- หน้าแรก
- จากขอทานไร้พรสวรรค์ สู่ผู้ปลุกพลังวิญญาณยุทธ์บรรพกาล
- บทที่ 220 - ตำนานยุทธภพ
บทที่ 220 - ตำนานยุทธภพ
บทที่ 220 - ตำนานยุทธภพ
บทที่ 220 - ตำนานยุทธภพ
หลิงเซียวเห็นปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นประมือกับสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญ ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ฉวยโอกาสนี้รีบฟื้นฟูร่างกายดีกว่า โชคดีที่ในมิติขุนเขาธารายังมีทองคำเหลืออยู่อีกมาก สามารถใช้เคล็ดวิชากายาทองคำเก้าวัฏจักรในการฟื้นฟูได้
มิเช่นนั้น หากปล่อยให้นอนร่อแร่ อยู่ตรงนี้ เกรงว่าก็คงไม่แคล้วต้องตายอยู่ดี
ตัวตนระดับยอดฝีมือสู้รบกัน ย่อมไม่มาสนใจมดปลวกอย่างเขาหรอก เขาถึงค่อยเบาใจลงได้บ้าง
บนพื้นดินเบื้องบน การต่อสู้ระหว่างปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นกับสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญกำลังดุเดือดเลือดพล่าน
"มีท่านอาจารย์ออกโรง เดรัจฉานนั่นย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ น่าเสียดายก็แต่หลิงเซียว หากเขาทนได้อีกนิดเดียว ก็คงไม่ต้องมาทิ้งชีวิตแบบนี้"
นักพรตอินหรานถอนหายใจ
"นั่นสิ น่าเสียดายจริงๆ ด้วยศักยภาพของเด็กหนุ่มคนนั้น ดีไม่ดีอาจจะได้เข้าร่วมกับสิบสองสำนักเร้นกายด้วยซ้ำ"
ซีเหมินสวินเองก็ทอดถอนใจ
เขาอาจจะไม่รู้จักหลิงเซียวดีนัก แต่ฉากเมื่อครู่นี้ เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน
หลิงเซียวใช้พลังยุทธ์เพียงระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่เจ็ดจุดสูงสุด กลับสามารถหลบการโจมตีของสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญได้ แม้จะหลบพ้นแค่ครั้งเดียว แต่ความสามารถระดับนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปจะทำได้แล้ว
นี่แหละคืออัจฉริยะที่แท้จริง
หลินเจ๋อพูดไม่ออกแล้ว ที่หางตายังมีคราบน้ำตาคนแก่หลงเหลืออยู่ สำหรับเขา หลิงเซียวเปรียบเสมือนบุตรชายในไส้
นอกจากหลิงอีเสวี่ยและเลิ่งเหมยที่อยู่ที่นี่แล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครเสียใจเท่าเขาอีกแล้ว
ตูม!
กลิ่นอายของปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ลมปราณแท้ทะลักออกจากร่างอย่างบ้าคลั่ง ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าห่อหุ้มร่างของเขาไว้
"ผ่านไปหลายปี ในที่สุดก็เจอคู่ต่อสู้ที่คู่ควรเสียที!"
เขามองสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญด้วยสายตาเย็นเยียบ กลิ่นอายในร่างถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
เพราะเขารู้ดีว่า หากจะสู้กับสัตว์อสูรตัวนี้ การไม่งัดเอาพลังทั้งหมดออกมา ย่อมไม่มีทางเอาชนะได้
ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เหนือสามัญ แม้จะยังบินไม่ได้ ไม่อาจโบยบินอยู่บนเก้าชั้นฟ้า แต่ก็สามารถลอยตัว หรือร่อนอยู่ในอากาศได้ชั่วขณะ
ซึ่งเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับชีพจรยุทธ์ขั้นที่เก้าอยู่มากโข
แน่นอนว่าหลิงเซียวยังคงเป็นข้อยกเว้น วิชาท่าร่างเหินเมฆาของเขาพิเศษเกินไป ยิ่งตอนนี้พัฒนามาเป็นเทพมังกรเมฆาท่องเวหา ก็ยิ่งลึกลับซับซ้อนยากจะหยั่งถึง
สิ่งที่ผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เหนือสามัญทำได้ เขาก็ทำได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังบินไม่ได้อยู่ดี
หากอยากบิน มีแต่ต้องพึ่งพาสัตว์อสูร หุ่นกลไก วิญญาณยุทธ์สายบิน หรือสิ่งวิเศษทำนองนั้น
โบร๋ว~~
สัตว์อสูรระดับเหนือสามัญที่เพิ่งเสียท่าไปเมื่อครู่ เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน มันอ้าปากกว้าง เปลวไฟสีแดงเพลิงควบแน่นเป็นลูกไฟทรงกลม พื้นดินรอบข้างถูกแผดเผาจนดำเป็นถ่าน
เกลียวคลื่นความร้อนแผ่ซ่าน พายุไฟพัดกรรโชก ลูกไฟสีแดงเพลิงส่งเสียงคำรามแหวกอากาศ บิดเบี้ยวบรรยากาศรอบด้าน พุ่งตรงเข้าหาปรมาจารย์ไป๋อวิ๋น ราวกับอุกกาบาตที่กำลังจะถล่มเมืองอวิ๋นคง
หลินเจ๋อรู้สึกได้ว่า หากลูกไฟสีแดงเพลิงนี้พุ่งชนเขา เขาคงถูกแผดเผาจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกในพริบตา
จะว่าไปแล้ว ก็นับว่าโชคดี ก่อนหน้านี้สัตว์อสูรระดับเหนือสามัญไม่ได้เป็นฝ่ายโจมตีก่อน เพียงแค่สะท้อนการโจมตีของพวกเขากลับมาเท่านั้น มิเช่นนั้น อย่าว่าแต่ยอดฝีมือระดับเก้าจุดสูงสุดอย่างพวกเขาสามคนเลย ทหารอีกนับหมื่นนายเบื้องหลังก็คงไม่รอด
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ชวนให้หวาดผวายิ่งนัก
ฝ่ามืออสนีบาตไร้ลักษณ์!
ปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นประนมมือ ลมปราณแท้อันน่าเกรงขามรวมตัวกันอย่างรวดเร็วระหว่างฝ่ามือ เกิดเสียงฟ้าร้องและประกายสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
จากนั้น เขาก็แยกฝ่ามือออก แล้วผลักออกไปเบื้องหน้า
รอยประทับฝ่ามือสองรอยที่จับต้องได้ ฉีกกระชากอากาศ ส่งเสียงฟ้าร้องและประกายสายฟ้าคำราม พุ่งเข้าปะทะกับสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญ
ผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรต่างอกสั่นขวัญแขวน พากันถอยร่นหนีตายไปให้ไกลที่สุด
การปะทะกันจนเกิดความพินาศย่อยยับในครั้งก่อน ยังคงฝังใจพวกเขาลึกซึ้ง หลายคนต้องมาตายตกอย่างอยุติธรรม
นี่แหละคือการดวลกันของยอดฝีมือในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์เหนือสามัญ
มันช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้วจริงๆ
ตูม!
แสงสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ
ฝ่ามือคู่ปะทะเข้ากับลูกไฟสีแดงเพลิง ก่อนจะระเบิดออกอย่างรวดเร็ว
คลื่นกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวยังไม่ทันจางหาย ร่างสองร่างบนพื้นก็พุ่งทะยานเข้าห้ากันเสียแล้ว
ท่ามกลางเสียงระเบิดกึกก้อง ปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นและสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญได้ประมือกันไปแล้วหลายสิบกระบวนท่า
การเคลื่อนไหวของพวกเขารวดเร็วเกินไป สายตาของผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปไม่อาจมองตามทันเลยสักนิด
ในสายตาของพวกเขา มีเพียงเสียงระเบิดที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับประกายไฟและสายฟ้าแลบแปลบปลาบ
โชคดีที่ผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรส่วนใหญ่พากันหลบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว มิเช่นนั้น ภายใต้การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายของยอดฝีมือระดับเหนือสามัญทั้งสอง เกรงว่าคงถูกพลังที่แผ่ซ่านออกมากระชากร่างจนแหลกเป็นชิ้นๆ ไปแล้ว
สัตว์อสูรระดับเก้าจุดสูงสุดถึงกับหมอบครางอยู่กับพื้น การต่อสู้ระดับนี้ ช่างน่าสยดสยองเกินไปแล้ว
ลึกลงไปใต้ดิน
แขน ขา และส่วนที่แหลกเหลวบนร่างกายของหลิงเซียวถูกปกคลุมด้วยแสงสีทอง ทองคำจำนวนมหาศาลกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขาก็ค่อยๆ ฟื้นฟูกลับคืนมา
ในเวลานี้ เขาไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว จึงมีเวลาว่างมานั่งชมการต่อสู้ของยอดฝีมือทั้งสอง
คนอื่นอาจจะมองไม่เห็นรายละเอียดของการต่อสู้
แต่หลิงเซียวกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน
หากพิจารณาจากกระบวนท่า ยอดฝีมือทั้งสองก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป
สิ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างไปจากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป คือการยกระดับพละกำลัง ความเร็ว และคุณภาพของลมปราณแท้
รวมถึงความเข้าใจในวิทยายุทธ์ ที่ก้าวล้ำนำหน้าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปไปไกลลิบ
กระบวนท่าเดียวกัน หากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปใช้ อาจจะทำลายได้แค่ถ้วยกระเบื้องเคลือบใบหนึ่ง
แต่หากพวกเขาเป็นคนใช้ กลับสามารถถล่มหอคอยสูงตระหง่านให้ราบเป็นหน้ากลองได้
นี่แหละคือช่องว่างแห่งพลัง!
