เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 - เรียกคนพาล (ศาสตร์)

บทที่ 37 - เรียกคนพาล (ศาสตร์)

บทที่ 37 - เรียกคนพาล (ศาสตร์)


บทที่ 37 - เรียกคนพาล (ศาสตร์)

ระหว่างทางที่เดินไปส่งหลี่ซวนกลับบ้าน เธอก็ถามผมขึ้นมาว่า "ตู้เล่อบอกว่านายดูดวงเป็นด้วยเหรอ?"

ดูดวง? แล้วยังมีคำว่า 'ด้วย' อีก? คำว่า 'ด้วย' นี่หมายถึงใครล่ะ?

ผมมองเธออย่างสงสัย ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

หลี่ซวนชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะอธิบายว่า "ก็ก่อนหน้านี้ พวกเราเคยไปวัดหลิงอิ่นด้วยกันมาแล้วนี่นา!

ตู้เล่อบอกว่า ความจริงแล้วนายก็ดูเป็นเหมือนกัน"

อ๋อ! ที่แท้คำว่า 'ด้วย' ก็หมายถึงวัดหลิงอิ่นนี่เอง

ผมหัวเราะแล้วอธิบายว่า "วิธีของฉันมันไม่เหมือนกับที่วัดหลิงอิ่นหรอกนะ พวกเขาใช้วิธีประทับทรง แต่ฉันใช้การอนุมานหาเหตุและผลต่างหากล่ะ"

"อนุมาน? ดูดวงเนี่ยนะ?"

ผมถึงกับพูดไม่ออก นี่เธอกะจะเถียงเอาชนะเรื่องคำว่า 'ดูดวง' ให้ได้เลยใช่ไหม

เอาเถอะ จะเรียกว่าดูดวงก็ดูดวง ผมเลยถามเธอว่า "เธออยากจะให้ดูเรื่องอะไรล่ะ?"

เธอพูดตรงๆ "คือว่าลูกพี่ลูกน้องฉันช่วงนี้ไม่ค่อยจะราบรื่นน่ะ มักจะเจอแต่คนพาลคนไม่ดี

ฉันก็เลยเดาเอาว่า น่าจะเป็นเพราะเรื่องพวกนี้หรือเปล่า ก็เลยอยากจะถามนายว่า พอจะช่วยไปดูให้หน่อยได้ไหม"

"ลูกพี่ลูกน้องของเธอเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?" ผมถามกลับ

ถ้าคนไม่เชื่อ คุยกันไปคนละคลื่นความถี่ ก็ยากที่จะอธิบายให้เข้าใจได้

แถมการเสนอตัวเข้าไปช่วยแบบนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องดีเสียด้วย

"ก็พอได้อยู่นะ ไม่ถึงกับงมงาย แต่ก็ไม่ได้แอนตี้ ประเด็นคือเธอกลัวจะเสียเงินเยอะต่างหาก นายคิดค่าตัวเท่าไหร่ล่ะ?" หลี่ซวนถาม

ค่าตัว? คำนี้ฟังดูทันสมัยดีแฮะ

ถ้าลูกพี่ลูกน้องของเธอยอมจ่ายเงิน ก็แสดงว่าพอจะมีความเชื่อใจกันอยู่บ้าง

ไม่แน่ว่าในอนาคต ตอนเปิดบริษัทอาจจะต้องขอยืมใช้ชื่อกรีนการ์ดของเธอด้วย ถือโอกาสนี้ไปดูดวงให้เธอหน่อย ก็ถือเป็นเรื่องดีเหมือนกัน

แล้วจะคิดเงินเท่าไหร่ดีล่ะ?

ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

ในเมื่อเธอกลัวเปลืองเงิน ก็คิดแพงไม่ได้

แต่ถ้าคิดถูกไป มันก็จะดูเหมือนไม่ให้ความสำคัญ

"งั้น... คิดเป็นค่าแรงครึ่งวันของเธอดีไหม?" ผมหันไปมองหลี่ซวน

ผมก็ไม่รู้หรอกนะ ว่าวันหนึ่งเธอหาเงินได้เท่าไหร่

แต่ไม่ว่าจะเท่าไหร่ ค่าแรงครึ่งวันก็ถือเป็นการแสดงน้ำใจ และสำหรับเธอก็คงไม่ถือว่ามากมายเกินไปนัก

ผมกำชับเพิ่มเติมอีกว่า "ไม่ว่าจะเท่าไหร่ ก็ต้องให้เธอเป็นคนจ่ายเองนะ

เธอจะไปจ่ายแทนไม่ได้เด็ดขาด"

หลี่ซวนพยักหน้ารับ "ฉันคิดว่าไม่น่ามีปัญหานะ เดี๋ยวฉันขอลองโทรถามเธอดูก่อน"

พูดจบ เธอก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก

ไม่นานนัก เธอก็เดินยิ้มร่ากลับมาแล้วบอกว่า "พี่สาวฉันตกลงแล้วล่ะ งั้นพวกเราไปกันตอนนี้เลยไหม? มีเคล็ดเรื่องฤกษ์ยามอะไรหรือเปล่า?"

ดูท่าทางแล้ว เธอคงจะยังไม่เข้าใจคำว่าการอนุมานจริงๆ

ผมหัวเราะ "การอนุมานน่ะ ไม่ต้องเลือกฤกษ์ยามอะไรหรอก ไปกันเถอะ จะนั่งรถเมล์สายไหนดีล่ะ?"

ตอนที่มาถึงใต้ถุนตึกอพาร์ตเมนต์ของลูกพี่ลูกน้องเธอ ผมก็กระตุกแขนหลี่ซวนเบาๆ

เธอหันกลับมามองด้วยความสงสัย "มีอะไรเหรอ?"

แล้วจู่ๆ เธอก็ทำหน้าตื่นเต้นกระซิบถาม "หรือว่า... สัมผัสได้ถึงพลังงานชั่วร้าย?!"

ผม: "..."

ดูทรงแล้ว เธอน่าจะอ่านนิยายแฟนตาซีมาเยอะไม่เบาเลยนะเนี่ย

ผมถอนหายใจอย่างเอือมระอา "พวกเราหาอะไรกินกันข้างล่างก่อน แล้วค่อยขึ้นไปเถอะ ขืนขึ้นไปตอนท้องร้องจ๊อกๆ แบบนี้ พี่สาวเธอจะทำกับข้าวให้กิน หรือจะไม่ทำดีล่ะ?"

ใต้ถุนแฟลตเอชดีบีของสิงคโปร์ มักจะมีร้านกาแฟตั้งอยู่ ซึ่งก็คล้ายๆ กับร้านข้าวแกงบ้านเรานั่นแหละ

ส่วนร้านแบบสตาร์บัคส์ ที่สิงคโปร์เขาเรียกว่า คาเฟ่

ร้านกาแฟที่นี่ หมายถึงร้านอาหารริมทางราคาประหยัด

หลี่ซวนลองคิดตาม ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของผม

หลังจากกินข้าวเสร็จ ผมกับหลี่ซวนก็เดินสำรวจรอบๆ ตึกอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเดินขึ้นไป

ลูกพี่ลูกน้องของเธอมายืนรอรับอยู่ที่หน้าประตู

ดูจากท่าทางแล้ว เธอเป็นคนเรียบง่าย ซื่อสัตย์ และมีระเบียบวินัย

เธออยู่บ้านคนเดียว

หลังจากเปลี่ยนรองเท้าแล้ว ผมก็เดินสำรวจตามห้องต่างๆ ดูรอบหนึ่ง ก็ถือว่าโอเคดี ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรที่ต้องถึงขั้นทุบตึกรื้อถอน

