตอนที่เอาชนะโจวหลินอย่างแน่นอน
เขาแอบหวังอยู่ลึกๆ ว่าหลิวเสวียนจะสามารถสร้างความประหลาดใจให้เขาได้บ้าง
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าฝีมือของหลิวเสวียนก็งั้นๆ แหละ
"คู่แข่งคนสำคัญที่สุดของฉันก็คงจะมีแค่อันหยวนสือเท่านั้น"
โจวเหวินปังตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า พอจบการต่อสู้ครั้งนี้ เขาจะไปท้าประลองกับอันหยวนสือ
เพื่อสถาปนาตัวเองให้เป็นนักเรียนมัธยมปลายที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองจิงเฉิง
ในจังหวะนั้นเอง หลิวเสวียนก็พุ่งเข้ามาถึงตัวเขาแล้ว
หลิวเสวียนก้าวเท้าออกไปในท่าม้าแล้วแทงหอกมังกรเงินประกายแสงในมือออกไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับโคจรพลังวิญญาณอย่างบ้าคลั่ง
พลังวิญญาณมหาศาลหลั่งไหลเข้าไปในหอกมังกรเงินประกายแสง
วินาทีต่อมา
"เคร้ง!"
ปลายหอกปะทะเข้ากับโล่อีกครั้ง
การโจมตีด้วยพลังวิญญาณสถิตนอกร่างเสียดสีกับโล่จนเกิดเสียงดังแสบแก้วหู
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากโล่ โจวเหวินปังก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
หลิวเสวียนใช้การโจมตีด้วยพลังวิญญาณสถิตนอกร่างอีกแล้ว
แต่ก่อนหน้านี้มันใช้ไม่ได้ผล ตอนนี้ก็ต้องใช้ไม่ได้ผลเหมือนเดิมนั่นแหละ!
ในขณะที่โจวเหวินปังกำลังเตรียมตัวจะออกแรงผลักหลิวเสวียนให้กระเด็นถอยหลังไปเหมือนคราวก่อน
จิ๊บ จิ๊บ!
จิ๊บ จิ๊บ!
เขาไม่รู้ว่าตัวเองหูแว่วไปหรือเปล่า แต่เขาได้ยินเหมือนมีเสียงนกร้องดังอยู่รอบตัว
วินาทีที่เสียงนกร้องดังขึ้น
"ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!"
" ... "
การโจมตีด้วยพลังวิญญาณนับยี่สิบสายพุ่งเข้าใส่เขาจากทุกทิศทุกทาง!
การโจมตีทางจิตที่พุ่งเข้ามาจากด้านหน้าถูกโล่สกัดเอาไว้ได้
แต่การโจมตีที่พุ่งมาจากทิศทางอื่นกลับกระแทกเข้าใส่ร่างของเขาเต็มๆ !
เสียงระเบิดดังสนั่นต่อเนื่องกันหลายครั้ง เสื้อผ้าบนร่างของโจวเหวินปังถูกฉีกขาดเป็นชิ้นๆ เผยให้เห็นเสื้อเกราะอ่อนสีเงินที่สวมอยู่ด้านใน
"หมอนี่ใส่เกราะอ่อนไว้ข้างในด้วยแฮะ!"
หลิวเสวียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
หลังจากฝึกฝนมาหลายวัน ความชำนาญของ [เพลงหอกร้อยปักษาเฝ้าหงสา] ก็มาถึง 20% แล้ว
ในการโจมตีครั้งเดียว เขาสามารถเรียกนกจำแลงจากพลังวิญญาณได้ถึงยี่สิบตัว และพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายพร้อมกัน
โล่ของโจวเหวินปังสามารถป้องกันได้แค่ด้านหน้าเท่านั้น เขาไม่มีทางป้องกันการโจมตีจากนกจำแลงที่มาจากทิศทางอื่นได้เลย
ดังนั้นเขาจึงโดนการโจมตีของหลิวเสวียนเข้าไปเต็มๆ !