มิน่าล่ะถึงมีคำกล่าวว่า เมื่อผู้บรรลุระดับเหนือสามัญปรากฏกาย ต่อให้เป็นถึงกษัตริย์หรือขุนนางใหญ่ก็ยังต้องหลีกทางให้!
อย่างกษัตริย์ของประเทศเล็กๆ อย่างแคว้นเป่ยฮั่น เต็มที่ก็คงเป็นแค่ยอดฝีมือระดับเก้าจุดสูงสุด เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บรรลุระดับเหนือสามัญ ก็ยังต้องคุกเข่าศิโรราบ
มิเช่นนั้น ชะตากรรมของประเทศ ก็คงถูกกำหนดให้พังพินาศในพริบตา
มีเรื่องเล่าอยู่เรื่องหนึ่งว่า กษัตริย์ของแคว้นใดแคว้นหนึ่ง ประมูลของชิ้นหนึ่งตัดหน้าผู้บรรลุระดับเหนือสามัญในโรงประมูล ผลปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น ประเทศนั้นก็ถูกลบชื่อออกจากแผนที่ไปตลอดกาล
ดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นเถ้าถ่าน!
แม้เรื่องนี้จะฟังดูโหดร้าย แต่มันคือเรื่องจริง เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้บรรลุระดับเหนือสามัญ กษัตริย์หรือขุนนางในโลกโลกีย์ก็เป็นแค่เศษสวะ
พวกเขามีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของประเทศได้อย่างง่ายดาย
เห็นได้ชัดว่าปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นก็คือยอดฝีมือในระดับนั้น เขาสามารถชี้นิ้วสั่งการผู้ว่าการมณฑลไป๋อวิ๋น หรือแม่ทัพพิทักษ์ชายแดนได้ โดยที่ไม่มีใครกล้าปริปากบ่น
ในแคว้นเป่ยฮั่น ในราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่ามนุษย์ หรือแม้แต่ทั่วทั้งทวีปเทียนล่อง เขาคือตำนานยุทธภพอย่างแท้จริง
แน่นอน นั่นเป็นเรื่องราวก่อนที่สำนักเร้นกายจะหวนคืนสู่ยุทธภพ
ปัจจุบัน เนื่องจากการปรากฏตัวของวิญญาณยุทธ์ขุนเขาธารา หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ เพียงแต่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัวเท่านั้น
การปะทะกันของระดับเหนือสามัญ แม้จะกินเวลาเพียงชั่วจิบชา ทว่ากลับประมือกันไปแล้วกว่าร้อยกระบวนท่า
ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ ฉากการต่อสู้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ท่ามกลางเสียงระเบิดกึกก้อง สัตว์อสูรระดับเหนือสามัญส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง บนตัวมันเต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือด บาดแผลบางแห่งลึกจนเห็นกระดูกสีขาวโพลน
ทางฝั่งปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นก็มีสภาพไม่ค่อยสู้ดีนัก เสื้อผ้าหลุดลุ่ยฉีกขาด บนตัวมีรอยไหม้หลายแห่ง ดูทุลักทุเลไม่เบา
แต่โดยรวมแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ ปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบ สามารถกดหัวสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญเอาไว้ได้อย่างอยู่หมัด
บาดแผลของเขาล้วนเป็นเพียงแผลเล็กน้อย
ในขณะที่บาดแผลของอีกฝ่าย ล้วนเป็นบาดแผลฉกรรจ์ทั้งสิ้น
หลิงเซียวพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา ในใจแอบรู้สึกตึงเครียดอยู่ลึกๆ
เพราะการต่อสู้ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงตัวตัดสินชะตากรรมของยอดฝีมือทั้งสอง แต่ยังรวมถึงชะตากรรมของเมืองอวิ๋นคง และทั่วทั้งมณฑลไป๋อวิ๋นด้วย
แม้ปรมาจารย์ไป๋อวิ๋นจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ แต่ตราบใดที่ผลแพ้ชนะยังไม่เป็นที่ประจักษ์ อะไรก็เกิดขึ้นได้
โบร๋ว~~
ในที่สุดสัตว์อสูรระดับเหนือสามัญก็ถอยร่นไป
ในแววตาอันเย็นชาของมัน เผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว
"ไอ้เดรัจฉาน วันนี้ข้าจะเอาชีวิตเจ้า ไปเซ่นไหว้ดวงวิญญาณศิษย์ของข้า!"
(จบแล้ว)