แต่ตามจุดที่สังเกตเห็นได้ง่ายในบ้าน ล้วนมีดอกไม้ประดิษฐ์วางประดับไว้เต็มไปหมด

"ดอกไม้ประดิษฐ์พวกนี้ เก็บไปเถอะครับ!" ผมแนะนำ

ลูกพี่ลูกน้องของเธอถามกลับ "ดอกไม้ประดิษฐ์มันไม่ดีเหรอคะ? ฉันเพิ่งซื้อมาไม่นานนี้เอง"

หลี่ซวนที่เดินตามมาข้างๆ ก็หันมามองผม รอฟังคำอธิบาย

"ก็ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าดีหรือไม่ดีแบบเหมารวมหรอกนะครับ

เพียงแต่ดอกไม้ประดิษฐ์น่ะ มันไม่มีชีวิตชีวา

มีแค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่มีพลังงานของดอกไม้จริงๆ ทุกอย่างมันเป็นแค่เปลือกนอก

ของจริงคือพลังหยาง ของปลอมคือพลังหยิน

มนุษย์กับสรรพสิ่งในจักรวาล ล้วนมีการเชื่อมโยงถึงกัน

เมื่อถูกห้อมล้อมด้วยสิ่งลวงตา ผู้คนที่พบเจอก็จะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน คือไม่มีความจริงใจ

ซึ่งนั่นแหละที่จะเป็นตัวดึงดูดพวกคนพาลเข้ามา"

หลี่ซวนแย้งขึ้นมา "นี่มันก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ดี? แล้วทำไมถึงบอกว่าเหมารวมไม่ได้ล่ะ?"

ผมอธิบายต่อ "ดอกไม้ประดิษฐ์ ตามหลักเบญจธาตุแล้ว จัดอยู่ในธาตุไม้และธาตุไฟ

ธาตุไม้บำรุงตับ ธาตุไฟบำรุงหัวใจ

คัมภีร์ 'หวงตี้เน่ยจิง' กล่าวไว้ว่า ตับเปิดทวารที่ดวงตา ดังนั้นหลายคนถึงบอกว่า การมองสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าเยอะๆ จะดีต่อสายตา

หากคนที่อยู่อาศัยมีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม ไม่ได้รับผลกระทบจากดอกไม้ประดิษฐ์ที่ขาดชีวิตชีวา ก็มีบางคนที่จงใจใช้ดอกไม้ประดิษฐ์เพื่อเพิ่มพลังงานธาตุไม้และไฟ

แต่สำหรับคนที่มีพลังงานติดขัด ทางที่ดีไม่ควรวางสิ่งของที่มีผลกระทบแบบนี้ไว้จะดีกว่าครับ"

"แล้วต้องจัดฮวงจุ้ยเพื่อปัดเป่าพวกคนพาลด้วยไหม?" หลี่ซวนถาม

ผมหัวเราะ "ไม่ต้องหรอก เมื่อพลังบวกเต็มเปี่ยม พลังลบก็ไม่อาจกล้ำกราย ขอแค่ทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า มีความมั่นใจ ผู้คนและเรื่องราวแย่ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับพลังงานของเรา ก็จะค่อยๆ ถอยห่างออกไปเองแหละครับ"

ลูกพี่ลูกน้องของเธอถามต่อ "งั้นถ้าทิ้งดอกไม้ประดิษฐ์ไปแล้ว เอาดอกไม้จริงมาใส่แทนได้ไหมคะ? มีข้อห้ามเรื่องสายพันธุ์ดอกไม้ไหม?"

