- หน้าแรก
- ปรมาจารย์ฮวงจุ้ยสายวิทย์ พลิกกระดานธุรกิจสิงคโปร์
- บทที่ 35 - ถูกทำร้ายร่างกาย (ศาสตร์)
บทที่ 35 - ถูกทำร้ายร่างกาย (ศาสตร์)
บทที่ 35 - ถูกทำร้ายร่างกาย (ศาสตร์)
บทที่ 35 - ถูกทำร้ายร่างกาย (ศาสตร์)
การที่ผมท้าพนันกับป๋ายจื้อเกา แม้จะเป็นการกระทำที่ใช้อารมณ์ชั่ววูบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมไม่มีหลักการอะไรมารองรับเลย
นี่คือการประเมินจากหลักโหงวเฮ้ง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ในหลายๆ มิติ
โหงวเฮ้ง นอกจากการดูใบหน้าและลายมือแล้ว ยังรวมไปถึงการดูรูปร่าง น้ำเสียง และการเคลื่อนไหวอีกด้วย
หากจะลงลึกในรายละเอียด การเคลื่อนไหวยังแบ่งออกเป็นท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน ท่ากิน และอื่นๆ อีกมากมาย
อันที่จริง พวกเราทุกคนล้วนดูโหงวเฮ้งเป็นกันทั้งนั้น
เมื่ออยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า คุณจะสามารถแยกแยะได้อย่างง่ายดาย ว่าใครขยัน ใครขี้เกียจ ใครเป็นคนคุยง่าย ใครอารมณ์ร้อน ใครหัวไว ใครใจร้อน และอื่นๆ อีกมากมาย
ใช่แล้ว โดยพื้นฐานทุกคนก็พอดูออก เพียงแต่คนส่วนใหญ่อาจจะยังสังเกตได้ไม่ละเอียด และไม่ได้เป็นระบบก็เท่านั้นเอง
จุดเด่นที่สุดบนใบหน้าของป๋ายจื้อเกา ก็คือผิวหนังที่บางมาก บางจนมองเห็นริ้วรอยเล็กๆ เต็มไปหมด
คนที่ผิวบาง มักจะเป็นคนอ่อนไหว
คนที่อ่อนไหวเกินไป มักจะรับมือกับความโชคดีได้ยาก
ถ้ามองจากลักษณะน้ำเสียง เสียงของเขาจะลอยอยู่ที่คอ เส้นเสียงตึง เสียงแหลมปรี๊ด พูดเร็ว ตื่นเต้นง่าย และจิตใจไม่สงบ
ท่าทางการเดินของเขาก็สอดคล้องกับน้ำเสียง คือพลังชี่ลอยขึ้นเบื้องบน เดินตัวปลิว ขาดความหนักแน่นมั่นคง
ในความเป็นจริง ทั้งพุทธ เต๋า รวมถึงสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญกับการกำหนดลมหายใจ ส่วนหนึ่งก็เพื่อบำรุงรักษาสุขภาพ และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อปรับสมดุลของโชคชะตา
การกำหนดลมปราณลงสู่ตันเถียน ทำให้ส่วนบนว่างเปล่า ส่วนล่างหนักแน่น เสียงทุ้มต่ำ เดินเหินมั่นคง ย่อมทำให้โชคชะตาราบรื่น
การบำรุงรักษาสุขภาพกับโชคชะตา ฟังดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกัน แต่แท้จริงแล้วมันคือเรื่องเดียวกัน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต่างก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน
คำโบราณกล่าวไว้ว่า ร่างกายอ่อนแอไม่อาจรับทรัพย์ได้
('รับ' ในที่นี้หมายถึง การแบกรับ)
เปรียบเสมือนชายที่ร่างกายอ่อนแอ ย่อมไม่อาจรับมือกับการมีภรรยาหลายคนได้
คัมภีร์ 'เจิงกวงเสียนเหวิน' กล่าวไว้ว่า ดาบคมทำร้ายคน ทรัพย์สมบัติมากทำร้ายตน
หนึ่งหยินหนึ่งหยาง คือวิถีแห่งเต๋า นี่คือหลักแห่งความสมดุลทางสายกลาง
ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใบหน้า ลายมือ รูปร่าง เสียง หรือการเคลื่อนไหว ล้วนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งสิ้น
หลายปีต่อมา เมื่อผมได้พบกับป๋ายจื้อเกาอีกครั้ง เขาเปลี่ยนเป็นคนที่มีลักษณะโหงวเฮ้งดีตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว เรื่องนี้เอาไว้ค่อยเล่ารายละเอียดทีหลัง
***
ถึงจะเถียงกัน หรือจะเล่นหัวกันยังไง ต่อให้ความคิดเห็นไม่ตรงกัน ผมกับป๋ายจื้อเกาก็ยังตัวติดกันแจ พอมีเวลาว่างก็ชอบไปเนียนนั่งเรียนในคลาส CAT อยู่ดี
ช่วงพักเบรกของวันนี้ จู่ๆ ตู้เล่อก็ลากผมออกมาที่โถงทางเดินด้วยท่าทีหัวเราะร่วน หาที่เงียบๆ ตรงมุมตึก แล้วกระซิบกับผมว่า "ลูกพี่ นายนี่มันสุดยอดจริงๆ ทำนายแม่นอีกแล้ว!"
"ทำไมนายชอบพูดอะไรไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอยู่เรื่อยเลย?" ผมปรายตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
"ฮี่ๆๆ" ตู้เล่อหัวเราะร่วน ไม่ได้เก็บคำพูดผมมาใส่ใจเลย
พอหุบยิ้ม เขาก็ยกมือขึ้นป้องปาก แล้วกระซิบเสียงเบาว่า "พี่เฝิง โดนซ้อมน่ะสิ"
"หืม? แล้วนายรู้ได้ไง?"
เรื่องในครอบครัวแบบนี้ ปกติเขาไม่มาทำกันให้คนนอกเห็นหรอก
"เมื่อวานฉันกลับบ้านเร็ว พอเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นพี่เขยกำลังจิกหัวพี่เฝิง กดหน้าติดกำแพงแล้วก็ซ้อมเอาๆ
ทำกันกลางห้องนั่งเล่นเลยนะ
พอเห็นฉันกลับมา เขาก็ตบหน้าพี่เฝิงไปอีกฉาดนึง แล้วก็เดินออกไปเลย"
"เรื่องอะไรกันล่ะเนี่ย?" ผมชักจะเริ่มอยากรู้เรื่องชาวบ้านขึ้นมาบ้างแล้วสิ
"ก็แค่เพราะพาหมาไปเดินเล่นช้าน่ะสิ"
"?!"
นี่มันเหตุผลบ้าอะไรกันเนี่ย
ตู้เล่อเห็นผมทำหน้าไม่เชื่อ ก็เลยเล่าต่อ "พอพี่เขยออกไป พี่เฝิงก็นั่งร้องไห้อยู่ในห้องนั่งเล่นพักนึง เป็นคนเล่าให้ฉันฟังเองกับปากเลยนะ"
"แล้วยังไงต่อ?"
"แล้วยังไงต่อน่ะเหรอ? เธอก็คุยกับฉันสองสามประโยค แล้วก็รีบเช็ดน้ำตา พาหมาออกไปเดินเล่นน่ะสิ"
"..."
ยอมใจเลย!
รู้จักรุกรู้จักถอย! นี่แหละลูกผู้ชายตัวจริง!
นับถือๆ!
ผมไม่ได้รู้สึกสงสารเธอ แล้วก็ไม่ได้คิดจะเยาะเย้ยถากถางด้วย
นับตั้งแต่ผมย้ายออกมา ผมก็ตัดขาดความแค้นเคืองทุกอย่างทิ้งไปหมดแล้ว
ตอนนี้มันก็เหมือนกับการได้ฟังเรื่องราวที่ไม่สลักสำคัญอะไรของคนแปลกหน้า ภายในใจไม่มีความหวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น
หลังจากคุยกันสั้นๆ ไม่กี่ประโยค ผมกับตู้เล่อก็เดินกลับไปที่ห้องเรียน
อาจารย์ยังไม่มา ทุกคนก็เลยยังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
ท่ามกลางเสียงจอแจ ผมบังเอิญได้ยินเสียงอุทานที่พยายามกดให้เบาลงดังแว่วมา "นี่เธอโดนเลี้ยงดูแล้วเหรอเนี่ย?!"
เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่เพราะมันดังมาจากข้างหลังผมพอดี ผมก็เลยเผลอได้ยินเข้า
ผมหันไปมองตู้เล่อ เขากำลังเบิกตาโตเท่าไข่ห่านมองผมอยู่ ดูเหมือนเขาเองก็จะได้ยินเหมือนกัน
ผมหันไปมองป๋ายจื้อเกาที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้เขากำลังทำหน้าตาระรื่น ออกท่าออกทาง น้ำลายแตกฟอง คุยกับเวยเวยและคนอื่นๆ อย่างเมามัน ดูเหมือนว่าพวกเขากลุ่มนั้นจะไม่ได้ยินอะไรเลย
(จบแล้ว)