แต่การที่เขาสวมเกราะอ่อนอยู่ด้านในก็ช่วยลดทอนพลังทำลายล้างของการโจมตีด้วยพลังวิญญาณไปได้มาก
แต่นั่นก็ไม่เป็นไร
หลิวเสวียนอาศัยจังหวะที่โจวเหวินปังกำลังชะงักจากการถูกโจมตีด้วยพลังวิญญาณ ก้าวเท้าเบี่ยงตัวหลบโล่ของเขาและพุ่งเข้าไปประชิดตัวโจวเหวินปังจากด้านข้าง ก่อนจะแทงหอกมังกรเงินประกายแสงในมือออกไปจ่ออยู่ที่คอของโจวเหวินปัง!
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันแหลมคมจากปลายหอก โจวเหวินปังก็ชะงักไปสองวินาที
"ฉันแพ้แล้ว"
หากนี่เป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด หอกของหลิวเสวียนก็คงจะปลิดชีพเขาไปแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไม่ได้ใส่เกราะอ่อนเอาไว้ การโจมตีด้วยพลังวิญญาณของหลิวเสวียนเมื่อครู่นี้ก็คงจะทำให้เขาพ่ายแพ้ไปแล้ว!
"รับการออมมือแล้ว"
หลิวเสวียนดึงหอกกลับแล้วประสานมือคารวะ
จากนั้นเขาก็หันหลังกวักมือเรียกหวังหมิงให้เดินตามไปที่ลานกว้างอีกด้านหนึ่ง
ผ่านไปห้าวินาทีหลังจากที่หลิวเสวียนเดินจากไป ผู้คนในลานกว้างถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา
"เชี่ย! นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย หลิวเสวียนโจมตีโดนโจวเหวินปังได้ยังไงวะ!"
"ฉันไม่รู้!"
" ... "
นักเรียนจากโรงเรียนสาธิตส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุดต่างก็มองไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อครู่นี้
หลัวลี่ นักเรียนอีกคนจากโรงเรียนสาธิตที่ทำพันธสัญญากับวีรชนระดับจอมทัพขมวดคิ้วมุ่น
"เหมือนจะเป็นการโจมตีด้วยพลังวิญญาณสถิตนอกร่างนะ"
"แต่ทำไมการโจมตีของเขาถึงสามารถพุ่งเข้าโจมตีโจวเหวินปังจากด้านข้างหรือแม้แต่ด้านหลังได้ล่ะ"
หลัวลี่รู้สึกไม่เข้าใจเลยจริงๆ
เหมียวเหวินปัวก็ถามคำถามเดียวกัน
"อันหยวนสือ ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า เมื่อกี้หลิวเสวียนใช้การโจมตีด้วยพลังวิญญาณสถิตนอกร่างใช่ไหม"
"แล้วเขาโจมตีโดนโจวเหวินปังได้ยังไง"
อันหยวนสือกอดอกมองตามแผ่นหลังของหลิวเสวียนที่กำลังเดินจากไปพร้อมกับหวังหมิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ไม่รู้สิ แต่ฝีมือของเขาร้ายกาจมาก"
"ถ้าฉันยังอยู่ขั้นหนึ่งเหมือนเขา ฉันก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของเขาหรอก"
พอได้ยินดังนั้นเหมียวเหวินปัวก็ตกตะลึงไปเลย
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เขาได้ยินอันหยวนสือยอมรับว่าตัวเองอาจจะสู้คนอื่นไม่ได้
ขนาดตอนที่เขาถามว่าถ้าโจวเหวินปังกับหลัวลี่ร่วมมือกันล่ะ
อันหยวนสือก็ยังทำหน้านิ่งและบอกว่าตัวเองชนะแน่ๆ
เห็นได้ชัดเลยว่าอันหยวนสือให้ความสำคัญกับหลิวเสวียนมากแค่ไหน!