เป็นคำถามที่ดีทีเดียว

"เรื่องดอกไม้นั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากครับ บ้านแต่ละทิศทาง ก็มีพลังงานธาตุที่แตกต่างกันไป

สิ่งของแต่ละชิ้นก็เช่นกัน อย่างเช่นต้นไม้ ก็จัดเป็นธาตุไม้

ถ้าหากเอาไปวางสุ่มสี่สุ่มห้า อาจจะไปข่มธาตุดิน ทำให้ส่งผลเสียต่อม้ามและกระเพาะอาหาร หรืออาจจะส่งผลเสียต่อระบบสืบพันธุ์สตรีได้

ภายในบ้าน จัดให้ดูเรียบง่าย สะอาดตา ของที่ไม่จำเป็นก็พยายามให้น้อยชิ้นเข้าไว้จะดีที่สุด

ลองเทียบกับโรงแรมระดับห้าดาวดูก็ได้ครับ ห้องพักและล็อบบี้กว้างขวางใหญ่โต แต่แทบจะไม่มีของกระจุกกระจิกวางเกะกะเลย

นี่แหละที่เรียกว่าการเว้นช่องว่าง เพื่อให้กว้างขวางสว่างไสว พลังงานไหลเวียนสะดวก แล้วโชคชะตาก็จะดีขึ้นตามไปด้วยครับ"

"งั้นแจกันพวกนี้ ก็ปล่อยให้ว่างๆ วางทิ้งไว้ตรงนี้เลยได้ไหมคะ?"

"ไม่ๆๆๆ ครับ!" ผมรีบปฏิเสธทันควัน

ตอนนี้แหละที่ผมตระหนักได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า การดูดวงให้คนอื่น หากอธิบายไม่กระจ่างชัด ก็อาจจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้

ผมรีบกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ภายในบ้าน ห้ามวางแจกันเปล่าเด็ดขาด โดยเฉพาะแจกันที่สูง ลึก ปากแคบ และทึบแสง"

หลี่ซวนถามด้วยท่าทางมีลับลมคมนัย "ในนิยายชอบเขียนว่า ในแจกันมีผีซ่อนอยู่ เรื่องจริงมันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?"

พี่สาวของเธอตกใจจนหน้าซีดเผือด เอื้อมมือไปตีแขนหลี่ซวนดังเพียะ แล้วดุว่า "ดึกป่านนี้แล้ว อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ!"

หลี่ซวนทำหน้ามุ่ย ไม่ยอมรับผิด "จริงนะ ในหนังสือก็เขียนไว้แบบนั้นนี่นา"

ผีงั้นเหรอ? จะอธิบายยังไงดีล่ะเนี่ย?

ขืนให้อธิบายเรื่องผีให้กระจ่าง คืนนี้ทั้งคืนก็คงพูดไม่จบแน่ๆ

แถมดูจากสีหน้าของพี่สาวเธอแล้ว ก็ดูจะไม่ค่อยสู้ดีนัก

ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้ อย่าทำให้คนอื่นตกใจกลัวจะดีกว่า

ผมลองคิดดูครู่หนึ่ง ก่อนจะอธิบายว่า "ในแจกันทึบแสงที่ทั้งว่างเปล่าและมืดทึบ มักจะทำให้คนเรารู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยทางจิตใจได้ง่ายๆ น่ะครับ

โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคประสาทอ่อนหรืออ่อนไหวง่าย ยิ่งจะทำให้คิดฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ จนกลายเป็นปัจจัยที่รบกวนสภาพจิตใจได้

แถมถ้ามีลมพัดผ่านปากแจกันแคบๆ ก็อาจจะทำให้เกิดเสียงก้องกังวานขึ้นมาได้

ยิ่งเพิ่มบรรยากาศชวนขนลุก ทำให้หวาดระแวงไปต่างๆ นานา"

"สรุปว่าไม่ได้มีผีจริงๆ ใช่ไหมล่ะ?" หลี่ซวนยังไม่ยอมแพ้ ตามตื๊อถามต่อ

"เอ่อ..." จะตอบยังไงดีล่ะเนี่ย?

จะบอกว่ามีก็ไม่ได้ จะบอกว่าไม่มีก็ไม่เชิง

ระหว่างที่ผมกำลังคิดหาคำตอบ พี่สาวของเธอก็ตีหลี่ซวนไปอีกที "ก็บอกแล้วไงว่าอย่าพูดจาเหลวไหล ยังจะกล้าพูดอีก!"

หลี่ซวนเอามือปิดปาก ยิ้มหยีตาทำหน้าเป็น

เรื่องนี้ก็เลยถือว่าจบลงแค่นี้

นอกจากเรื่องดอกไม้ประดิษฐ์แล้ว ก็ยังมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายอย่าง ผมก็ค่อยๆ ให้คำแนะนำเธอไปทีละเรื่อง

ล้วนแต่เป็นการปรับแก้ที่ทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จเรียบร้อย

เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว พวกเราจึงไม่ได้อยู่ต่อ พอดำเนินการเสร็จก็ขอตัวกลับ

ตกดึก ขณะที่ผมกำลังอ่านหนังสืออยู่ที่บ้าน จู่ๆ โปรแกรม QQ ก็เด้งแจ้งเตือนขึ้นมา 'ซาลาเปาน้อยร้านกาแฟสิงคโปร์สนามบินเซี่ยงไฮ้'

ส่งข้อความมาแค่สองคำ: "อยู่ไหม"

ตั้งแต่มาถึงสิงคโปร์ พวกเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย พอนึกถึงเรื่องตอนที่เจอกันที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ ผมก็เลยพิมพ์ตอบกลับไปสั้นๆ ว่า "อืม"

พอข้อความส่งไปปุ๊บ เธอก็กดโทรเข้าเป็นสายเรียกเข้าแบบเสียงมาปั๊บ

ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง

ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ไม่รู้ว่าเธอโทรมาหาผมทำไม

แค่คนแปลกหน้าที่เคยเจอกันโดยบังเอิญ คงไม่ได้จู่ๆ ก็โทรมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเฉยๆ หรอกมั้ง?

ลังเลอยู่ไม่กี่วินาที สุดท้ายผมก็กดรับสาย

"ซานเหอ~ ฮือ~ โฮฮฮฮฮฮ~" พอรับสายปุ๊บ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้โฮดังมาจากปลายสาย ร้องจนแทบจะขาดใจ

"เกิดอะไรขึ้น?!" ผมชะงักไป นี่มันเกิดเรื่องคอขาดบาดตายอะไรขึ้น ถึงได้ร้องไห้หนักขนาดนี้?

"ฉัน โฮฮฮ~ ฉันโดนหลอก~ ฮือ~ โฮฮฮฮฮฮ~ ฉัน~ ฮือๆ~" ปลายสายสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ

โดนหลอกงั้นเหรอ?

ผมถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ก็ยังดี ที่ไม่ได้เกิดเรื่องร้ายแรงถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต

"อ้อ? มีเรื่องทุกข์ใจอะไร เล่ามาให้ฟังหน่อยสิ เผื่อฉันจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง!" ผมพูดติดตลก

"?!..." ปลายสายถึงกับอึ้งไป ลืมแม้กระทั่งจะร้องไห้ต่อ

ผ่านไปสักพัก ก็มีเสียงกัดฟันกรอดตะโกนกลับมา: "หวัง! ซาน! เหอ!"

"ฮ่าๆๆ เอาล่ะ ในที่สุดก็เลิกร้องไห้สักทีนะ!" ผมหัวเราะ "เมื่อกี้เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นจนฉันฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าพูดอะไร

ในเมื่อเธอโทรหาฉัน อย่างน้อยก็ช่วยเล่าเรื่องราวให้ฟังหน่อยสิ ฉันจะได้ดูว่าพอจะช่วยอะไรเธอได้บ้างไหม"

"นายยินดีจะช่วยฉันเหรอ?" น้ำเสียงเธอฟังดูแทบไม่อยากจะเชื่อ

"อ้าว แล้วที่เธอโทรหาฉันมันหมายความว่าไงล่ะ?"

"ฉันก็แค่อยากร้องไห้เท่านั้นแหละ"

"..."

"ถ้านายยินดีจะช่วยฉัน ก็เยี่ยมไปเลย!" จู่ๆ เธอก็หัวเราะทั้งน้ำตาขึ้นมาซะงั้น

"งั้น... เธอช่วยกลับไปร้องไห้ต่ออีกสักแป๊บได้ไหมล่ะ!"

"ร้องไม่ออกแล้วล่ะ ฮ่าๆๆๆ!" เธอหัวเราะร่วนอย่างคนไม่มีความทุกข์ ราวกับว่าคนที่เพิ่งร้องไห้จะเป็นจะตายเมื่อกี้ไม่ใช่เธออย่างนั้นแหละ

"ซานเหอ ตอนนี้นายบำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเซียนหรือยัง?"

"?!"

"ก็คราวที่แล้วที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ มีคุณปู่เซียนมาเบิกเนตรสวรรค์ให้นาย แถมยังมอบคัมภีร์วิทยายุทธ์ให้ตั้งหลายเล่มไม่ใช่เหรอ"

"อืม... แล้วไงต่อ?"

"ตอนนี้นายฝึกถึงขั้นไหนแล้วล่ะ?"

เรื่องที่คุยกันนี่ ชักจะออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้ว...

"ก็... ยังเป็นคนธรรมดาอยู่นี่แหละ"

ผมไม่รู้จะต่อบทสนทนากับเธอติดยังไง เลยตัดสินใจพลิกเกมเป็นฝ่ายรุกแทน "ที่เธอพร่ำบอกเมื่อกี้ว่าโดนหลอกเนี่ย มันเรื่องอะไรกันแน่?"

"ฮือ~" เธอทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ

"หยุดเลย!" ผมรีบเบรกทันที "เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้ ระวังจะเป็นบ้านะ คุยกันดีๆ สิ!"

"พรวด!" เธอหลุดขำออกมา แล้วก็หัวเราะคิกคักไม่หยุด

ผมถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว

ก็เลยเงียบไป ปล่อยให้เธอค่อยๆ พูดเองก็แล้วกัน

เธอรวบรวมสติอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นว่า "ก็ที่ฉันมาทำงานร้านกาแฟไง ฉันก็นึกว่าสภาพแวดล้อมการทำงานจะเหมือนพวกสตาร์บัคส์อะไรแบบนั้น! แต่ที่ไหนได้ ร้านกาแฟของสิงคโปร์ มันหมายถึงร้านริมทาง อารมณ์ประมานร้านข้าวแกงบ้านเรานี่แหละ!"

"แล้วเงินเดือนล่ะ?" ผมถามต่อ

"เงินเดือนน่ะตรงตามที่ตกลงกันไว้เป๊ะเลย แต่ที่รับไม่ได้คือสภาพแวดล้อมมันไม่สวย แอร์ก็ไม่มี แถมไม่มีหนุ่มหล่อสาวสวยให้มองอีกต่างหาก" เธอเริ่มระบายความอัดอั้น

"แล้วยังไงต่อ?"

"แล้วยังไงต่อน่ะเหรอ? ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะ" เธอก็ตอบกลับมาแบบงงๆ

ผมถึงกับกุมขมับ

"ไอ้ที่เธอบอกว่าโดนหลอกเนี่ย ก็คือแค่ที่ทำงานไม่มีแอร์งั้นเหรอ?" ผมชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงเมื่อกี้เธอร้องไห้ฟูมฟายเรื่องอะไรกันแน่

"ก็ไม่เชิงหรอกนะ" เธอทำท่าคิดก่อนจะตอบ "ประเด็นหลักคือฉันทำงานมาตั้งนาน กลับไม่เจอหนุ่มหล่อๆ เลยสักคน"

พอพูดถึงตรงนี้ เธอก็ทำท่าจะเริ่มเบะปากร้องไห้อีกแล้ว

"เอ่อ..." ผมรีบพูดแทรก พยายามจะเปลี่ยนเรื่องคุย แม้ในหัวจะยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี

ซึ่งมันก็ได้ผล เธอหยุดชะงัก แล้วถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "นายจะพูดอะไรเหรอ?"

ผมเรียบเรียงความคิด แล้วถามเธอว่า "นอกจากไม่มีแอร์ ไม่มีหนุ่มหล่อ แล้วก็สภาพแวดล้อมไม่สวยแล้ว ยังมีปัญหาอื่นอีกไหม?"

"อืม... สภาพแวดล้อมที่ทำงานไม่สวยเลย" เธอทำท่าคิดแล้วตอบ

"โอเค นอกจากสามข้อนี้แล้ว มีอีกไหม?"

"ไม่มีแล้วล่ะ"

"งั้นฉันขอถามหน่อยนะ ก่อนที่เธอจะมา บริษัทนายหน้าเขารับประกันกับเธอไหมว่าจะมีแอร์ มีหนุ่มหล่อ แล้วสภาพแวดล้อมก็สวยหรู?" ผมถามกลับ

"ก็ไม่ได้บอกนะ" ซาลาเปาน้อยตอบไปตามความจริง

"งั้นไอ้ที่เธอบอกว่าโดนหลอกเนี่ย มันก็คือความจริงมันไม่ตรงกับที่เธอจินตนาการไว้ ไม่ใช่ว่ามันไม่ตรงกับที่เขาตกลงไว้ ใช่ไหม?" ผมไล่ต้อน

ปลายสายเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงตอบกลับมา "หวังซานเหอ นายรังแกฉัน!"

ผมหลุดหัวเราะออกมา "ก็แค่ถามว่าใช่หรือไม่ใช่ แค่นั้นเอง?"

"ชิ! ไม่อยากคุยกับนายแล้ว!"

"ทฤษฎีมุมมองกับข้อเท็จจริงที่อาจารย์เคยสอนคราวก่อน เธอยังจำได้อยู่ไหม?"

"ชิ! ไม่อยากคุยกับนายแล้ว!"

เฮ้อ คนเราได้มาพบเจอกันก็ถือว่าเป็นบุพเพสันนิวาส ถือซะว่าทำบุญทำทานให้ถึงที่สุดก็แล้วกัน

"เอาอย่างนี้ เธอทำงานอยู่ร้านกาแฟแถวไหน พรุ่งนี้ช่วงบ่ายพวกเราไม่มีเรียน ตอนพักเที่ยงเดี๋ยวฉันพาเพื่อนแวะไปหาเธอสักคน"

"จริงเหรอ? ดีจังเลย! ฉันอยู่เบด็อกนะ"

หลังจากตกลงนัดแนะเรื่องเวลาและสถานที่กันเรียบร้อย ผมก็โทรหาตู้เล่อทันที

"ดีเลยลูกพี่ งั้นเอาตามนี้เลยนะ พรุ่งนี้เช้าฉันไม่มีเรียน ขอไปทำพาร์ทไทม์ก่อน แล้วตอนเที่ยงค่อยเจอกันที่เบด็อก ฉันมีเรื่องจะคุยกับนายพอดีเลย!" ตู้เล่อพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน

"เรื่องอะไรล่ะ? ถ้ารีบก็พูดมาตอนนี้เลยก็ได้"

"คุยทางโทรศัพท์มันไม่สะดวกน่ะสิ เอาไว้เจอกันค่อยคุยก็แล้วกันนะ!" แล้วตู้เล่อก็รีบวางสายไปทันที

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 37 - เรียกคนพาล (ศาสตร์)

คัดลอกลิงก์แล้ว